ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับความพิการทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหวหรือสุขภาพ นักเรียนที่มีความบกพร่องทางร่างกาย หรือการเคลื่อนไหว หรือสุขภาพ

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับความพิการทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหวหรือสุขภาพ  นักเรียนที่มีความบกพร่องทางร่างกาย หรือการเคลื่อนไหว หรือสุขภาพ

1. คำจำกัดความ

1.1  ความหมายของเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหว หรือสุขภาพ

เด็กและเยาวชนนั้นถือได้ว่าเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติ  เด็กในวันนี้จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า  หากเราทุกคนอยากเห็นประเทศชาติพัฒนาไปในทางที่ดี เราก็จำเป็นต้องใส่ใจในเด็กและเยาวชนของเราไม่ว่าเด็กเหล่านั้นจะอยู่ในส่วนของผู้มีหรือผู้ด้อยโอกาสก็ตาม ในฐานะมนุษย์และฐานะอนาคตของประเทศชาติ  เด็กทุกคนจึงมีสิทธิได้รับการพัฒนาอย่างเท่าเทียมกัน  โดยเฉพาะกลุ่มด้อยโอกาสอย่างเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย โดยได้มีผู้ได้ให้ความหมายของเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายไว้ดังนี้คือ

ผดุง  อาระวิญญู  (2541 : 88) ได้กล่าวว่า  “เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย หมายถึง  เด็กที่มีความผิดปกติของแขน  ขา  และหรือลำตัว  รวมไปถึงศีรษะ  แต่ไม่หมายถึงเด็กที่มีสายตาพิการ  หรือสูญเสียการได้ยินแม้ว่าดวงตาและระบบการได้ยินเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายก็ตาม”

วารี  ถิระจิตร (2545  : 69)  ได้กล่าวว่า “เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย หมายถึงเด็กที่มีข้อจำกัดทางร่างกาย  ซึ่งทำให้เป็นอุปสรรคต่อการศึกษาเล่าเรียน  การเรียนรู้  และต้องอาศัยการฝึกฝนการใช้เครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์หรือต้องการเครื่องอำนวยความสะดวกเข้าช่วย”และจากการสัมภาษณ์  อำไพร  สุฤทธิ์  นักกายภาพบำบัดของมูลนิธิอนุเคราะห์ คนพิการได้ความว่า

“เด็กพิการทางร่างกายและการเคลื่อนไหว  คือเด็กที่มีความบกพร่องหรือมีความยาก ลำบาก ในการเคลื่อนที่  ไม่สามารถเคลื่อนย้ายตัวเองได้อย่างคล่องตัวหรือเป็นอิสระ  ซึ่งในที่นี้จะกล่าวถึง  เด็กพิการทางร่างกายและการเคลื่อนไหวที่พบได้บ่อย ๆ บทบาทนักกายภาพบำบัดในการบำบัดเด็กที่มีความพิการทางร่างกายและการเคลื่อนไหว คือการฟื้นฟูสมรรถภาพ เพื่อเสริมพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวของเด็ก ป้องกันการหดรั้งของกล้ามเนื้อและการยึดติดของข้อต่อ  รวมถึงให้คำแนะนำแก่ผู้ปกครองในการช่วยทำกายภาพบำบัดและดูแลเด็กอย่างถูกต้อง” (อำไพร  สุฤทธิ์ ,  2547 : สัมภาษณ์)

  1.2  นิยามทางการแพทย์

นิยามนี้ครอบคลุมเด็กพิการ 2 ประเภท คือ เด็กที่พิการทางร่างกายและเด็กที่มีความบกพร่องทางสุขภาพ

เด็กพิการทางร่างกายมีสาเหตุมาจากความผิดปกติเกี่ยวกับกระดูกข้อต่อและกล้ามเนื้อซึ่งรวมความพิการ  5 ประเภท  ต่อไปนี้คือ

  1.   เท้าใหญ่ หนา เท้าผิดปกติ
  2.   ความพิการที่เกิดจากโรคโปลิโอ  วัณโรคกระดูก
  3.   ความพิการที่เกิดจากอัมพาตทางสมอง
  4.   แขน  ขาด้วน
  5.   การหดตัวของอวัยวะบางส่วนซึ่งอาจเกิดจากได้รับอุบัติเหตุไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวกอย่างสาหัส

เด็กที่มีความบกพร่องทางสุขภาพ  หมายถึง  เด็กที่มีปัญหาทางสุขภาพอันเกิดจากการเจ็บป่วย เรื้อรัง  ทำให้เด็กไม่ได้รับการศึกษาในลักษณะเดียวกันกับที่จัดให้กับเด็กทั่วไปหรือการเจ็บป่วย เป็นโรคบางชนิดที่ต้องได้รับการรักษาจากแพทย์ติดต่อกัน เช่น โรคหัวใจ วัณโรคปอด  โรคไขข้อ  โรคไต  โรคเฮโมฟิเลีย (เลือดไหลไม่หยุด) โรคลมชัก พิษจากสารตะกั่ว  โรคมะเร็งในเม็ดโลหิต โรคเบาหวาน  เป็นต้น

  1.3  นิยามทางการศึกษา

บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกาย หรือการเคลื่อนไหว หรือสุขภาพ ซึ่งแบ่งเป็น    2  ประเภท ดังนี้

(1) บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกาย หรือการเคลื่อนไหว ได้แก่ บุคคลที่มีอวัยวะไม่สมส่วนหรือขาดหายไป กระดูกหรือกล้ามเนื้อผิดปกติ มีอุปสรรคในการเคลื่อนไหว ความบกพร่องดังกล่าวอาจเกิดจากโรคทางระบบประสาท โรคของระบบกล้ามเนื้อและกระดูก การไม่สมประกอบมาแต่กำเนิด อุบัติเหตุและโรคติดต่อ

(2) บุคคลที่มีความบกพร่องทางสุขภาพ ได้แก่ บุคคลที่มีความเจ็บป่วยเรื้อรังหรือมีโรคประจำตัวซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง และเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา ซึ่งมีผลทำให้เกิดความจำเป็นต้องได้รับการศึกษาพิเศษ

เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย หมายถึง  เด็กที่มีลำตัว  แขน  หรือขาผิดปกติ ทำให้เด็ก  ไม่อาจเรียนในสภาพแวดล้อมกับเด็กทั่วไป  จึงมีความจำเป็นต้องจัดสภาพแวดล้อมใหม่ให้สอดคล้อง กับความสามารถและความต้องการของเด็กประเภทนี้  ซึ่งอาจรวมไปถึงเด็กเจ็บป่วยเรื้อรังที่ต้อง เข้ารับ  การรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเป็นเวลานานติดต่อกัน (กระทรวงศึกษาธิการ,2552)

ขณะที่ ประกาศกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เรื่อง ประเภทและหลักเกณฑ์ความพิการ พ.ศ. 2552 (2552 : 3) ข้อ 6 กล่าวว่า หลักเกณฑ์กำหนดความพิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกาย  ได้แก่

1)  ความพิการทางการเคลื่อนไหว หมายถึง การที่บุคคลมีข้อจำกัดในการปฏิบัติกิจกรรมในชีวิต ประจำวันหรือการเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคม ซึ่งเป็นผลมาจากการมีความบกพร่องหรือการสูญเสียความสามารถของอวัยวะในการเคลื่อนไหว  ได้แก่ มือ เท้า แขน ขา อาจมาจากสาเหตุอัมพาต แขน ขา อ่อนแรง แขน ขาขาด หรือภาวะเจ็บป่วยเรื้อรังจนมีผลกระทบต่อการทำงานของมือ เท้า แขน ขา

2)  ความพิการทางร่างกาย หมายถึง การที่บุคคลมีข้อจำกัดในการปฏิบัติกิจกรรมในชีวิต ประจำวันหรือการเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคม ซึ่งเป็นผลมาจากการมีความบกพร่อง หรือความผิดปกติของศีรษะ ใบหน้า ลำตัว และภาพลักษณ์ภายนอกของร่างกายที่เห็นได้อย่างชัดเจน

ดังนั้นจึงพอสรุปได้ว่าเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือสุขภาพ หมายถึง เด็กที่มีข้อจำกัดทางการเคลื่อนไหวทางร่างกาย แขน  ขา  หรือลำตัวและศีรษะตลอดจนการเจ็บป่วย  ซึ่งเป็น อุปสรรคต่อการศึกษาและการดำเนินชีวิต  ฉะนั้นครูหรือผู้รับผิดชอบการจัดการศึกษาจึงต้อง จัดสภาพแวดล้อมตลอดจนกระบวนการเรียนการสอนให้สอดคล้องเหมาะสมกับความสามารถและความต้องการ  จำเป็นของเด็กประเภทนี้

2.  ประเภทของความบกพร่องทางร่างกาย หรือการเคลื่อนไหว หรือสุขภาพ

ความบกพร่องทางร่างกาย หรือการเคลื่อนไหว หรือสุขภาพ สามารถแบ่งออกได้เป็นประเภทต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

2.1  Cerebral  Palsy  อัมพาตทางสมอง  (เรียกชื่อย่อว่า  ซี  พี)

เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย  ส่วนใหญ่เป็นเด็กที่มีความพิการอันมีสาเหตุมาจากโรคนี้  เด็กที่เป็นโรคนี้มักมีปัญหาในการควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ จึงทำให้เด็กยืนหรือเดินไม่ตรง  โรคนี้จะไม่ทำให้ร่างกายมีสภาพเสื่อมลงแต่กล้ามเนื้ออาจเสื่อมลงได้ หากไม่ได้รับการพัฒนาทันเวลา หรือการฝึกที่สม่ำเสมออัมพาตทางสมองมักเกิดกับทารกระหว่างคลอด เช่น  สมองได้รับบาดเจ็บระหว่างคลอดแต่อัมพาตทางสมอง  อาจเกิดในระยะก่อนคลอดหรือหลังคลอดก็ได้  เช่น การคลอดก่อนกำหนด  คลอดยาก  ขาดออกซิเจนระหว่างคลอด  ได้รับความกระทบ กระเทือนต่อสมองในช่วงวัยทารก  เป็นต้น

เด็กประเภทนี้มีปัญหาในการเคลื่อนไหวแตกต่างกัน  บางคนพอเดินได้  แต่เดิน

ด้วยความลำบากอย่างยิ่ง  บางคนต้องนั่งรถเข็นตลอดเวลา  เด็กพิการประเภทนี้หากจำแนกโดยลักษณะการเคลื่อนไหวสามารถ  จำแนกได้  4  ประเภท  คือ

1)  Spasticity  กล้ามเนื้อจะเกร็งแน่น  ไม่สามารถหดตัวได้เหมือนกล้ามเนื้อปกติ  จึงมีลักษณะแข็งทื่อ

2)  Athelosis  กล้ามเนื้อจะยืดหดอย่างไม่เป็นระบบระเบียบทำให้ไม่สามารถ  ควบคุมกล้ามเนื้อได้  หากเด็กมีความเก็บกดทางอารมณ์หรือเมื่อเวลาตื่นเต้น  กล้ามเนื้อจะยิ่งผิดปกติมากขึ้น

3)  Ataxia  กล้ามเนื้อไม่ประสานกันทำให้เด็กควบคุมความสมดุลไม่ได้ ทำให้โซเซและหกล้มได้ง่าย

4)  Mixed  เป็นการผสมผสานลักษณะทั้ง 3 อย่างที่กล่าวมา ดังนั้นเด็กคนเดียวอาจมีลักษณะทุกอย่างที่กล่าวมาแล้ว

เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายประเภทนี้อาจมีปัญหาอื่นร่วมด้วย เช่น ปัญหาในด้านประสาทการรับรู้  ปัญหาทางอารมณ์  สังคมและพฤติกรรม  ความรุนแรงของปัญหาอาจแตกต่างกันไปสำหรับเด็กแต่ละคน

2.2  กล้ามเนื้ออ่อนแรง (Muscular dystrophy)

เกิดจากประสาทสมองที่ควบคุมกล้ามเนื้อส่วนนั้นๆ เสื่อมสลายตัว โดยไม่ทราบสาเหตุ ทำให้กล้ามเนื้อแขนขาค่อย ๆ อ่อนกำลัง สิ่งที่สังเกตเห็นได้คือ เด็กจะเดินหกล้มบ่อย Muscular  Dystrophy  กล้ามเนื้ออ่อนแรง  กล้ามเนื้อของเด็กประเภทนี้ขาดโปรตีน  ทำให้ร่างกายสร้างเนื้อเยื่อที่มีลักษณะแข็งแรงขึ้นมาแทนมีลักษณะคล้ายพังผืดซึ่งไม่มีความยืดหยุ่นความผิดปกติของกล้ามเนื้อหลายชนิดแต่ชนิดที่พบได้บ่อยๆ เรียกชื่อว่า Duchenne  ซึ่งปรากฎให้เห็นชัดเมื่อเด็กอายุประเภท 3  ขวบ กล้ามเนื้อที่อยู่ติดกับโครงกระดูกจะอ่อนแอ สังเกตได้จากการเคลื่อนไหวของเด็ก เด็กไม่มีกำลังแข็งแรงพอที่จะวิ่งได้  มีปัญหาในการปีนป่ายบันได กล้ามเนื้อจะอ่อนแรงลงเรื่อยๆ  ในที่สุดเด็กบางรายไม่อาจยืนได้  หรือทรงตัวได้  บางรายอาจรุนแรงจนกระทั่งต้องใช้รถเข็น

เด็กที่เป็นโรคนี้จะเหนื่อยง่าย เด็กที่ยังสามารถเดินได้อยู่อาจต้องใช้รถเข็นหากต้องเดินทางในระยะไกลขึ้นเด็กประเภทนี้หกล้มง่าย  และมีปัญหาในการประกอบกิจกรรมง่ายๆ  เช่น  การเปิดประตู  เด็กต้องได้รับการบำบัดรักษาเพื่อถ่วงเวลาการหดตัวของกล้ามเนื้อ  เด็กอาจเสียชีวิตในช่วงวัยรุ่นตอนปลาย  เด็กประเภทนี้อาจมีอาการของปัญญาอ่อนร่วมด้วย  แต่ไม่เป็นเช่นนี้ทุกคน

2.3  Spina  Bifida

ความผิดปกติของกระดูกไขสันหลัง  โรคชนิดหนึ่งเป็นสาเหตุทำให้กระดูกไขสันหลังผิดปกติ  ซึ่งทำให้เส้นประสาทสำคัญถูกทำลายไปบางส่วนจึงทำให้เส้นประสาททำงานผิดปกติไปด้วย  ผลที่ตามมาอาจมีหลายลักษณะที่พบได้บ่อยๆ ได้แก่ ความผิดปกติของ ท่อปัสสาวะ ความผิดปกติของใบหน้าและลำตัว  ในบางรายทางเดินของเหลวอุดตันทำให้ของเหลว คั่งในศีรษะ  ซึ่งในรายหลังนี้สภาพปัญญาอ่อนร่วมด้วยเด็กประเภทนี้ต้องได้รับการรักษา เยียวยา  จากแพทย์  อย่างสม่ำเสมอ  ต้องได้รับกายภาพบำบัดเพื่อให้รักษาการทรงตัวได้ต้องใช้ไม้ค้ำ และสายรัดในเวลาเดิน  หรือใช้รถเข็น

2.4  Spinal  Cord  Injury

การได้รับบาดเจ็บที่กระดูกไขสันหลังการที่กระดูกไขสันหลังได้รับบาดเจ็บมีผลกระทบต่อการเคลื่อนไหว และปัญหาสำคัญที่ตามมาอีกได้แก่ การติดเชื้อที่ท่อปัสสาวะการติดเชื้อที่ระบบการหายใจ เป็นต้น การฟื้นฟูสมรรถภาพต้องใช้เวลานาน และเป็นการยากที่อวัยวะที่บกพร่องไปจะใช้งานได้ดังเดิม  แต่การฟื้นฟูสมรรถภาพเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้เด็กใช้อวัยวะที่บกพร่องได้บ้างโดยใช้อุปกรณ์ต่างๆ  เข้าช่วย  เช่นใช้รถเข็นสำหรับการเคลื่อนไหว  ใช้เครื่องพิมพ์ดีดไฟฟ้าแทนการเขียนหนังสือ  ใช้ภาชนะที่มีขนาดใหญ่สำหรับรับประทาน  เป็นต้น

2.5   Osteogenesis  Imperfeca

เป็นความผิดปกติของกระดูก กระดูกไม่สมบูรณ์และ    ไม่เจริญเติบโตเต็มที่ นอกจากนี้กระดูกยังเปราะและหักง่ายกว่ากระดูกของคนทั่วไปเด็กอาจมีลักษณะเตี้ยแคระ และมีความผิดปกติของฟันควบคู่กันไปด้วย การได้ยินของเด็ก เป็นปัญหาสำหรับเด็กประเภทนี้ กล่าวคือการได้ยินจะเสื่อมลงเรื่อยๆ  เด็กต้องได้รับการรักษาจากแพทย์และได้รับการดูแลอย่างสม่ำเสมอทำให้เด็กไม่สามารถไปเรียนได้เหมือนเด็กปกติ

2.6   Legg – Calve – Disease

เป็นความผิดปกติของกระดูกขาท่อนบน มักเป็นที่ขาข้างเดียว  เด็กที่เป็นโรคนี้มักเคลื่อนไหวไม่สะดวก  โรคนี้ไม่ทราบสาเหตุเด็กอาจมีอาการดีขึ้นหลังจากได้รับการรักษาติดต่อกันเป็นเวลา 1-2  ปี เด็กอาจเดินได้แต่ต้องใช้ไม้ค้ำ โรคนี้ไม่มีผลต่อความสามารถ  ในการเรียนของเด็กโดยตรง แต่เด็กอาจมีทัศนคติไม่ดีต่อตนเอง และต่อสิ่งที่อยู่รอบตัวเขา ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ของเขาโดยทางอ้อม

2.7   Limb Deficiency

แขนขาด้วน (อาจข้างเดียว  หรือ 2 ข้างก็ได้) อาจเป็นความบกพร่อง ที่มีมาแต่กำเนิด หรือเกิดขึ้นในภายหลังก็ได้ เด็กอาจได้รับการช่วยเหลือโดยการใช้แขนขาเทียม การฟื้นฟูสมรรถภาพควรครอบคลุมไปถึงการฝึกการใช้แขนขาเทียมอย่างมีประสิทธิภาพการแนะแนว และให้คำปรึกษาควรควบคู่กันไปกับการเรียนการสอน

 2.8  โรคทางระบบกระดูกกล้ามเนื้อ (Orthopedic)

ที่พบบ่อย ได้แก่

2.8.1  ระบบกระดูกกล้ามเนื้อพิการแต่กำเนิด เช่น เท้าปุก (Club Foot)  ข้อสะโพกเคลื่อน อัมพาตครึ่งท่อน เนื่องจากกระดูกไขสันหลังส่วนล่างไม่ปิด

2.8.2  ระบบกระดูกกล้ามเนื้อพิการด้วยโรคติดเชื้อ (Infection) เช่น วัณโรคทำให้กระดูกหลังโกง  กระดูกผุจากการเป็นแผลเรื้อรัง

2.9  โปลิโอ (Poliomyelitis)

เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง เข้าสู่ร่างกายทางปาก แล้วไปเจริญในต่อมน้ำเหลืองบริเวณลำคอและลำไส้เล็ก เข้าสู่กระแสเลือดก่อนกระจายไปยังระบบประสาทส่วนกลาง ไปทำลายเซลล์ประสาทที่ควบคุมกล้ามเนื้อแขนหรือขา ทำให้ไม่สามารถเคลื่อนไหวแขนขาได้

2.10  แขนขาด้วนแต่กำเนิด (Limb deficiency)

รวมถึงเด็กที่เกิดมาด้วยลักษณะของอวัยวะที่มีความเจริญเติบโตผิดปกติ เช่น นิ้วมือติดกัน 3-4 นิ้ว มีเฉพาะแขนท่อนบนต่อกับนิ้วมือ ไม่มีข้อศอก

2.11  โรคกระดูกอ่อน (Osteogenesis Imperfecta)

ส่งผลให้เด็กไม่เจริญเติบโตสมวัย ตัวเตี้ย  มีลักษณะของกระดูกผิดปกติ กระดูกยาวบิดเบี้ยว เห็นได้ชัดจากกระดูกหน้าแข้ง

3. สาเหตุของความบกพร่องทางร่างกายหรือสุขภาพ

สภาพความบกพร่องทางร่างกายของเด็กนั้นอาจจะปรากฏให้เห็นได้ในระดับอายุ ต่างๆ กัน  บางครั้งสภาพความบกพร่องทางร่างกายอาจจะปรากฏให้เห็นตั้งแต่แรกเกิด บางครั้งก็ไม่ได้ถูกค้นพบจนกระทั่งเด็กโตได้พอสมควร แต่โดยทั่วไปแล้วสภาพความบกพร่องทางร่างกายถ้าหากเป็นขั้นรุนแรงก็มักจะพบได้ตั้งแต่วัยต้นๆ สำหรับสาเหตุของความบกพร่องนั้นอาจเกิดได้หลายสาเหตุ เช่น  เกิดจากการพันธุกรรม สภาวะขณะมารดากำลังตั้งครรภ์  สภาวะขณะมารดากำลังคลอด การขาดออกซิเจน  สภาพแวดล้อม  ตลอดจนยาปฏิชีวนะที่มารดารับประทานขณะกำลังตั้งครรภ์ เป็นต้น

          องค์ประกอบด้านสิ่งแวดล้อม

องค์ประกอบทางพันธุกรรม และชีวภาพก่อให้เกิดความพิการได้หลายอย่าง  สภาพแวดล้อมที่ไม่ดี  ก็เป็นส่วนสำคัญยิ่งเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวกับการเป็นปัญญาอ่อน จากงานวิจัยในสหรัฐอเมริกาชี้ให้เห็นว่า 50% -70% ของเด็กปัญญาอ่อนในอเมริกามาจากระดับสังคมที่ยากจน และเศรษฐกิจไม่ดีพัฒนาการที่ล่าช้าทั้งหลายก็มักเกี่ยวข้องกับความยากจน

สภาพที่ก่อให้เกิดผลเสียเช่นนี้เป็นสิ่งป้องกันได้หากสิ่งแวดล้อมได้รับการเปลี่ยนแปลง      สิ่งสำคัญที่สุดของการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมในแง่ของการป้องกันที่พอทำได้ก็คือให้ความคุ้มครอง ดูแลตั้งแต่ก่อนเกิด,  ให้ความคุ้มครองดูแลทารกและเด็ก,  ให้มารดาและทารกได้รับอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ,  ปรับปรุงและเพิ่มศูนย์เลี้ยงดูเด็ก, ช่วยวางแผนครอบครัวและกำหนดแหล่งบริการดังเช่นทรรศนะของเฟื่องฟ้า คุณาดร ที่ได้แบ่งความบกพร่องทางกายมักมีสาเหตุต่างๆ ดังต่อไปนี้

          สาเหตุระหว่างมารดาตั้งครรภ์

เป็นช่วงที่ทารกในครรภ์กำลังมีการพัฒนาโครงสร้างของร่างกายและอวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือช่วง 3 เดือนแรก ถ้ามีความผิดปกติของการตั้งครรภ์ระยะนี้อาจทำให้ทารกที่คลอดออกมามีความพิการได้  ตัวอย่างได้แก่มารดาเป็นหัดเยอรมัน หรือมีประวัติใช้ยาหรือรักษาด้วยยา  สูบบุหรี่ หรือติดเหล้า มารดาเป็นโรคเบาหวาน  มารดาได้รับบาดเจ็บหรือการกระทบกระแทกที่หน้าท้องมารดาได้รับแสงกัมมันตรังสี  หรือสารพิษที่เป็นอันตรายต่อการเติบโตของเด็ก  หรือภาวะทุโภชนาการทำให้ขาดสารอาหาร

          สาเหตุจากโรคพันธุกรรม

มีการถ่ายทอดความผิดปกติมาทางสายเลือด เด็กในครรภ์อาจดิ้นไม่แรงหรือไม่ดิ้น  เนื่องจากมีความผิดปกติของร่างกาย  เช่น  มีภาวะโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงจากไขสันหลังฝ่อ (Spinal Muscular Atrophy)  หรือเป็นโรคข้อติดยึด  (Arthrogryposis)  หรือเป็นอัมพาตของขาเนื่องจากมีความผิดปกติของ  การสร้างกระดูกสันหลังที่มาห่อหุ้มไขสันหลังในระดับสูง  (Myelodysplasia)  เด็กอาจเป็นโรคกระดูกอ่อนหักง่าย  (Osteogennesis  Imperfecta)  ความผิดปกติระหว่างคลอดหรือหลังคลอด

ภาวะแทรกซ้อนระหว่างการคลอด เช่น คลอดยาก คลอดโดยการใช้เครื่องมือหรือผ่าตัดคลอด คลอดท่าก้น  คลอดก่อนกำหนด หรือหลังกำหนด เด็กมีปัญหาเรื่องการหายใจ หลังคลอด  หรืออาจมีเลือดออกในสมอง ทำให้มีความผิดปกติของสมอง เด็กอาจแสดงอาการหายใจลำบาก     ตัวอ่อน  ปวกเปียก  ไม่กลืนนม  มีอาการชัก  หรือซึม  เด็กที่คลอดก่อนกำหนดหรือมีน้ำหนักตัวน้อย เป็นสาเหตุของสมองพิการชนิดเกร็งได  (Cerebral  palsy)  ส่วนเด็กที่มีน้ำหนักตัวมาก อาจได้รับอันตรายระหว่างคลอดทำให้เกิดการบาดเจ็บต่อสมอง และไขสันหลังหรือกลุ่มเส้นประสาท เบรเคียล  (Brachial  Plexus  Injury)  เด็กที่มีอาการตัวเหลือง  หลังคลอดอาจจะทำให้พิการชนิดเคลื่อนไหวผิดปกติ

          สาเหตุที่ทำให้เกิดความพิการทางกาย และการเคลื่อนไหวภายหลัง

ได้แก่  อุบัติเหตุที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสมอง  ไขสันหลัง  และแขนขา  เช่น  อุบัติเหตุจากการจราจร  การตกจากที่สูง  การถูกทำร้าย  ภาวะถูกไฟไหม้  หรือน้ำร้อนลวกภาวการณ์อักเสบหรือติดเชื้อของสมอง เยื่อหุ้มสมอง  ไขสันหลัง เนื้องอกของสมอง  และไขสันหลัง หรือกระดูก โรคข้ออักเสบ  รูมาตอยด์  (Juvinile Rheumatoid Arthritis) โรค Ankylosing  Spondylitis  โรคเลือด  (Haemoplili) ทำให้มีเลือดออกในข้อใหญ่ ๆ ก่อให้เกิดความพิการได้ (เฟื่องฟ้า  คุณากร, 2543 : 1)

และดังเช่นทรรศนะของวารี  ถิรจิตร ซึ่งได้จำแนกสาเหตุของความบกพร่องทางร่างกายไว้ดังนี้คือ

                   สาเหตุภายใน

  1. ความพิการที่เกิดจากความผิดปกติของกลุ่มเลือด  Rh factor  เช่น  สมองพิการ  หรือ  ซี รีบัลพัลซี
  2. ความพิการแต่กำเนิด  ในขณะที่ทารกเจริญเติบโตอยู่ในครรภ์มารดานั้น มีขบวนการที่สลับซับซ้อน เกิดขึ้นอย่างมากจากเซลล์เซลล์เดียว เมื่อเริ่มปฏิสนธิมีการแบ่งตัว เพิ่มจำนวนเป็นล้านล้านเซลล์  เมื่อคลอดออกมาจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างและหน้าที่มาประกอบกันเข้าเป็นอวัยวะต่างๆ ให้ได้สัดส่วนเป็นร่างกายที่สมบูรณ์ให้กระบวนการต่างๆ ในแต่ละ ขั้นตอนการเจริญเติบโตขัดข้องก็จะเกิดความพิการแต่กำเนิด  สาเหตุนั้นมีหลายประการ  เช่น  ยีนส์ผิดปกติ  ยาบางชนิด  รังสี  โรคติดเชื้อบางชนิด  เช่น ไวรัสของโรคหัดเยอรมัน และความพิการอาจเกิดที่อวัยวะใดก็ตาม  เช่น  หัวใจ ปอด  แขน  ขา  หู  ตา  เป็นต้น

                   สาเหตุภายนอก

  1. โรคที่เกิดจากอันตรายทางฟิสิกส์  เช่น  อุบัติเหตุ  และภยันตรายต่าง ๆ ทั้งที่ตัวเองและผู้อื่นทำรวมทั้งการเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศ คลื่นเสียง  ความร้อนเย็น  กระแสไฟฟ้า รังสี
  2. โรคที่เกิดจากภยันตรายจากสารเคมี  เช่น  กรด  ด่าง  ดีดีที  ไนโตรซามีน รวมทั้งบุหรี่ เหล้า  ยาเสพติดนานาชนิด
  3. โรคติดเชื้อ  ได้แก่  จุลชีพ เช่น  บัคเตรี  เชื้อรา  และไวรัส

ไวรัสที่เราทราบแน่นอนว่าทำให้เกิดความพิการ  คือ โรคหัดเยอรมันที่เป็นในมารดาในระยะ  3  เดือน  แรกของการตั้งครรภ์  การศึกษาพบว่า  มีหญิงเจริญพันธุ์ถึงร้อยละ  8 – 10  ที่ยังไม่มีภูมิต้านทานต่อโรคนี้  ถ้ามารดได้รับเชื้อในระยะนี้  เด็กอาจเกิดโรคตั้งแต่ครรภ์  ซึ่งพบว่าเด็กเกิดมาตัวเล็ก มีตับม้ามโต  มีจุดเลือดออกตัวเหลือง  ตาอาจมีต้อกระจก  มีรูรั่วในหัวใจ อาจมีหูหนวกในภายหลัง  ทารกมีความพิการรุนแรงมากจนมีกฎหมายอนุญาตให้ทำแท้งได้  ถ้าพิสูจน์ว่ามารดาเป็นโรคหัดเยอรมัน  และไม่มีภูมิต้านทาน  ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันโรคนี้

  1.   โรคที่เกิดจากอาหารไม่สมดุล  เช่น  ขาดอาหาร  ขาดวิตามิน  ขาดเกลือแร่  หรือในทางตรงข้ามได้อาหารมากเกินไป  เกิดโรคอ้วน  ไขมันสูง  เบาหวาน
  2. โรคเนื้องอก  คือ  ภาวะที่เซลล์ในร่างกายเพิ่มจำนวนผิดปกติ  อาจเป็นเนื้องอก  ชนิดธรรมดาหรือร้ายแรงที่เรียกว่ามะเร็ง  สาเหตุอาจเนื่องมาจากกรรมพันธุ์  การอักเสบหรือ   ระคายเคือง  เชื้อไวรัส  ยา  สารเคมี  รังสี  เป็นต้น

ภัทรพร อ่อนไสว (2548 : 67-68)  ได้จำแนกสาเหตุที่ก่อให้เกิดความพิการออกเป็น 8 ประเภท ดังนี้

  1. ความพิการแต่กำเนิด ซึ่งอาจเกิดจาก 1) องค์ประกอบภายใน ได้แก่ ความผิดปกติของโครโมโซมเพศ ความผิดปกติโดยมีการเพิ่มของโครโมโซม  ภาวะผิดปกติของระบบฮอร์โมนในมารดา หรือ 2) จากองค์ประกอบภายนอก ได้แก่ การติดเชื้อไวรัสบางชนิด การกินยาบางชนิดระหว่างที่มารดาตั้งครรภ์  มารดาได้รับรังสีขณะอายุครรภ์ต่ำกว่า 6 สัปดาห์  ทารกถูกกดทับขณะอยู่ในครรภ์มารดา  การขาดสารอาหารในระยะแรกของการตั้งครรภ์  มารดาที่มีอายุมาก เป็นต้น
  2. ความพิการที่เกิดจากโรคติดต่อ  ที่พบบ่อยได้แก่  กามโรค ซิฟิลิส และโรคเรื้อน
  3. ความพิการจากภาวะทุพโภชนาการในเด็ก  เช่น ขาดวิตามินดี  ขาดโปรตีน เป็นต้น
  4. ความพิการจากโรคจิตชนิดต่าง ๆ
  5. ความพิการจากโรคพิษสุราเรื้อรัง และสารเสพติด
  6. ความพิการจากภยันตรายต่าง ๆ และการบาดเจ็บ
  7. ความพิการจากโรคที่ไม่ติดต่อ  ได้แก่ โรคระบบการเคลื่อนไหว โรคปอด หูหนวก หูตึง และโรคอื่นๆ เช่น ลมชัก และ โรคมะเร็ง
  8. ความพิการจากสาเหตุอื่นๆ  ได้แก่ สิ่งแวดล้อม และการรักษาพยาบาลที่ไม่ถูกต้อง

จากข้อความดังกล่าวสามารถสรุปได้ว่าสาเหตุของความบกพร่องทางร่างกายนั้นมีอยู่หลายอย่างแต่เป็นหัวใจสำคัญ ๆ คือ  สาเหตุจากพันธุกรรม  สาเหตุจากระหว่างที่มารดาตั้งครรภ์    อยู่อาจมีการสูบบุหรี่  ติดเหล้า  บาดเจ็บ   รับประทานยาที่เป็นอันตรายกับทารก  ขาดสารอาหาร  ฯลฯ  และสาเหตุจากระหว่างและหลังการคลอดที่มีการคลอดก่อนกำหนด  เด็กเกิดอาการชัก ขาดออกซิเจน  ฯลฯ  แต่ทั้งนี้นั้นองค์ประกอบทั้งหมดนี้จะทำงานร่วมกันไปพร้อม ๆ กันและก่อให้เกิดสภาพความบกพร่องทางร่างกายในแต่ละคนได้

สาเหตุที่ทำให้เด็กมีความบกพร่องทางร่างกายส่วนใหญ่นั้นเป็นเรื่องที่สามารถป้องกันได้ หากดูแลสุขภาพของมารดาระหว่างตั้งครรภ์ให้ดี  การได้รับคำแนะนำจากแพทย์ อย่างใกล้ชิด การได้รับการดูแลอย่างถูกต้องวิธีจากแพทย์  การได้อาหารที่ถูกหลักโภชนาการก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะป้องกันมิให้เกิดสภาพความบกพร่องทางร่างกายกับเด็กด้วยแต่ทั้งนี้ผู้ที่ใกล้ชิดและ ถูกวิธีด้วย เพื่อที่จะทำให้เด็กที่จะเกิดมามีความสมบูรณ์ครบถ้วนทั้งทางร่างกายและสภาพจิตใจ

4. ความต้องการจำเป็นของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางร่างกาย หรือการเคลื่อนไหว หรือสุขภาพ

นักเรียนที่มีความบกพร่องทางร่างกาย หรือการเคลื่อนไหว หรือสุขภาพ เป็นผู้ที่ต้องได้รับการช่วยเหลือด้านต่าง ๆ  เพื่อให้นักเรียนกลุ่มนี้สามารถประกอบกิจกรรมต่าง ๆ ได้ใกล้เคียงกับคนทั่วไป สิ่งต่าง ๆ ที่ควรให้การดูแล ได้แก่

4.1 การรักษาพยาบาล

นักเรียนที่มีความบกพร่องทางร่างกาย หรือการเคลื่อนไหว หรือสุขภาพส่วนใหญ่จำเป็นต้องได้รับการรักษาพยาบาลเป็นระยะ ๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น การรับประทานยา การผ่าตัด แก้ไขความพิการ การรักษาแผลกดทับ การป้องกันโรคแทรกซ้อนซึ่งเกิดจากการเคลื่อนไหวได้จำกัด รวมถึงการส่งเสริมสุขภาพทั่วไปด้วย

4.2 บริการฟื้นฟูสมรรถภาพ

บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกาย หรือการเคลื่อนไหว หรือสุขภาพ จำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพตั้งแต่แรกเกิดหรือตั้งแต่แรกพบความพิการ และควรได้รับบริการ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถพัฒนาการเคลื่อนไหวและการทำกิจกรรมต่างๆ ได้ด้วยตนเอง ควรฝึกให้สามารถช่วยเหลือตนเองในการประกอบกิจวัตรประจำวัน อาทิเช่น รับประทานอาหาร แปรงฟัน อาบน้ำ ขับถ่าย แต่งตัว เป็นต้น ฝึกการใช้มือประสานกับสายตา เช่น ฝึกการหยิบจับสิ่งของ เป็นต้น  รวมถึง      การฝึกทักษะทางสังคม เพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตในสังคมได้อย่างเหมาะสม มีสุขภาพกายและสุขภาพจิต ที่ดี และเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป ตลอดจนควรได้รับการฝึกทักษะอาชีพด้วย

4.3  สิ่งอำนวยความสะดวก

การจัดสภาพแวดล้อมทางกายภาพ สื่อ อุปกรณ์พิเศษ กระบวนการสอน และความช่วยเหลืออื่น ๆ สำหรับนักเรียนแต่ละคนอย่างเหมาะสม ช่วยให้นักเรียนสามารถพึ่งตนเองได้มากที่สุด และพัฒนาด้านการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  สิ่งอำนวยความสะดวกที่สำคัญสำหรับเด็กกลุ่มนี้ ได้แก่

4.3.1 กายอุปกรณ์ และเครื่องช่วย นักเรียนแต่ละคนมีความต้องการกายอุปกรณ์ และเครื่องช่วยที่แตกต่างกันตามสภาพความพิการ  เช่น  เหล็กประคองขา แขนเทียม เฝือกดามมือ รองเท้าพิเศษ เครื่องช่วยเดิน ไม้ค้ำยัน และเก้าอี้ล้อ เป็นต้น  ซึ่งกายอุปกรณ์และเครื่องช่วยคนพิการ อาจต้องปรับหรือเปลี่ยนแปลงเป็นระยะๆ เพื่อให้เหมาะสมตามสภาพร่างกายหรือการเจริญเติบโต

4.3.2  การปรับสภาพแวดล้อม นอกจากกายอุปกรณ์และเครื่องช่วยแล้ว นักเรียนกลุ่มนี้ยังต้องการการปรับสภาพสิ่งแวดล้อม เพื่ออำนวยความสะดวกในการเคลื่อนไหว  เช่น  พื้นทางเดิน ห้องน้ำ ประตู โต๊ะ เก้าอี้  เป็นต้น

4.3.3  สื่อและอุปกรณ์พิเศษ  จากข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกาย นักเรียน กลุ่มนี้ จึงจำเป็นต้องได้รับสื่อและอุปกรณ์พิเศษที่ช่วยในการหยิบจับสิ่งของและการขีดเขียน ตัวอย่างเช่น  หนังสือที่มีแผ่นกระดาษหนาเป็นพิเศษเพื่อช่วยให้เปิดได้ง่าย ดินสอแท่งใหญ่ ช้อนด้ามยาวพิเศษ  สวิทช์ที่เปิด-ปิดโดยใช้ฝ่ามือ  เครื่องช่วยพูด (สำหรับคนพิการทางร่างกาย ที่ไม่สามารถสื่อสารได้ด้วยการพูด) เป็นต้น

เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรที่จะช่วยเหลือผู้ที่มีความพิการ ซึ่งรวมถึงนักเรียนที่มีความบกพร่องทางร่างกาย หรือการเคลื่อนไหว หรือสุขภาพด้วย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2554 : ก-ค)  ได้ปรับปรุงคู่มือรายการสิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการ และความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2553 ซึ่งสาระสำคัญคือการจัดเรียงรายการสิ่งอำนวยความสะดวกและสื่อ ตามปัญหาของนักเรียน ตามบัญชี ก และ ข  ดังนี้

1)  อุปกรณ์ช่วยการเห็น (Visual aids)

2)  อุปกรณ์ช่วยการได้ยิน (Hearing aids)

3)  อุปกรณ์ช่วยการเขียน (Writing aids)

4)  อุปกรณ์ช่วยการอ่าน (Reading aids)

5)  เครื่องช่วยการจัดท่าทางและที่นั่ง (Positioning and seating)

6)  อุปกรณ์ช่วยการเคลื่อนที่ (Mobility aids)

7)  อุปกรณ์ช่วยการดำเนินชีวิตประจำวัน (Daily living aids)

8)  คอมพิวเตอร์และการใช้งานคอมพิวเตอร์ (Computer and computer access)

9)  อุปกรณ์ช่วยการสื่อสาร (Communication aids)

10)  อุปกรณ์พลศึกษาและนันทนาการ (Physical and recreation aids)

11)  สื่อการเรียนรู้ (Education tools)

12)  วัสดุในการทำสื่อ (Materials)

 

เอกสารอ้างอิง

กรมสามัญศึกษา กองการศึกษาพิเศษ. (2540). การศึกษาและการวิเคราะห์สภาพการจัดการศึกษาพิเศษในประเทศไทย. กรุงเทพฯ: กรมสามัญศึกษา.

จริยาภรณ์ รุจิโมระ.  (2548).  การช่วยเหลือเฉพาะด้านสำหรับเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้.   มหาสารคาม : คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม.

ผดุง อารยะวิญญู. (2541). การศึกษาสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ.  (พิมพ์ครั้งที่3).   กรุงเทพฯ : บรรณกิจ.

ภัทรพร อ่อนไสว. (2548). ยุทธศาสตร์การเคลื่อนไหวในการสร้างพลังศักยภาพของสตรีพิการในประเทศไทย. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, สำนักบัณฑิตอาสาสมัคร.

วารี ถิระจิตร.  (2545).  การศึกษาสำหรับเด็กพิเศษ.  กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2554).  คู่มือรายการสิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการ และความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2553.  กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ชุมชนสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด.

Leave a Reply