การจัดการเรียนรวมสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหว หรือสุขภาพ

การจัดการเรียนรวมสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหว  หรือสุขภาพ

ในการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหวการ  ที่สามารถเข้าเรียนในโรงเรียนทั่วไปได้นั้นบริหารจัดการเรียนร่วมโดยใช้โครงสร้าง  SEAT  หมายถึง  การนำรูปแบบการบริหารจัดการเรียนร่วมที่ยึดหลักโครงสร้าง SEAT   เข้าไปทดลองใช้ในโรงเรียนแกนนำจัดการเรียนร่วม  โดยมีโครงสร้างที่ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก  4 ประการ   ซึ่งมีนักการศึกษาที่กล่าวถึงกระบวนการบริหารจัดการเรียนร่วม โดยใช้โครงสร้าง SEAT  ไว้หลายท่านดังนี้

เบญจา  ชลธาร์นนท์ (2546 : 3 – 12)  กล่าวว่า  การบริหารจัดการเรียนร่วมโดยใช้โครงสร้าง  SEAT  หมายถึง  รูปแบบการบริหารจัดการเรียนร่วมที่ยึดหลักโครงสร้าง SEAT   ซึ่งมีองค์ประกอบหลัก  4 ประการ   คือ

1. ด้านนักเรียน  (S – Students)

หมายถึงนักเรียนพิการหรือที่มีความบกพร่องและนักเรียนทั่วไปที่อยู่ในโรงเรียนเรียนร่วมโรงเรียนควรเตรียมความพร้อมของนักเรียนทั้ง 2 กลุ่ม  ดังนี้

1.1   เตรียมความพร้อมนักเรียนพิการหรือที่มีความบกพร่อง  ในด้านร่างกาย  วิชาการ  อารมณ์และสังคม   และการช่วยเหลือตนเอง   หากพิการตั้งแต่แรกเกิดจำเป็นต้องได้รับการบริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่มหรือเตรียมความพร้อมทันทีที่พบความพิการเพื่อพัฒนาศักยภาพทุกด้าน  ซึ่งในการให้บริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่มนั้น  เป็นช่วงสำคัญที่สุดที่เด็กควรได้รับการเตรียมความพร้อม  เพราะช่วงอายุ  0  –  3  ปี  เป็นช่วงที่สมองเจริญเติบโตมากที่สุด  การเตรียมความพร้อมทำได้โดยกระตุ้นพัฒนาการในส่วนที่เหลืออยู่    เมื่อได้รับการพัฒนา   ระดับการทำงานต่าง ๆ (functional  level)   จะยิ่งสูงขึ้น   ในทางกลับกัน   หากไม่ได้รับการพัฒนาการกระตุ้นหรือการส่งเสริมส่วนที่เหลืออยู่อย่างมีประสิทธิภาพ  ความสามารถในการทำงานต่าง ๆ จะเลือนหายไป   ทำให้เด็กเสียโอกาสในการเรียนรู้ทันที  ดังนั้น  การช่วยเหลือฟื้นฟูสมรรถภาพเด็กพิการ  ยิ่งทำได้ทันท่วงทีตั้งแต่เมื่อแรกเกิดและทำได้อย่างถูกต้องจะสามารถฟื้นฟูสมรรถภาพความพิการได้อย่างเห็นผลชัดเจน

1.2  เตรียมความพร้อมนักเรียนทั่วไป ทางโรงเรียนจะต้องเตรียมความพร้อมนักเรียนทั่วไปในโรงเรียน   โดยการให้ข้อมูลเพื่อให้นักเรียนทั่วไปมีความรู้   ความเข้าใจ   เกิดการยอมรับ   สามารถให้ความช่วยเหลือและปฏิบัติต่อนักเรียนพิการหรือที่มีความบกพร่องอย่างถูกวิธีและเท่าที่จำเป็น ที่ผ่านมาพบว่าการที่คนส่วนใหญ่มีทัศนคติเชิงลบต่อคนพิการหรือที่มีความบกพร่อง  เช่น  สมเพช    เวทนา  สงสาร  กลัว  ไม่ไว้วางใจ   มักเกิดจากความไม่รู้หรือไม่มีข้อมูลที่ถูกต้อง   ดังนั้น  ครูควรทำความเข้าใจและอธิบายเกี่ยวกับลักษณะความพิการให้นักเรียนทั่วไปในชั้นเรียนได้รู้จักและควรจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ช่วยให้เด็กทำกิจกรรมร่วมกันเพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน    ครูอาจจัดสถานการณ์จำลองให้นักเรียนเป็นคนพิการและทำกิจกรรมต่าง ๆ จากนั้นให้อภิปรายถึงความรู้สึกของนักเรียนแต่ละคน   กิจกรรมเช่นนี้จะช่วยให้นักเรียนทั่วไปได้เข้าใจถึงความคับข้องใจ   ความไม่สะดวก   และความลำบากของเพื่อนพิการหรือที่มีความบกพร่องมากขึ้น   กิจกรรมอื่นที่ช่วยให้นักเรียนทั่วไปเข้าใจและยอมรับเพื่อนพิการหรือที่มีความบกพร่องมากขึ้น  เช่น   การเชิญผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเด็กพิการมาบรรยายให้ฟัง   พร้อมทั้งให้ดูภาพยนตร์   สไลด์   แผ่นภาพ  บทความ และสื่ออื่น ๆ  ประกอบ   เปิดโอกาสให้นักเรียนซักถามปัญหาต่าง ๆ  การจัดนิทรรศการหนังสือ    และเรื่องราวเกี่ยวกับคนพิการหรือที่มีความบกพร่อง  เพื่อให้นักเรียนในชั้นเรียนและนักเรียนทุกคนในโรงเรียนได้มีโอกาสเรียนรู้  การทัศนศึกษาสถานที่ดูแลคนพิการหรือที่มีความบกพร่องเพื่อให้นักเรียนได้เห็นและเรียนรู้ว่าคนพิการหรือที่มีความบกพร่องมีความเป็นอยู่อย่างไร  นอกจากนี้ควรสอนทักษะการช่วยเหลือเบื้องต้นในการช่วยเหลือเพื่อนพิการหรือที่มีความบกพร่องเบื้องต้นให้กับนักเรียนทั่วไปด้วย

2.  ด้านสภาพแวดล้อม (E –Environment)

สภาพแวดล้อม  แบ่งออกเป็น  2  ประเภท  คือ

2.1.  สภาพแวดล้อมทางกายภาพ   (Physical  Environment)  ควรจัดให้นักเรียนพิการหรือที่มีความบกพร่องเรียนในสภาพแวดล้อมที่มีขีดจำกัดน้อยที่สุด(Least Restrictive   Environment  :  LRE)   โรงเรียนควรพยายามให้เด็กได้เรียนร่วมในชั้นเรียนทั่วไปมากที่สุด   หากไม่สามารถจัดให้เด็กเรียนร่วมได้เต็มเวลาก็อาจจัดเป็นบางเวลาได้   ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการจำเป็นพิเศษของนักเรียนพิการหรือที่มีความบกพร่องเป็นเฉพาะบุคคล   โดยทั่วไป   ควรจัดให้นักเรียนทุกคนเข้าเรียนในชั้นเรียนทั่วไปโดยแยกนักเรียนออกไปจากเพื่อน  ทั่วไปให้น้อยที่สุด

การจัดสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการจัดกิจกรรมการเรียน การสอนแก่นักเรียนที่มีความบกพร่องทางร่างกายเป็นสิ่งที่ครูผู้สอนควรให้ความสำคัญ  เพราะจะช่วยให้นักเรียนเข้ามามีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมต่างๆ ได้ดี  เนื่องจากนักเรียนเหล่านี้บางคนต้องนั่งรถเข็น  บางคนใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน เช่น เครื่องช่วยเดินแบบมีล้อ หรือไม้ค้ำยัน ดังนั้นการจัดโต๊ะ เก้าอี้ หรือเฟอร์นิเจอร์อื่นๆ ในชั้นเรียน  ควรจัดวางให้มีที่ว่างสำหรับให้นักเรียนสามารถเคลื่อนทีไปยังมุมต่างๆ ในห้องได้สะดวกสบาย และต้องคำนึงถึงความปลอดภัยด้วย  เมื่อจำเป็นต้องเรียนวิชาเกษตรและนักเรียนต้องปลูกผักสวนครัว   ครูควรยกระดับแปลงผักให้สูงขึ้นจากพื้นและอยู่ในระดับเดียวกับที่นั่งเก้าอี้รถเข็น   เพื่อให้นักเรียนสามารถปลูกผักได้สะดวก   นอกจากนี้ควรคำนึงถึงพาหนะที่ใช้ในการรับส่งนักเรียนจากบ้านไปโรงเรียนและจากโรงเรียนไปบ้านไป     ทัศนศึกษาและกิจกรรมอื่น ๆ  ที่นักเรียนจะต้องเคลื่อนย้าย   นอกจากนี้จะต้องมีการบริหารจัดการตารางเวลาเรียนและห้องเรียน  เช่นห้องเรียนสำหรับการเรียนร่วมควรอยู่ชั้นล่างของอาคาร  พื้นห้องเรียนควรราบเรียบและมีการปรับระดับเพื่อความสะดวกในการใช้รถเข็น ห้องน้ำ  โต๊ะ   เก้าอี้   และคำนึงถึงการถ่ายเทของอากาศ   แสงจากธรรมชาติ  แสงไฟ   เป็นต้น

นักเรียนมักไม่ค่อยสนใจเรื่องการดูแลตัวเอง ไม่ควรวางของที่เป็นอันตรายอยู่ในระยะที่นักเรียนหยิบฉวยได้  ควรเก็บให้มิดชิด  ควรลบเหลี่ยมของมุมโต๊ะ เก้าอี้ หรือเฟอร์นิเจอร์อื่นที่จะทำให้เกิดอันตรายต่อนักเรียนได้  เช่น หาฟองน้ำมาติดไว้ที่บริเวณมุมโต๊ะ หรือด้านบนพนักพิงหลังของเก้าอี้  เป็นต้น พื้นห้องไม่ควรลื่นจะทำให้เกิดอันตรายได้ เช่น ใช้กระเบื้องขัดมัน หรือไม้ขัดมัน เป็นต้น โดยเฉพาะนักเรียนที่ใช้อุปกรณ์ช่วยเดินจะทำให้ลื่นหกล้มได้ง่าย  พื้นควรนิ่มมีความยืดหยุ่นและมีแรงเสียดทาน เช่น การปูพื้นด้วยแผ่นดูลาฟอร์  เป็นต้น  ส่วนโต๊ะหรือเก้าอี้ที่นั่งทำกิจกรรมควรจัดหาหรือปรับให้เหมาะสมต่อการนั่งทำกิจกรรมของนักเรียนแต่ละคนทั้งขนาดและความสูง  เนื่องจากข้อจัดทางร่างกายทำให้นักเรียนกลุ่มนี้มีปัญหาการนั่งทรงตัวในขณะนั่งทำกิจกรรม  การจัดหาโต๊ะเก้าอี้ที่มีขนาดและความสูงที่เหมาะสมต่อการจัดท่าทางในการทำกิจกรรมจะช่วยเสริมศักยภาพของนักเรียนให้สามารถใช้แขนและมือในขณะนั่งทำกิจกรรมได้ดีขึ้น  โดยความสูงของโต๊ะที่ดีควรอยู่ในระดับความสูงที่นักเรียนวางแขนแนบลำตัวและงอข้อศอกขึ้นมาประมาณ 90 องศา เพื่อวางแขนบนโต๊ะได้  ส่วนเก้าอี้ต้องมีขนาดและความสูงที่นั่งเรียนสามารถนั่งได้เต็มก้นและวางเท้าราบกับพื้นได้พอดี  สำหรับนักเรียนนั่งรถเข็นเข้ามาเรียนไม่จำเป็นต้องย้ายนักเรียนไปนั่งเก้าอี้  ควรจัดหาโต๊ะที่สามารถสอดรถเข็นเข้าไปนั่งได้พอดีและมีความสูงในระดับที่เหมาะสมดังที่กล่าวข้างต้น หรือหาถาดปรับระดับติดที่รถเข็น  และควรจัดให้นั่งทำกิจกรรมบนรถเข็นเป็นหลักมากกว่าให้นั่งทำกิจกรรมบนพื้นเป็นระยะเวลานาน  เพราะนักเรียนอาจมีปัญหาการนั่งทรงตัวบนพื้นที่ไม่เหมาะสม  ซึ่งทำให้เกิดความพิการเพิ่มมากขึ้นได้    ดังนั้นการจัดหาโต๊ะหรือเก้าที่ที่สามารถปรับระดับความสูงได้จะช่วยให้ครูปรับให้เหมาะสมกับนักเรียนแต่ละคนได้สะดวกขึ้น  ถ้าจัดความสูงของโต๊ะได้เหมาะสมแล้วแต่นักเรียนยังมีปัญหานั่งก้มตัว  การใช้แท่นวางหนังสือมาวางไว้บนโต๊ะอีกทีจะช่วยให้นักเรียนสามารถนั่งทรงตัวในท่าตั้งตรงได้ดีขึ้น  ทั้งนี้ครูควรปรึกษานักวิชาชีพ เช่น นักกายภาพบำบัด หรือนักกิจกรรมบำบัด ในการจัดหาหรือปรับโต๊ะ เก้าอี้ หรือเฟอร์นิเจอร์ อื่นๆ ให้เหมาะสม รวมทั้งการจัดท่าท่าของนักเรียนขณะทำกิจกรรมต่างๆ

นอกจากนี้ควรจัดมุมทำกิจกรรมต่างๆ โดยการจัดโต๊ะ เก้าอี้ หรือเฟอร์นิเจอร์อื่นกำหนดขอบเขตให้นักเรียนเห็นชัดเจน  เช่น มุมนั่งเรียนกลุ่ม  มุมเล่นอิสระ มุมอ่านหนังสือ มุมคอมพิวเตอร์หรือการใช้การตีเส้นสีแบ่งมุมต่างๆ รวมทั้งการทำบัตรภาพสัญลักษณ์รูปประกอบคำศัพท์ที่บอกถึงมุมต่างๆ เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ติดไว้ในทุกมุมที่ทำกิจกรรม รวมทั้งบนเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะครู โต๊ะนักเรียน เก้าอี้  ตู้  เป็นต้น

2.2.  บุคคลที่เกี่ยวข้องในสภาพแวดล้อมของเด็ก  ได้แก่  พ่อแม่  ผู้ปกครอง

ครูและบุคลากรอื่นในโรงเรียน   โรงเรียนทั่วไปที่มีการจัดการเรียนร่วมผู้บริหารจะเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญยิ่งในโรงเรียนที่จะเป็นผู้นำและสร้างบรรยากาศของการยอมรับนักเรียนพิการหรือที่มีความบกพร่องเรียนร่วมในโรงเรียน  หากโรงเรียนมีการจัดตั้งคณะกรรมการโรงเรียนไว้แล้ว   ผู้บริหารโรงเรียนจะต้องนำเสนอเรื่องการจัดการเรียนร่วมให้คณะกรรมการทราบและพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการจัดการเรียนร่วมประจำโรงเรียน   ซึ่งควรประกอบด้วย   ผู้บริหาร  ผู้เชี่ยวชาญ   ครูทั่วไป   ครูการศึกษาพิเศษ  พ่อแม่   ผู้ปกครอง   และบุคลากรภายนอก    เพื่อกำหนดนโยบายในการจัดการเรียนร่วม     แนวทางการดำเนินงาน   จัดสรรงบประมาณ   บทบาทหน้าที่ของบุคลากรทุกคนในโรงเรียน    และรูปแบบในการจัดการเรียนร่วม   เมื่อคณะกรรมการจัดการเรียนร่วมประจำโรงเรียนประชุมกำหนดนโยบายและแนวทางการดำเนินงานการจัดการ    เรียนร่วมเรียบร้อยแล้ว    ทางโรงเรียนต้องจัดการประชุมชี้แจงถึงนโยบายของโรงเรียนและมอบหมายหน้าที่ให้บุคลากรที่เกี่ยวข้องโดยให้ถือเป็นปริมาณงาน   พร้อมทั้งให้ทุกคนมีโอกาสแสดงความคิดเห็นและร่วมเป็นเจ้าของโครงการ   นอกจากนี้ทางโรงเรียนต้องจัดทำป้ายประกาศ    นำเสนอในลักษณะของโปสเตอร์   แผ่นพับ   วีดีโอ   หรือจัดป้ายนิเทศ   เพื่อประชาสัมพันธ์โครงการให้บุคคลที่เกี่ยวข้อง  รับทราบเกี่ยวกับนโยบาย  ประชาสัมพันธ์ให้ผู้ปกครองของเด็กพิการหรือที่มีความบกพร่องอาสาเป็นวิทยากร  หรือหากมีกิจกรรมการดำเนินงานด้านคนพิการในสังคมที่สอดคล้องกับการจัดการเรียนร่วมจะได้เผยแพร่ให้ทุกคนรับทราบ   ครูทั่วไปและครูการศึกษาพิเศษต้องเป็นที่ปรึกษาซึ่งกันและกัน   โดยทำงานร่วมกันเป็นทีม

3.  ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน (A –Activities)

กิจกรรมการเรียนการสอน  คือ  กิจกรรมภายในและภายนอกห้องเรียนเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนที่จะช่วยให้นักเรียนทั่วไปและนักเรียนพิการหรือที่มีความบกพร่องได้รับการพัฒนา   ทั้งในด้านร่างกาย  จิตใจ   อารมณ์   และสังคม  ซึ่งประกอบด้วย

 

3.1   การบริหารจัดการหลักสูตร  แบ่งออกเป็น

3.1.1  การปรับหลักสูตรทั่วไป   คือ  ปรับหลักสูตรที่ใช้กับนักเรียนทั่วไปมาใช้กับนักเรียนพิการหรือที่มีความบกพร่อง   เช่น   สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเห็นอาจปรับจากการวาดรูปมาเป็นการปั้นแทน   สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินอาจปรับให้ไม่ต้องอ่านออกเสียง

3.1.2  การจัดทำหลักสูตรเฉพาะ   คือ  หลักสูตรที่เป็นแนวทางการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย   (หลักสูตรสำหรับเด็กพิเศษหรือหลักสูตรคู่ขนาน)   ซึ่งถือเป็นหลักสูตรเฉพาะบุคคล   โดยพิจารณาจากระดับของความพิการจากแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลของนักเรียน   โรงเรียนอาจประยุกต์ตามแนวทางของกรมวิชาการ    สำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาหลายคนไม่สามารถเรียนรู้ได้ตามหลักสูตรทั่วไปจึงจำเป็นต้องจัดทำหลักสูตรขึ้นมาใหม่โดยเฉพาะ   เช่น   เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาที่ค่อนข้างรุนแรงจะต้องมีการจัดทำหลักสูตรเฉพาะ   ซึ่งไม่ใช่หลักสูตรตัดต่อหรือนำหลักสูตรในระดับประถมศึกษายืดไปจนถึงระดับมัธยมศึกษา   สัดส่วนของเนื้อหาหลักสูตรในชั้นประถมศึกษาของเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา   ทักษะพื้นฐาน   เช่น  การอ่านออกเขียนได้   เลขคณิต   ความเข้าใจในภาษาที่สูง   และเมื่ออยู่ในช่วงมัธยมศึกษาตอนปลายจะค่อย ๆ  ลดลง  แต่ถ้าเป็นเรื่องของทักษะการดำรงชีวิต   ทักษะการเตรียมความพร้อมในด้านอาชีพจะต่ำในช่วงแรก ๆ  แล้วจะค่อย ๆ เพิ่มมากขึ้น   โดยการจัดเป็นชั้นเรียนพิเศษในโรงเรียนทั่วไปให้มีลักษณะคู่ขนานไปกับระดับชั้นเรียนที่เพื่อนนักเรียนทั่วไปเรียนอยู่

3.1.3  การจัดทำหลักสูตรเพิ่มเติมสอนทักษะเฉพาะที่จำเป็นให้แก่นักเรียนพิการหรือที่มีความบกพร่อง    เช่น  ทักษะการดำรงชีวิต   ได้แก่   การรับประทานอาหาร  การดูแลบ้านเรือน  การทำความสะอาดร่างกาย  การไปซื้อของ   การใช้โทรศัพท์สาธารณะ   การใช้บริการของไปรษณีย์   ธนาคาร   ทักษะการอ่านเขียนอักษรเบรลล์    ทักษะการทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมและการเคลื่อนไหว   ทักษะการใช้แว่นขยาย  สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเห็น   ทักษะทางสังคมสำหับนักเรียนออทิสติก   ภาษามือสำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน  เป็นต้น

3.2   แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (Individualized   Education   Program  :  IEP)   เป็นแผนการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการจำเป็นพิเศษของนักเรียนพิการหรือที่มีความบกพร่อง   ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งอำนวยความสะดวก  สื่อ  บริการ  และความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษาที่นักเรียนพิการหรือที่มีความบกพร่องต้องการ  เรียกชื่อย่อว่า  IEP   กระทรวงศึกษาธิการได้ออกกฎกระทรวงกำหนด   หลักเกณฑ์และวิธีการให้คนพิการมีสิทธิได้รับสิ่งอำนวยความสะดวก  สื่อ  บริการ  และความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา   ซึ่งสถานศึกษาจะต้องจัดทำ   IEP  ให้กับนักเรียนพิการหรือที่มีความบกพร่องเป็นเฉพาะบุคคลทุกคน   โดยต้องตรวจสอบเพื่อบ่งชี้จุดเด่นและจุดด้อยของนักเรียน   รวมถึงความต้องการจำเป็นพิเศษ   นอกจากนี้กระทรวงศึกษาธิการยังได้ออกกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจัดสรรงบประมาณทางการศึกษาสำหรับคนพิการ   พุทธศักราช  2545   โดยให้มีการจัดสรรงบประมาณแต่ละปีเป็นเงินอุดหนุนสำหรับคนพิการ   ในอัตราที่มากกว่า  แต่ไม่เกิน   5   เท่าของเงินอุดหนุนด้านสื่อและวัสดุการศึกษาที่จัดสรรให้แก่นักเรียนทั่วไปต่อคน

3.3   แผนการสอนเฉพาะบุคคล   (Individual   Implementation  Plan  : IIP)   เป็นแผนการสอนที่จัดขึ้นเฉพาะเจาะจงสำหรับนักเรียนพิการหรือที่มีความบกพร่องคนนั้น  ๆ  ในวิชาหรือทักษะที่เป็นจุดอ่อน  แผนการสอนเฉพาะบุคคลนี้จัดทำขึ้นเพื่อช่วยให้นักเรียนบรรลุจุดประสงค์และเป้าหมายที่กำหนดไว้ใน  IEP

3.4   การตรวจสอบทางการศึกษา  (Educational   Assessment)   หมายถึง  กระบวนการที่ใช้วิธีการต่าง ๆ หลายวิธี  ในการรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวกับนักเรียน   โดยมีวัตถุประสงค์ในการที่จะกำหนดปัญหาและหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหา   3  ด้าน   คือ  ด้านวิชาการ   พฤติกรรม  และร่างกาย   รวมทั้ง ตัดสินใจเกี่ยวกับนักเรียนในเรื่องการส่งต่อ   การคัดแยก  การกำหนดประเภทเด็กที่มีความต้องการพิเศษ  การวางแผนการสอน  และการประเมินความก้าวหน้าของนักเรียน

3.5   เทคนิคการสอน   เทคนิคการสอนที่ควรนำมาใช้กับนักเรียนเป็นพิเศษ  มีดังนี้

3.5.1   การวิเคราะห์งาน (Task  Analysis)   เป็นเครื่องมือ  2  อย่าง  คือ  เป็นเทคนิคการสอน   และเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบหรือประเมินเด็กว่ามีทักษะในเรื่องนั้น ๆ แล้วหรือไม่   การวิเคราะห์งาน   สามารถใช้ได้หลายกรณี   โดยทั่วไปคนหลายคนเข้าใจผิดคิดว่าการวิเคราะห์งานใช้สอนเฉพาะทักษะ  การดำรงชีวิตหรือการฝีมือ   เช่น  การสานนกด้วยใบลานเท่านั้น  แต่ในความเป็นจริงสามารถนำเทคนิคการวิเคราะห์งานไปใช้ในด้านวิชาการได้ด้วย   ในวิชาคณิตศาสตร์   หากต้องการสอนทักษะใหม่     ต้องมีการประเมินพื้นฐานความรู้เดิมของเด็กก่อนที่จะเริ่มสอนทักษะใหม่   ยกตัวอย่างเช่น   ในการสอนบวก  ซึ่งการบวกคือการรวมกัน   1+1  =  2    ต้องมีทักษะเบื้องต้นที่เด็กควรจะรู้ก่อนที่จะมาถึงทักษะตรงนี้   ในการวิเคราะห์งานจะช่วยให้ครูตรวจสอบได้ว่าเด็กจะต้องมีพื้นฐานวิชาความรู้อะไรก่อนมาเรียนเนื้อหานี้  ดังนั้น  ในการบวกเลขเด็กต้องรู้จักตัวเลข  0  ถึง  9  และรู้ความหมายและค่าของตัวเลขแต่ละตัว   หากไม่รู้ค่าของจำนวนเด็กบวกเลขไม่ได้   นอกจากนี้เด็กต้องรู้จักและเข้าใจค่าประจำหลัก   ในการสอนหลักเดี่ยวครูอาจไม่ประสบปัญหาอะไร  เช่น  1 + 1 = 2  แต่เมื่อเป็นเลข   2  หลัก   เด็กต้องรู้จัก  หลักสิบ   หลักร้อย  หลักพัน  จึงบวกเลขเพิ่มเติมขึ้นไปได้    ทุกอย่างมีกระบวนการของการใช้ทักษะการวิเคราะห์งานมาเป็นเทคนิคการสอน   เพื่อให้ครูตรวจสอบและประเมินดูว่าเด็กมีพื้นฐานเพียงพอแล้วหรือไม่   ดังนั้นเวลาครูจะสอนเด็กพิการหรือที่มีความบกพร่อง  เด็กอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่  2  แต่มีความรู้พื้นฐานในวิชาเลขอาจไม่ถึงระดับชั้นอนุบาล  3   ยังไม่รู้ค่าของเลขแต่ละตัว   การที่ครูจะมาสอนเนื้อหาวิชาคณิตศาสตร์ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2  จึงเป็นไปไม่ได้   สิ่งที่ครูทำได้  คือ  พิจารณาว่าเด็กมีพื้นฐานความรู้อยู่ในระดับใด   แล้วเริ่มต้นจากจุดนั้นขึ้นมาเรื่อย ๆ

3.5.2   การสอนโดยเพื่อนช่วยสอน  (Peer  Tutoring)

การสอนโดยเพื่อนช่วยสอน  (Peer  Tutoring)   หมายถึง   วิธีการสอนที่ให้เพื่อนนักเรียนช่วยสอนให้เพื่อเกิดการเรียนรู้ในเรื่องต่าง ๆ  แบบตัวต่อตัว  หรือ  1  :  1  โดยเพื่อนช่วยสอนอาจเป็นนักเรียนชั้นสูงกว่าหรือนักเรียนชั้นเดียวกันอายุเท่ากัน  แต่มีความสามารถสูงกว่ามาช่วยสอน

3.5.3   ระบบเพื่อนช่วยเพื่อน  (Buddy   System)

ในการจัดการเรียนการสอนโดยเพื่อนช่วยเพื่อนในด้านวิชาการยังต้องอาศัยความร่วมมือของเพื่อนนักเรียนทุกคนในการส่งเสริมกำลังใจ  และช่วยเหลืออำนวยความสะดวกเพื่อนักเรียนพิการหรือที่มีความบกพร่องในเรื่องทั่วไป   เช่น  นำทางไปห้องเรียน  ห้องน้ำ   และโรงอาหาร   อ่านหนังสือบนกระดานหรือแผ่นใส   สื่อสารกับผู้อื่น   เขียนตัวอักษรปกติให้   เป็นต้น   อาจกล่าวได้ว่าระบบเพื่อนช่วยเพื่อนเป็นการฝึกทักษะทางสังคมระหว่างเพื่อนนักเรียนพิการหรือที่มีความบกพร่องและนักเรียนทั่วไป   การจัดการเรียนการสอนระบบเพื่อนช่วยเพื่อนจะทำให้นักเรียนเกิดความสัมพันธ์อันดีต่อกัน   นักเรียนทั่วไปได้เรียนรู้วิธีการช่วยเหลือบุคคลพิการหรือที่มีความบกพร่องที่ถูกต้องและเหมาะสม ในขณะเดียวกันนักเรียนพิการหรือที่มีความบกพร่องได้เรียนรู้วิธีการปฏิบัติต่อเพื่อนที่ให้ความช่วยเหลือหรืออำนวยความสะดวกแก่ตนเองอย่างถูกวิธี   อย่างไรก็ตาม   ครูผู้จัดการเรียนการสอนระบบเพื่อนช่วยเพื่อนพึงระมัดระวังปัญหาบางประการที่อาจเกิดขึ้นได้   ตัวอย่างเช่น    นักเรียนพิการหรือที่มีความบกพร่องรอคอยเวลาที่จะมีผู้มาช่วยเหลือตลอดเวลา ส่วนนักเรียนผู้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อนช่วยเพื่อนอาจทุ่มเทเวลาในการช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกให้เพื่อนมากเกินไป   ในทางตรงกันข้ามนักเรียนผู้นั้นอาจเกิดความรำคาญและมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อเพื่อนได้   ในบางกรณีนักเรียนผู้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อนช่วยเพื่อนต้องการจะช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกให้เพื่อนอย่างเต็มที่   หรือเกิดความรู้สึกว่าหากทำงานร่วมกันกับเพื่อนอาจต้องใช้เวลามากกว่า   จึงทำกิจกรรมต่าง ๆ  แทนเพื่อนเกือบทุกกิจกรรม   อาจส่งผลให้นักเรียนพิการหรือที่มีความบกพร่องเกิดความรู้สึกว่าตนเองทำอะไรไม่ได้ดีพอและรู้สึกว่าตนเองด้อยค่าไปในที่สุด   ดังนั้นครูผู้จัดการเรียนการสอนระบบเพื่อนช่วยเพื่อนจึงควรให้ความรู้ในการปฏิบัติตนระหว่างเพื่อนให้เข้าใจก่อน  หากพบว่าเกิดปัญหาใด ๆ  ครูควรช่วยเหลือและแนะนำเพื่อให้การจัดการเรียนการสอนระบบดังกล่าวเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างแท้จริง

3.6 การรายงานความก้าวหน้าของนักเรียน   การติดตามความก้าวหน้าของนักเรียนในปัจจุบันใช้วิธีการทบทวนและปรับ  IEP  ปีละอย่างน้อย   2  ครั้ง   รวมทั้งมีการรายงานความก้าวหน้าของนักเรียนโดยสรุปจาก  IIP  ที่ใช้สอนเด็กในแต่ละสาระการเรียนรู้   ทักษะ  และกิจกรรมต่าง  ๆ  ซึ่งจะมีการระบุว่าจะประเมินโดยวิธีใดและใช้เกณฑ์อะไร   โดยอาจนำเสนอในรูปของกราฟแท่ง  กราฟเส้นประกอบการบรรยาย    หรือคิดเป็นคะแนนและเกรดในชั้นประถมศึกษา    ครูทั่วไปและครูการศึกษาพิเศษที่ร่วมกันสอนนักเรียนพิการหรือที่มีความบกพร่องเรียนร่วมอาจแยกกันประเมินผลนักเรียน   กล่าวคือ   ครูแต่ละคนประเมินผลและให้เกรดนักเรียนเฉพาะส่วนของตนเอง พร้อมทั้งมีรายละเอียดเกี่ยวกับพัฒนาการของนักเรียนพิการหรือที่มีความบกพร่องประกอบด้วย   แล้วจึงนำผลการประเมินของครูแต่ละคนมาตัดสินใจร่วมกัน   วิธีนี้จะทำให้ผลการเรียนของนักเรียนพิการหรือที่มีความบกพร่องเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย    รวมถึงพ่อแม่ของตัวนักเรียนเอง

3.7   การจัดกิจกรรมการสอนนอกห้องเรียนและชุมชน   นอกจากกิจกรรมการเรียนการสอนที่ครูจัดภายในชั้นเรียนและภายในโรงเรียนแล้ว   ยังมีกิจกรรมนอกโรงเรียน  ซึ่งทางโรงเรียนควรมีการบริหารจัดการในเรื่องเกี่ยวกับความปลอดภัย   ยานพาหนะ   ที่พัก   ฯลฯ   เพื่อช่วยให้การเข้าร่วมกิจกรรมนอกสถานที่ของนักเรียนพิการหรือที่มีความบกพร่องเป็นไปอย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพ ลักษณะกิจกรรมนอกห้องเรียน เช่น ในวิชาพลศึกษาจัดให้นักเรียนพิการหรือที่มีความบกพร่องได้เข้าร่วมกิจกรรมกับนักเรียนทั่วไปในสนามเด็กเล่น กิจกรรมห้องสมุดให้มีการปรับห้องสมุดโดยนำเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information  and Communication Technology  :  ICT)   เข้ามาใช้ให้เป็นประโยชน์   เพื่อให้คนพิการทุกประเภทมีโอกาสเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร  จัดให้มีบริการหนังสือในรูปแบบของหนังสือเสียง  เป็นต้น

4.  ด้านเครื่องมือ (T –Tools)

เครื่องมือ   หมายถึง   สิ่งที่นำมาเป็นเครื่องมือในการบริหารการเรียนร่วมช่วยให้นักเรียนพิการหรือที่มีความบกพร่องเกิดการเรียนรู้และดำรงชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด  เป็นการช่วยสนับสนุนให้นักเรียนได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ   เครื่องมือดังกล่าวหมายถึงสิ่งต่อไปนี้

4.1   นโยบาย  วิสัยทัศน์   พันธกิจ   เป็นการกำหนดทิศทางในการปฏิบัติและระบบการให้บริการที่ชัดเจนทำให้บุคลากรทุกคนในโรงเรียนและบุคคลทั่วไป   รวมทั้งพ่อแม่รับรู้ว่าโรงเรียนมีโครงการเรียนร่วม   ซึ่งควรกำหนดให้สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการและรัฐบาล

4.2   งบประมาณ   โรงเรียนจำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณให้เป็นการเฉพาะ   เพื่อการจัดการเรียนร่วมให้กับเด็กพิการหรือที่มีความบกพร่อง    ซึ่งต้องมีการสรรหาแหล่งเงิน  อาจได้มาจากงบประมาณจากต้นสังกัด     มีการจัดสรรงบประมาณ      มีระบบบัญชีและการตรวจสอบ  มีการวิเคราะห์งบประมาณ

4.3   ระบบการบริหารจัดการ  หากทางโรงเรียนได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการโรงเรียนไว้แล้ว   ผู้บริหารโรงเรียนจะต้องนำเสนอเรื่องการจัดการเรียนร่วม   จัดตั้งคณะกรรมการวางแผนโดยนำเสนอให้มีการแต่งตั้งผู้แทนผู้ปกครองนักเรียนพิการหรือที่มีความบกพร่องเข้าร่วมเป็นกรรมการเพิ่มอย่างน้อย  1  คน  และในคณะกรรมการโรงเรียนควรจะมีผู้ปกครองของนักเรียนพิการหรือที่มีความบกพร่องเข้าร่วมในคณะกรรมการด้วยอย่างน้อย   1   คน   จัดประชุมบุคลากรและผู้ปกครองนักเรียนพิการหรือที่มีความบกพร่อง  แต่งตั้งคณะกรรมการจัดการเรียนร่วมประจำโรงเรียนและคณะกรรมการโรงเรียน  กำหนดนโยบายในการจัดการเรียนร่วมเพื่อนำเสนอผู้บริหารโรงเรียนและคณะกรรมการโรงเรียน   กำหนดแนวทางการดำเนินงานจัดสรรงบประมาณ  กำหนดบทบาทหน้าที่ของบุคลากรภายนอกที่เกี่ยวข้อง   เช่น  สาธารณสุข   โรงพยาบาล   หรือนักจิตวิทยา  เป็นต้น   แต่งตั้งผู้รับผิดชอบการจัดการเรียนร่วมแทนหัวหน้าโครงการทำหน้าที่ประสานงานและเลขานุการของคณะกรรมการจัดการเรียนร่วม   1  คน  แต่งตั้งคณะจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลประมาณ  5 – 7 คนต่อเด็ก  1  คน  โดยมีผู้อำนวยการ/ครูใหญ่หรือผู้ช่วยเป็นประธาน   และมีครูหรือตัวแทนครูที่สอนนักเรียนพิการหรือที่มีความบกพร่อง  ครูการศึกษาพิเศษ  ผู้ปกครอง  นักจิตวิทยา  ผู้เชี่ยวชาญอื่นที่เกี่ยวข้อง  เช่น  นักกายภาพบำบัด  นักแก้ไขการพูดและภาษา  และพ่อหรือแม่ของเด็กร่วมเป็นกรรมการ   โดยให้ครูการศึกษาพิเศษเป็นผู้ประสานงานในการจัดทำ  IEP   และดำเนินการสอนตาม  IEP   โดยจัดทำ   IEP   สำหรับนักเรียนพิการหรือที่มีความบกพร่อง

4.4  กฎกระทรวง ได้แก่กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการให้คนพิการมีสิทธิได้รับสิ่งอำนวยความสะดวก  สื่อ  บริการ  และความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา  พุทธศักราช  2545  และกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจัดสรรงบประมาณทางการศึกษาสำหรับคนพิการ  พุทธศักราช  2545  เป็นเครื่องมือในการกำหนดให้นักเรียนพิการหรือที่มีความบกพร่องมีสิทธิได้รับสิ่งอำนวยความสะดวก  สื่อ  บริการ และความช่วยเหลืออื่นใด เพื่อนำมาใช้ในการเรียนร่วมและกำหนดให้มีการจัดสรรงบประมาณแต่ละปีเป็นเงินอุดหนุนด้านสื่อและวัสดุการศึกษาที่จัดสรรให้แก่นักเรียนทั่วไปต่อคน

4.5  เทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก   หมายถึง  เทคโนโลยีที่คนพิการใช้   ซึ่งได้มีการพัฒนาและการใช้ประโยชน์เทคโนโลยีเพื่อช่วยให้คนพิการดำรงชีวิตอิสระสามารถปฏิบัติงาน และผลิตงานต่าง ๆ  ออกมาได้   เรียกว่า  เทคโนโลยีอำนวยความสะดวก  โดยอาจจะเป็นเทคโนโลยีระดับพื้นฐาน  หรือระดับสูง  ก็ได้

4.6  สิ่งอำนวยความสะดวก หมายถึง อุปกรณ์ เครื่องมือ โครงสร้างทางสถาปัตยกรรม  สิ่งแวดล้อม เพื่อช่วยให้คนพิการแต่ละประเภทได้รับการศึกษาโดยสะดวกและสอดคล้องตามความจำเป็นของแต่ละบุคคล

4.7  สื่อ  หมายถึง   สื่อทางการศึกษา  ได้แก่  วัสดุ  อุปกรณ์  เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาหรือเครื่องมือช่วยให้คนพิการเกิดการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสมเกิดความเข้าใจดีขึ้นและรวดเร็ว

4.8  บริการ  หมายถึง  บริการต่าง ๆ ที่ช่วยสนับสนุนการศึกษาของคนพิการแต่ละประเภท   เช่น  บริการฝึกอบรม   บริการเตรียมความพร้อมทางการเรียนรู้   บริการบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ

4.9  ตำรา  อาจจัดทำในรูปแบบอื่นที่นอกเหนือไปจากตัวพิมพ์   เช่น   กระดานอักษร/กระดานคำศัพท์  การใช้กระดาษกราฟ/กระดาษตีเป็นตาราง  เป็นต้น

4.10  ความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา   หมายถึง   มาตรการอื่นที่นอกเหนือจากสิ่งอำนวยความสะดวก  สื่อ  บริการ   ที่ช่วยส่งเสริมและสนับสนุนการเรียนรู้ของคนพิการ

4.11 ครูการศึกษาพิเศษ   หมายถึง   ครูที่ได้รับการศึกษาสาขาการศึกษาพิเศษ  ในระดับปริญญาตรีขึ้นไปหรือผู้ที่ได้รับการอบรมตามหลักสูตรที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดที่ปฏิบัติหน้าที่เป็นครูเดินสอน  ครูสอนเสริม หรือครูสอนนักเรียนพิการหรือที่มีความบกพร่องในชั้นเรียนพิเศษในโรงเรียนทั่วไป

การเรียนรวมระหว่างเด็กที่มีความบกพร่องทางด้านร่างกายหรือการเคลื่อนไหว  กับเด็กทั่วไป  สามารถแบ่งระดับของกิจกรรมการเรียนได้ 3 ระดับคือ

  1. ระดับก่อนวัยเรียน จุดมุ่งหมายสำคัญของการให้การศึกษาแก่เด็กที่มีความบกพร่อง

ทางด้านร่างกายคือ การเตรียมความพร้อมของเด็กเพื่อการเรียนร่วม เด็กที่ได้รับการเตรียมความพร้อมแล้วเท่านั้นจึงจะประสบความสำเร็จในการเรียนร่วมกับเด็กทั่วไป ความพร้อมที่ควรจะได้รับการเตรียมในระดับนี้ได้แก่ ความพร้อมในการเคลื่อนไหว การช่วยเหลือตนเอง ทักษะทางสังคมและพัฒนาการทางภาษาเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว เด็กที่มีคงวามบกพร่องทางด้านร่างกายควรได้รับบริการทางด้านการบำบัดควบคู่กันไป การบำบัดที่จำเป็นได้แก่กายภาพบำบัด กิจกรรมบำบัดและการบำบัดทางภาษา

  1. ระดับประถมศึกษา เด็กอาจเริ่มเรียนรวมกับเด็กทั่วไปในลักษณะของการเรียนร่วมเต็ม

เวลาได้โดยไม่ต้องการการบริการพิเศษเพิ่มเต็ม เช่น เด็กที่ใช้แขนหรือขาเทียม ซึ่งสามารถใช้หรือขาเทียมได้ดี ระดับสติปัญญาปกติและไม่มีความพิการด้านอื่นเด็กประเภทนี้สามารถเรียนร่วมเต็มเวลาได้ เด็กที่มีความสามารถบกพร่องทางร่างกายอื่นก็สามารถเรียนร่วมกับเด็กทั่วไปได้ หากเด็กได้รับการเตรียมความพร้อมแล้วและทางโรงเรียนจัดบริการเพิ่มเติมให้กับเด็กการพิจารณาจัดเด็กเข้าเรียนร่วมกับเด็กทั่วไปพิจารณาเด็กเป็นรายบุคคล

  1. ระดับมัธยมศึกษา การศึกษาในระดับมัธยมศึกษาเน้นด้านวิชาการและพื้นฐานด้านการ

งานและอาชีพหากเด็กมีความพร้อมควรให้เด็กมีโอกาสเรียนร่วมเต็มเวลาให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เด็กที่จะเรียนร่วมได้ดีควรเป็นเด็กที่สามารถช่วยตัวเองได้ในด้านการเคลื่อนไหวและการประกอบกิจวัตรประจำวันมีคงวามสามารถในการสื่อสารกับผู้อื่นและมีพื้นฐานอาชีพใกล้เคียงกับเด็กทั่วไป อย่างไรก็ตามเด็กที่มีความบกพร่องทางด้านร่างกายอาจยังต้องการบริการพิเศษ เช่น การบำบัดทางกายภาพ กิจกรรมบำบัด การแก้ไขคำพูดเบื้องต้น การพิจารณาส่งเด็กเข้าเรียนร่วมจะต้องพิจารณาความสามารถและความพร้อมของเด็กเป็นรายๆไป ทั้งนี้เพราะเด็กแต่ละคนมีความสามารถและระดับความพร้อมแตกต่างกัน

 

แนวทางการจัดการเรียนรวม สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหวหรือสุขภาพ

  • สำรวจความสามารถและความต้องการของนักเรียนด้านวิชาการและวิชาชีพสำหรับกลุ่มที่

ศึกษาในโรงเรียน เพื่อวางแผนการส่งต่อการเรียนในระดับที่สูงขึ้น  ได้แก่  ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6  มัธยมศึกษาชั้นปีที่  3 และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ

  • คัดกรองนักเรียนที่จบการศึกษาจากสถาบันอื่น ที่มาสมัครเข้าเรียน โดยสอบถามความสนใจ

ในการศึกษาต่อด้านวิชาการและวิชาชีพ  คัดกรองจากผลการเรียน  และข้อจำกัดด้านร่างกาย  ความสามารถในการช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวัน

  • ประสานงานกับผู้ปกครอง ครูประจำชั้น ครูแนะแนว ครูกายภาพ งานฟื้นฟูสมรรถภาพ

เกี่ยวกับการวางแผนการพิจารณาส่งเรียนร่วม

  • วางแผนการเตรียมความพร้อมสู่การเรียนร่วมด้านวิชาการ โดยส่งเสริมให้นักเรียนได้รับการ

สอนเสริมในตอนเย็น  และวันหยุดเสาร์-อาทิตย์

  • ประสานงานกับสถาบัน สถานศึกษา หน่วยงาน องค์กรต่าง ๆ เพื่อขอความร่วมมือในการรับ

นักเรียนพิเศษเรียนร่วม  โดยทำ MOU ร่วมกับสถาบันการศึกษานั้นๆ

  • สร้างเจตคติ ทำความเข้าใจกับบุคลากรทุกระดับของสถาบัน สถานศึกษา หน่วยงาน องค์กร

ที่รับนักเรียนพิเศษเรียนร่วม เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องต่อบุคคลพิการ

  • กำกับ ติดตาม ดูแลและคอยช่วยเหลืออำนวยความสะดวกแก่นักเรียนเรียนร่วมทั้งในด้าน

การเรียน การปรับตัว การเดินทางและอื่น ๆ  ตามความต้องการจำเป็น

  • ประสานงานกับสถาบัน สถานศึกษา หน่วยงาน องค์กรที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาปรับ

สภาพแวดล้อม จัดหา จัดทำ สื่อ สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ให้เอื้อต่อการเคลื่อนไหวและการเรียนรู้ของนักเรียนเรียนร่วม

  • จัดตารางสอนเสริมวิชาการ ครูเสริมวิชาการให้แก่นักเรียนเรียนร่วมตามความต้องการ

จำเป็นในระหว่างการศึกษา

  • ประสานงานกับครูประจำชั้นในโรงเรียนเรียนร่วม เพื่อติดตามดูแลนักเรียนอย่างใกล้ชิดและ

คอยช่วยเหลือ กรณีมีปัญหาด้านการเรียนและการใช้ชีวิตประจำวัน

11) นำนักเรียนศึกษาดูงานสถานประกอบการ   โรงเรียนเรียนร่วม  หรือสถาบันอุดมศึกษา

เพื่อให้นักเรียนมีแรงผลักดันและวางเป้าหมายอนาคตของตนเอง  การรู้จักตนเอง

  1. ประสานศิษย์เก่าที่ประสบความสำเร็จมาแนะแนวการศึกษาให้กับน้องๆ เพื่อสร้างแรง

บันดาลใจในการศึกษาต่อระดับที่สูงขึ้น

  1. สืบค้นหาข้อมูลด้านการศึกษาต่ออย่างหลากหลาย แล้วนำมาเป็นข้อมูลในการแนะแนว

ให้กับนักเรียนที่สนใจ

  1. ประสานงานในการนำนักเรียนสมัครเข้าเรียน การสอบ การสัมภาษณ์ รวมทั้งร่วมจัดทำ IEP
  2. ประสานแหล่งทุนการศึกษาเพื่อส่งเสริมสนับสนุนการเรียนสำหรับนักเรียนเรียนดีและมี

ความสามารถแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในการเรียน

  1. ประเมิน สรุป และรายงานผลการจัดการเรียนร่วมต่อผู้บริหารทุกสิ้นปีการศึกษา

รูปแบบการจัดการศึกษาแบบเรียนรวม

ในการจัดการเรียนการสอนสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษเรียนรวมกับเด็กทั่วไปต้องอาศัยรูปแบบการเรียนรวมที่เหมาะสมกับผู้เรียนในชั้นเรียนรวม ซึ่งรูปแบบการเรียนรวมมีหลายรูปแบบ โดยที่ ด๊าค (Daeck, 2007) ได้เสนอรูปแบบการเรียนรวมเต็มเวลาไว้ 3 รูปแบบใหญ่ 5 รูปแบบเล็ก ดังนี้

  1. รูปแบบครูที่ปรึกษา (Consultant Model) ในรูปแบบนี้ครูการศึกษาพิเศษจะได้รับมอบหมายให้สอนทักษะแก่เด็กที่มีความต้องการพิเศษ เนื่องจากครูที่สอนชั้นเรียนรวมสอนเด็กแล้ว แต่ทักษะยังไม่เกิดกับเด็กคนนั้นครูการศึกษาพิเศษต้องสอนทักษะเดิมซ้ำอีก จนกระทั่งเด็กเกิดทักษะนั้น สำหรับรูปแบบนี้ครูการศึกษาพิเศษจะรับผิดชอบเด็กจำนวนหนึ่ง เป็นจำนวนจำกัด ครูปกติและครูการศึกษาพิเศษต้องมีการพบปะเพื่อประชุมปรึกษาหารือเกี่ยวกับทักษะของเด็ก และมีการวางแผนร่วมกัน รูปแบบนี้เหมาะกับโรงเรียนขนาดเล็กที่มีจำนวนเด็กที่มีความต้องการพิเศษไม่มากนัก ซึ่งผู้เรียบเรียงได้ไปศึกษาดูงานที่ Westbrook Walnut Grove : High School ในประเทศสหรัฐอเมริกา มีการจัดรูปแบบการเรียนรวม แบบครูที่ปรึกษา
  2. รูปแบบการร่วมทีม (Teaming Model) ในรูปแบบนี้ครูการศึกษาพิเศษจะได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบในการร่วมทีมกับครูที่สอนชั้นปกติ เช่น ในสาย ป.2 (ครูที่สอนชั้นป.2/1 และป.2/2) ครูการศึกษาพิเศษมีหน้าที่ให้ข้อมูลแก่ครูปกติเกี่ยวกับเด็กที่มีความต้องการพิเศษในชั้นเรียนรวม ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการปรับวิธีสอนการมอบหมายงานหรือการบ้าน การปรับวิธีสอบ การจัดการด้านพฤติกรรม มีการวางแผนร่วมกันสม่ำเสมอ เช่น สัปดาห์ละ 1–2 ครั้ง ครูที่เกี่ยวข้องจะต้องทำงานวางแผนร่วมกันเป็นทีมในการให้ความช่วยเหลือเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
  3. รูปแบบการร่วมมือ หรือ การร่วมสอน (Collaborative/Co Teaching Model) ในรูปแบบนี้ทั้งครูการศึกษาพิเศษและครูปกติร่วมมือกันในหลายลักษณะในการสอนเด็กทุกคน ทั้งเด็กที่มีความต้องการพิเศษและเด็กทั่วไปในห้องเรียนปกติ ร่วมมือกันรับผิดชอบในการวางแผน การสอน การวัดผลประเมินผล การดูแลเกี่ยวกับระเบียบวินัยและพฤติกรรมของเด็กผู้เรียนจะได้รับบริการด้านการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับวัย ได้รับความช่วยเหลือสนับสนุนที่จำเป็น ตลอดจนการปรับการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน ในรูปแบบนี้ครูผู้รับผิดชอบจะต้องประชุมกันเพื่อวางแผน เพื่อให้การเรียนรวมดำเนินไปด้วยดีอาจจำแนกออกเป็นรูปแบบย่อย ๆ ได้ 5 รูปแบบ คือ

3.1 คนหนึ่งสอนคนหนึ่งช่วย (One Teacher-One Supporter) เป็นการสอนที่ครู 2 คน ร่วมกันสอนชั้นเดียวกันในเวลาเดียวกัน เนื้อหาเดียวกัน ครูคนที่เชี่ยวชาญในเนื้อหากว่าเป็นผู้สอน ส่วนครูอีกคนหนึ่งที่เชี่ยวชาญในเนื้อหานั้น ๆ น้อยกว่าเป็นผู้คอยให้ความช่วยเหลือนักเรียน นักเรียนอาจถามครูคนใดคนหนึ่งก็ได้ เมื่อนักเรียนมีคำถาม เพราะมีครู 2 คน อยู่ในห้องเรียนในเวลาเดียวกัน

3.2  การสอนพร้อม ๆ กัน (Parallel Teaching) เป็นการแบ่งเด็กในหนึ่งห้องเรียนออกเป็นกลุ่มไปพร้อม ๆ กัน หลังจากบรรยายเสร็จ ครูอาจมอบงานให้นักเรียนทำไปพร้อม ๆ กัน และให้นักเรียนทำงานเป็นกลุ่มไปพร้อม ๆ กัน การสอนแบบนี้เหมาะสำหรับห้องเรียนที่มีจำนวนนักเรียนไม่มากนัก ครูจะได้มีโอกาสดูแลนักเรียนได้อย่างทั่วถึง ครูสามารถตอบคำถามนักเรียนได้แทบทุกคน และครูอาจอธิบายซ้ำหรือสอนซ้ำได้ สำหรับเด็กบางคนที่ไม่เข้าใจเนื้อหาบางตอน

3.3 ศูนย์การสอน (Station Teaching) บางครั้งอาจเรียกศูนย์การเรียน (Learning Centers) ในรูปแบบนี้ครูจะแบ่งเนื้อหาวิชาออกเป็นตอน ๆ แต่ละตอนจะจัดวางเนื้อหาได้ตามแหล่งต่างๆ(Stations) ภายในห้องเรียน ให้นักเรียนตามเวลาที่กำหนด และหมุนเวียนกันจนครบทุกศูนย์จึงจะได้เนื้อหาวิชาครบถ้วนตามที่ครูกำหนด ข้อดีของรูปแบบนี้คือครูอาจใช้เวลาในขณะที่เด็กอื่นกำลังเรียนรู้ด้วยตนเองสอนเด็กที่มีความต้องการพิเศษเป็นรายบุคคล ทำให้เด็กเข้าในสิ่งที่เรียนมากขึ้น

3.4 การสอนทางเลือก (Alternative Teaching Design) ในการสอนแบบนี้จะต้องมีครูอย่างน้อย 2 คน ใน 1 ห้องเรียน ครูคนแรกจะสอนเนื้อหาวิชาแก่เด็กทั้งชั้น หลังจากนั้นจึงแบ่งกลุ่มเพื่อทำกิจกรรม ครูคนหนึ่งจะสอนกลุ่มเด็กที่เก่งกว่าเพื่อให้ได้เนื้อหาและกิจกรรมเชิงลึกในขณะที่ถูกอีกคนหนึ่งสอนกลุ่มเด็กที่อ่อนกว่า เพื่อให้เด็กได้เลือกทำกิจกรรมตามที่ตนมีความสามารถข้อดีของการสอบแบบนี้คือ เด็กที่เก่งได้เลือกเรียนในสิ่งที่ยาก ขณะที่เด็กที่อ่อนได้เลือกเรียนตามศักยภาพของตน ครูมีโอกาสสอนซ้ำในทักษะเดิมสำหรับเด็กที่ยังไม่เก่งในทักษะนั้น ๆ เหมาะสำหรับชั้นเรียนวิชาคณิตศาสตร์ หรือวิชาอื่นว่ามีเนื้อหายากง่ายตามลำดับของเนื้อหาวิชา

3.5 การสอนเป็นทีม (Team Teaching) เป็นรูปแบบที่ครูมากกว่า 1 คน รวมกันสอนห้องเรียนเดียวกันในเนื้อหาเดียวกัน เป็นการสอนทั้งห้องเรียนแต่ไม่จำเป็นต้องสอนในเวลาเดียวกันหากมีครูสอนมากกว่า 1 คน ในเวลาเดียวกัน ครูอาจเดินไปรอบ ๆ ห้องและช่วยกันสอนนักเรียนเป็นรายบุคคลโดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กที่มีความต้องการพิเศษที่มีปัญหาในการเรียนเนื้อหาวิชาจากการไปศึกษาดูงานด้านการศึกษาพิเศษของผู้เรียบเรียง ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้จัดรูปแบบ การร่วมมือ หรือ การร่วมสอน

 

เอกสารอ้างอิง

เบญจา    ชลธาร์นนท์.  ( 2546) . ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการศึกแบบเรียนร่วม . เอกสาร การสอนรายวิชาการศึกษาพิเศษแบบเรียนร่วม . กรุงเทพฯ : สำนักพัฒนาการฝึก ครูสำนักงานสภาสถาบันราชภัฏ กระทรวงศึกษาธิการ.

เบญจา ชลธาร์นนท์. (2546). คู่มือการบริหารจัดการเรียนร่วมตามโครงสร้างซีท (SEAT).กรุงเทพฯ :เพทายการพิมพ์.

ผดุง อารยะวิญญู และวาสนา เลิศศิลป์.(2551). การเรียนรวม Inclusion.กรุงเทพฯ: ห้างหุ้นส่วนจำกัด เจ.เอ็นที.

รัชดา จันทสนธ์.  (2558). การเรียนรู้แบบเรียนรวม.  สืบค้นเมื่อ  1 กันยายน 2560 สืบค้นจากhttp://annratchada.blogspot.com/2015/07/blog-post_87.html

 

Leave a Reply