การบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพ การจัดสิ่งแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกบุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหว

      การฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการเป็นกระบวนการที่จะช่วยให้คนพิการเข้าใจตนเองในเรื่องต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาความสามารถและศักยภาพในการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขตามอัตภาพในสังคม การช่วยเหลือจะดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา ซึ่งมีเทคนิควิธีการช่วยเหลือที่แตกต่างกันไป และมีนักให้คำปรึกษาในงานฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการเป็นผู้ที่เก็บรวบรวมข้อมูลและประสานงานทุกขั้นตอนของกระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพ สำหรับผู้บริหารงานฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ ซึ่งมีส่วนในการกำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติด้านคนพิการควรมีวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นให้คนพิการและครอบครัวเกิดความมั่นใจในเรื่องโอกาสทางการศึกษา การจ้างงาน ความรู้สึกเท่าเทียมกัน การได้รับการสนับสนุนจากสังคม ลักษณะของผู้บริหารในงานฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการของไทย ได้แก่ การมีเจตคติที่ดีต่อคนพิการและผู้ร่วมงาน การให้ความสำคัญกับการทำงานเป็นทีมและการสร้างเครือข่าย การยอมรับศักยภาพคนพิการ มีความรู้ความเข้าใจคนพิการและมีประสบการณ์การให้บริการฟื้นฟูสมรรถภาพสำหรับคนพิการ มีความรู้ด้านกฎหมาย ชุมชน และสังคม  ตลอดจนการบริหารจัดการองค์กร เป็นแบบอย่างที่ดีในเรื่องการเป็นผู้ประสานงาน การรับฟังความคิดเห็นผู้อื่น เป็นที่ปรึกษา มีทักษะในการสื่อสาร กล้าเปลี่ยนแปลงและตัดสินใจ มีความคิดริเริ่ม เป็นต้น

        ในระดับปฏิบัติ การให้บริการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการที่สำคัญด้านหนึ่งคือ การฟื้นฟูด้านอาชีพ ซึ่งเป็นกระบวนการช่วยเหลือคนพิการด้วยเทคนิคและวิธีการต่างๆ เพื่อให้สามารถได้รับการจ้างงานและทำงานได้อย่างมีความสุข

สหวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับการดูแลนักเรียนที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ

นักเรียนที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพจำเป็นต้องได้รับการดูแลจากนักสหวิชาชีพต่าง ๆ ทั้งทางด้านการแพทย์ การศึกษา ทางสังคมและชุมชน เพื่อให้นักเรียนได้ใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างอิสระ ไม่เป็นภาระต่อบุคคลในครอบครัว และสังคม ดังนั้นนักสหวิชาชีพที่เกี่ยวข้องเหล่านี้ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนานักเรียน

นักกายภาพบำบัด (Physical Therapy)

นักกายภาพบำบัด (Physical Therapy) คือ ผู้ที่ทำหน้าที่ในการส่งเสริม ป้องกัน รักษาและฟื้นฟู สมรรถภาพของร่างกาย หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายแก่ผู้ที่มีความผิดปกติเนื่องจากโรคหรือการได้รับบาดเจ็บ การรักษาทางกายภาพบำบัด ได้แก่ การรักษาด้วยการเคลื่อนไหว เช่นการดัด ดึง นวด ออกกำลังกาย การจัดท่าทาง และการรักษาโดยใช้เครื่องไฟฟ้าที่ผลิตความร้อน แสง เสียง กระแสไฟฟ้า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และอื่น ๆ ทั้งนี้การปฏิบัติงานของนักกายภาพบำบัด จะทำร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์    ได้แก่ผู้ป่วยทางระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ (musculoskeletal  system) ระบบประสาท (neurological system) ระบบหัวใจและการไหลเวียน (cardiovascular system) ระบบการหายใจ (respiratory system) กายภาพบำบัดในผู้ป่วยเด็ก (pediatric physical therapy) ซึ่งผู้ป่วยที่นักกายภาพบำบัดดูแล เช่น ผู้ป่วยปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดกล้ามเนื้อ ผู้ป่วยอัพพฤกษ์ อัมพาต ทั้งแบบครึ่งซึก ครึ่งท่อน หรือทั้งตัว การดูแลผู้ป่วยโรคระบบหัวใจและไหลเวียนทั้งก่อนและหลังการผ่าตัด ผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับการหายใจ ผู้ป่วยเด็กสมองพิการ ผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บทางการกีฬา ฯลฯ

นักกิจกรรมบำบัด (Occupational Therapy)

กิจกรรมบำบัด (Occupational Therapy) เป็นวิชาชีพทางวิทยาศาสตร์สุขภาพที่ เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีโดยอาศัยกิจกรรมเป็นสื่อ เป้าหมายเบื้องต้นของกิจกรรมบำบัด คือ การส่งเสริมให้บุคคลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วย ผู้พิการทางกาย เด็กที่มีปัญหาด้านพัฒนาการหรือการเรียนรู้ ผู้ป่วยจิตเวช ผู้สูงอายุ ฯลฯ สามารถทำกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวันได้อย่างเต็มความสามารถ ซึ่งนักกิจกรรมบำบัดจะต้องอาศัยความรู้หลายๆ ด้าน เพื่อช่วยลดข้อจำกัดทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสังคมของบุคคลเหล่านั้น อีกทั้งยังอาจต้องช่วยปรับ/ให้คำแนะนำในการปรับสภาพแวดล้อม เพื่อช่วยให้พวกเขาสามารถทำกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวันได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยใช้กระบวนการประเมิน การบำบัดฟื้นฟู การส่งเสริม การป้องกัน ด้วยสื่อ เทคนิค และวิธีการทางกิจกรรมบำบัด เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและทักษะความสามารถของการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต ได้แก่ การดูแลตนเอง การศึกษา การทำงาน การใช้เวลาว่าง การพักผ่อน และการเข้าสังคม ตลอดจนเป็นที่ปรึกษาทางวิชาการให้กับองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทักษะการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตตลอดทุกช่วงวัย

นักแก้ไขการพูด (Speech-Language Pathologist)

นักแก้ไขการพูด (Speech-Language Pathologist) คือผู้ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการวินิจฉัย การบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ป่วยที่มีความผิดปกติทางภาษาและการพูด เช่น พูดไม่ได้ พูดไม่ชัด เสียงผิดปกติ ปากแหว่งเพดานโหว่ ประสาทหูพิการ มีความบกพร่องด้านสติปัญญา ผู้ป่วยที่ถูกตัดกล่องเสียง ผู้ป่วยสมองพิการ  ซึ่งนักแก้ไขการพูดจะมีบทบาทดังนี้คือ

  1. ประเมินสภาพความผิดปกติ ทดสอบความสามารถทางภาษาและการพูดรวมถึงการกลืน
  2. แยกประเภทความผิดปกติ และให้การบำบัดรักษาแก้ไขและฟื้นฟูสมรรถภาพ ครอบคลุมทุกประเภทของความผิดปกติทางภาษาและการพูด
  3. ให้คำปรึกษาแนะนำแก่ผู้ปกครอง ญาติ ผู้ดูแล หรือผู้เกี่ยวข้องให้มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับความผิดปกติของผู้ป่วยและเรียนรู้วิธีการรักษาที่ถูก ต้อง
  4. คัดเลือกและประยุกต์ ใช้เครื่องช่วย อุปกรณ์เสริมวัสดุ เพื่อทดแทนให้เหมาะสมกับสภาพของผู้ป่วย
  5. เผยแพร่ความรู้เพื่อป้องกันความผิดปกติทางภาษาและการพูด

นักจิตวิทยา (Psychologist)

นักจิตวิทยา(Psychologist) ผู้ที่ปฏิบัติงานนักจิตวิทยา เป็นผู้ที่ศึกษาเกี่ยวกับการทำงานและจิตใจของมนุษย์ เพื่อให้เข้าใจแนวจิตความปรารถนา แรงจูงใจ อารมณ์ของมนุษย์ที่ส่งผลต่อการแสดงออก โดยอาศัยวิชาการทางวิทยาศาสตร์ เข้าช่วยในการศึกษา รวบรวมนำข้อมูลทางจิตวิทยามาตีความ และนำผลของการศึกษาวิจัยมาใช้ประโยชน์ในการวิเคราะห์ เพื่อป้องกัน และบำบัดผู้ที่มีปัญหาทางด้านอารมณ์ และพฤติกรรมให้กลับมาเข้าใจ ในชีวิตที่ถูกต้อง

นักกายอุปกรณ์ (Orthotists & Prosthetists)

นักกายอุปกรณ์ (Orthotists & Prosthetists)งานกายอุปกรณ์ หมายถึงการตรวจวัดขนาด ออกแบบ ประดิษฐ์ ผลิต ดัดแปลง แก้ไข ซ่อมแซม อุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้กับร่างกายให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อช่วยเหลือการเคลื่อนไหวให้มีความสะดวกสบายมากขึ้น งานกายอุปกรณ์ต้องอาศัยทักษะฝีมือและความเชี่ยวชาญเฉพาะบุคคลค่อนข้างสูง ดังนั้นงานกายอุปกรณ์ จัดเป็นส่วนหนึ่งของทีมงานด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู อีกด้วย

นักดนตรีบำบัด  (Music therapist)

ดนตรีบำบัดหมายถึงการใช้ดนตรีเพื่อช่วยในการบำบัดอาการขอผู้ป่วย  เพื่อให้มีการผ่อนคลาย  หรือเพื่อการกระตุ้นพัฒนาการ  นักดนตรีบำบัดในต่างประเทศ เช่นในประเทศสหรัฐอเมริกา  ผู้ที่จะทำงานเป็นนักดนตรีบำบัดอาชีพจะต้องผ่านการอบรมตามหลักสูตรดนตรีบำบัดจานวนหลายร้อยชั่วโมง ต้องมีความรู้พื้นฐานด้านพัฒนาการของมนุษย์  ความพิการประเภทต่างๆ  การออกแบบกิจกรรมดนตรีอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งต้องผ่านการฝึกงานร่วมกับนักกิจกรรมบำบัด แพทย์ พยาบาล และนักจิตวิทยาคลินิกอีกระยะหนึ่ง  ก่อนที่จะได้รับใบประกอบโรคศิลปะ จึงจะได้รับการยอมรับจากสมาคมวิชาชีพดนตรีบำบัดและสามารถใช้วิชาดนตรีบาบัดในการประกอบอาชีพได้ แต่ในปัจจุบันเนื่องจากยังไม่มีวิชาชีพนี้ในประเทศไทย  กิจกรรมดนตรีบำบัดโดยทั่วไปยังเป็นลักษณะการนำเอาดนตรีมาใช้ประโยชน์เท่าที่ความสามารถของแต่ละคนที่มีความสนใจด้านดนตรี หรือเป็นนักดนตรีจะทำได้  ดังนั้นรูปแบบของดนตรีบำบัดในประเทศไทยจะมีตั้งแต่การใช้ดนตรีเพื่อบำบัดความเครียด การผ่อนคลายขณะนั่งรอตรวจที่โรงพยาบาล ดนตรีบำบัดเพื่อลดอาการปวดจากโรคมะเร็ง ดนตรีบำบัดสำหรับโรคทางจิตเวช  ดนตรีบำบัดสำหรับกระตุ้นพัฒนาการเด็ก เป็นต้น ในกรณีที่ไม่มีนักดนตรีบำบัด อาจใช้นักกิจกรรมบำบัด หรือนักกายภาพบำบัด มาฝึกอบรม ซึ่งในปัจจุบันมีหลักสูตรอบรมดนตรีบำบัดระยะสั้นสาหรับบุคลากรทางการแพทย์ เช่นคณะดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นต้น อย่างไรก็ตามดนตรีบำบัดจัดเป็นการแพทย์ทางเลือก ดังนั้นอาจยังไม่มีความจำเป็นมากที่ต้องใช้องค์ความรู้อย่างลึกซึ้ง โดยอาจใช้วิธีประยุกต์ใช้กิจกรรมดนตรีตามบริบทของคนในชุมชนและของสถานที่นั้นๆ ที่ผู้ป่วยและผู้พิการคุ้นเคยเอื้ออำนวยแทนได้

นักศิลปะบำบัด (art therapy)

นักศิลปะบำบัด (art therapy) คือ การบำบัดรักษาโดยประยุกต์ใช้กิจกรรมทางศิลปะเพื่อค้นหาข้อบกพร่อง ความผิดปกติบางประการของกระบวนการทางจิตใจ โดยใช้ความรู้เกี่ยวกับการประเมินทางจิตวิทยา เพื่อเปิดประตูเข้าสู่จิตใจในระดับจิตไร้สำนึก และเลือกใช้กิจกรรมทางศิลปะที่เหมาะสมช่วยในการบำบัดรักษา และฟื้นฟูสมรรถภาพให้ดีขึ้น จากแนวคิดที่ว่า ศิลปะ คือ หนทางแห่งการปลดปล่อย อารมณ์ ความรู้สึก ความคิด ตามความต้องการของแต่ละคน เด็กก็เช่นกัน พวกเขาต้องการ สิทธิ เสรีภาพ ที่จะแสดงออกซึ่ง ความต้องการของเขาอย่างมีความสุข พวกเขาต้องการโอกาสที่จะพัฒนาศักยภาพของตัวเองในด้าน การเรียน การเล่น และการแสดงออกต่างๆ ศิลปะบำบัด มีประโยชน์ในด้านการพัฒนาอารมณ์ สติปัญญา สมาธิ ความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงการช่วยพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก และการประสานงานการเคลื่อนไหวของร่างกาย นอกจากนี้ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วย กระตุ้นการสื่อสาร และเสริมสร้างทักษะสังคมอีกด้วย

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง  โดยทำการวินิจฉัยและดูแลรักษาด้วยการให้ยาหรือการผ่าตัดในความผิดปกติต่างๆ ที่เกี่ยวกับกระดูก ข้อ เส้นเอ็น และกล้ามเนื้อต่างๆ ของร่างกาย ในภาษาไทยมีชื่อเรียกศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หลากหลายชื่อ เช่น “ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ” “แพทย์กระดูกและข้อ” “หมอกระดูก” หรือในวงการแพทย์ในประเทศไทยเรียกสั้นๆ ว่า “หมอออร์โธฯ”

แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู

แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู หรือ ที่คนทั่วไปเรียกสั้น ๆ ว่า “หมอฟื้นฟู” เป็น แพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีความสามารถในการบำบัดรักษา และฟื้นฟูผู้ป่วยที่มีความผิดปกติหรือมีโรคระบบประสาท กล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ ฯลฯ ที่ส่งผลให้สมรรถภาพร่างกายถดถอย และ/หรือมีความพิการ ซึ่งทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถดำเนินกิจวัตรประจำวันหรือการทำงานได้ตามปกติ ทั้งนี้ อาศัยหลักการทาง  เวชศาสตร์ฟื้นฟู ช่วยฟื้นสภาพและความสามารถให้ผู้ป่วย/ผู้พิการ รวมถึงส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันความพิการ และปรับสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อความเป็นอยู่ เพื่อให้ผู้ป่วย/ผู้พิการสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ใกล้เคียงเดิมมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูทำหน้าที่เป็นหัวหน้าทีมเวชกรรมฟื้นฟู และเป็นที่ปรึกษาด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพให้แก่ทีมเวชกรรมฟื้นฟู ผู้ป่วย/ผู้พิการ ตลอดจนครอบครัวและชุมชน

พยาบาล

พยาบาล มีหน้าที่ให้บริการพยาบาลระดับวิชาชีพแก่ผู้ป่วยทางกายหรือทางจิต  ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บหรือทุพพลภาพและผู้สูงอายุ  ในสถาบันที่มีการรักษาการป้องกันโรค  การส่งเสริมสุขภาพ  วางแผนและให้บริการด้านพยาบาลสมบูรณ์แบบตามหลักวิทยาศาสตร์โดยคำนึงถึงความต้องการของแต่ละคนตามลักษณะของโรค สังเกตและบันทึกความเปลี่ยนแปลงในคนไข้ รายงานการเกิดอาการผิดธรรมดาของร่างกายอารมณ์และจิตใจให้แพทย์ทราบ  ซึ่งมีความสำคัญในการวินิจฉัยโรค  จัดให้คนไข้ได้มีสิ่งแวดล้อมที่ถูกหลักอนามัย  เรียบร้อยและปลอดภัย ป้องกันและควบคุมการเผยแพร่ของโรคติดเชื้อ  สอนคนไข้ครอบครัวคนไข้และประชาชนทั่วไปให้รู้จักรักษาและส่งเสริมสุขภาพอนามัย

จากข้อจำกัดของเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหวหรือสุขภาพ  ซึ่งมีปัญหาทางการเคลื่อนไหวและการเจ็บป่วย  อาจจะเกิดการเจ็บป่วยอย่างกะทันหัน  ผู้ดูแล จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความรู้ด้านการปฐมพยาบาลเพื่อจะได้ช่วยเหลือเด็กทันท่วงทีเมื่อเกิดกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน

นักสังคมสงเคราะห์ (Social-Workers)

          นักสังคมสงเคราะห์ (Social-Workers) ได้แก่ผู้ที่ทำหน้าที่ช่วยบุคคลและครอบครัวแก้ปัญหาทางสังคม ปัญหาส่วนตัว อันเป็นกระบวนพัฒนาบุคลิกภาพของคน โดยการปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลด้วยกัน และระหว่างบุคคลกับสิ่งแวดล้อมทางสังคม โดยวางแผนงานการให้บริการทางสังคมเพื่อให้เป็นไปตามความประสงค์ของบุคคลในชุมชนนั้น รวมทั้งให้คำปรึกษาแนะนำ และให้ความช่วยเหลือในเรื่องสวัสดิการ ตลอดจนจัดหางานอาชีพและปฏิบัติงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับนักสหวิชาชีพอื่น

นักเรียนที่มีความบกพร่องทางร่างกายจำเป็นต้องมีนักสงคมสงเคราะห์ช่วยเหลือ  เนื่องจากสภาพปัญหาต่างๆ ทั้งทางด้านความบกพร่องของร่างกาย  ปัญหาครอบครัว  ซึ่งนักสังคมสงเคราะห์เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการให้คำแนะนำช่วยเหลือในด้านต่างๆ ตั้งแต่แรกเริ่ม สำหรับโรงเรียนนักสังคมสงเคราะห์จะมีบทบาทในเรื่องของการแนะแนวโดยทำงานประสานระหว่างโรงเรียน กับครอบครัวของเด็กแต่ละรายในเรื่องของเศรษฐกิจ  สิทธิประโยชน์  รวมทั้งการประสานประโยชน์ระหว่าง โรงเรียนกับ องค์กรอื่น ซึ่งหน้าที่หลักของนักสังคมสงเคราะห์มีสังเขป ดังนี้

  1. ให้คำปรึกษาแนะนำผู้มาใช้บริการ
  2. ปฏิบัติหน้าที่หลักตามนโยบายของหน่วยงานหรือองค์กรนั้นๆ
  3. ประสานงานกับผู้มารับบริการ และหน่วยงานหรือองค์กรบริการทางสังคมที่ผู้รับบริการต้องเกี่ยวข้องด้วย หรือต้องการความช่วยเหลือ เช่น การสอบถามซักประวัติ เพื่อให้ทราบว่าผู้มารับบริการมีความเดือดร้อนเรื่องใด และต้องจัดส่งไปยังหน่วยงานที่ให้การบริการต่าง ๆ เช่น หาอาชีพที่เหมาะสม หาทุนประกอบอาชีพ แหล่งที่พัก โรงพยาบาลและสวัสดิการอื่น ๆ ที่จำเป็น
  4. ทำงานวิจัยเกี่ยวกับการสังคมสงเคราะห์เพื่อใช้ในการป้องกันและแก้ปัญหาทางสังคมสงเคราะห์
  5. ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการแก้ปัญหาที่ค่อนข้างยากแก่นักสังคมสงเคราะห์ของ หน่วยงานต่าง ๆ
  6. ทำหน้าที่ตามความเชี่ยวชาญ และตามการให้การบริการขององค์กร (Case Workers) เช่น ดูแลปัญหาครอบครัวแตกแยกปัญหาเกี่ยวกับ สวัสดิการของ ครอบครัว อาชีพของบุคคลในครอบครัว  ดูแลเด็กผู้ด้อยโอกาสและรับเข้าอยู่ในสถาบันและบ้านสงเคราะห์ การให้ สวัสดิการแก่เด็ก  ให้สวัสดิการแก่ผู้ป่วยทางด้านจิตใจทางร่างกายหรือผู้พิการ การอบรมทางสังคมแก่ผู้ได้รับทัณฑ์บน และการช่วยเหลือผู้อพยพ  อาจทำหน้าที่เป็นนักสังคมสงเคราะห์เฉพาะกลุ่ม เช่น จัดระบบงานเกี่ยวกับโครงการทางสังคม การศึกษา จัดหางานอาชีพ และการสันทนาการ จัดหาอาชีพในศูนย์ชุมชน ค่ายพักผ่อนหรือจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ หรือส่งเสริมสวัสดิการ กลุ่มเกี่ยวกับการพัฒนาบ้านเรือน เป็นต้น

ครูผู้สอน / ครูการศึกษาพิเศษ  

ครูผู้สอน / ครูการศึกษาพิเศษ  ตามความหมายของพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาเพื่อคนพิการ  ครูการศึกษาพิเศษหมายความว่าครูที่มีวุฒิทางการศึกษาพิเศษสูงกว่าระดับปริญญาตรีขึ้นไป และปฏิบัติหน้าที่ในสถานศึกษาทั้งของรัฐและเอกชน  แต่ในที่นี้หมายถึงครูที่จัดการเรียนการสอนให้แก่นักเรียนที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหวหรือสุขภาพ  ซึ่งครูเหล่านี้จะต้องมีความรู้พื้นฐานในเรื่องของความบกพร่องทางร่างกายและมีความรู้ในการจัดการศึกษาให้แก่เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย เช่นการปรับหลักสูตร  การปรับกิจกรรมการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับสภาพและข้อจำกัดของเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย รวมถึงมีความรู้ในการปฏิบัติหน้าที่ดูแลด้านอื่นๆ เช่นสุขอนามัย  ความเป็นอยู่ต่างๆ  ตลอดจนเข้าใจถึงความรู้สึก  ข้อจำกัดของนักเรียน  เพื่อจะได้พัฒนานักเรียนได้ตามความต้องการจำเป็นและตามศักยภาพของนักเรียนแต่ละบุคคล

การรักษาและฟื้นฟูความพิการของแขนขา

การรักษาและฟื้นฟูความพิการของแขนขา และลำตัว แบ่งออกเป็น 2 หัวข้อ คือ

  1. การจัดเปลี่ยนท่าทางของแขนขา และลำตัว
  2. การบริหารและการเคลื่อนไหวข้อแขนและขา

1. การจัดเปลี่ยนท่าทางของแขนขา และลำตัว

ในแต่ละอิริยาบถ ควรมีการเปลี่ยนท่าทางหลายแบบ ได้แก่ การนอน อาจจัดได้ 4 แบบ คือ ท่านอนคว่ำ นอนหงาย นอนตะแคง  นอนตะแคงกึ่งค่ำ เป็นต้น

                               ท่านอนคว่ำ                                                                               ท่านอนหงาย

1        2

 

                               ท่านอนตะแคง                                                                   ท่านอนตะแคงกึ่งคว้ำ3        4

การนั่ง อาจจัดได้ 2 แบบ คือนั่งบนเก้าอี้ซึ่งมีการงอเข่า และนั่งบนพื้นที่มีการเหยียดเข่าเป็นต้น

            การนั่งบนเก้าอี้                                                         การนั่งบนพื้น

5                                       6

มีการงอและเหยียดลำตัว แขนขาขณะที่นั่ง หรือนอนอย่างสม่ำเสมอ

7                                                           8

 

9                                                          10

 

การเคลื่อนย้าย  การยก และการพยุง

หลักการเคลื่อนย้าย 

  1. ผู้ช่วยเหลือควรจัดท่านักเรียนให้นอนหงายราบอยู่ในท่าที่สบาย
  2. ผู้ช่วยเหลือหันหน้าเข้าหานักเรียนและไปในทิศทางที่จะเคลื่อนย้าย
  3. 3. ผู้ช่วยเหลือควรยืนในท่าที่ถูกต้องและมั่นคง คือ ยืนแยกเท้าทั้งสองข้างห่างกันพอสมควร และเฉียงปลายเท้าไปตามทิศทางที่ต้องการเคลื่อนย้าย   และอยู่ในสมดุลเมื่อต้องการเคลื่อนไปทางหัวเตียงหรือปลายเตียง  หลังตรง   ป้องกันการปวดหลัง   ย่อเข่าและสะโพก  และหาวิธีที่เหมาะสมเพื่อผ่อนแรงในการยกหรือการเคลื่อนย้าย ผู้ช่วยเหลือควรอยู่ใกล้นักเรียนมากที่สุด  ยกตัวนักเรียนให้พ้นจากที่นอนเล็กน้อยเพื่อลดแรงเสียดทาน   โดยใช้ผ้าขวางเตียงช่วยในการเคลื่อนย้ายนักเรียนแทนการเลื่อนนักเรียน  กรณีที่นักเรียนช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ควรหาผู้ช่วยเหลือตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปและให้สัญญาณขณะยก   หรือใช้อุปกรณ์ที่ช่วยผ่อนแรงมาใช้เมื่อจำเป็น

ชนิดและขั้นตอนของการเคลื่อนย้าย

  1. 1. การช่วยเหลือลุกนั่งบนเตียง สามารถทำได้ดังนี้

          1.1 บอกให้ทราบว่าจะช่วยให้ลุกนั่ง

11

1.2 ผู้ช่วยเหลือยืนอยู่ข้างเตียงตรงระดับสะโพกนักเรียน หันหน้าไปทางหัวเตียง

1.3 ผู้ช่วยเหลือยืนในท่าก้าวเท้าไปข้างหน้า ให้ขาหลังอยู่ใกล้เตียง

1.4 จัดให้นักเรียนนอนหงายวางแขนข้างลำตัว

1.5 ถ้านักเรียนช่วยตนเองไม่ได้เลย ให้ผู้ช่วยเหลือใช้มือด้านไกลตัวนักเรียนจับไหล่ด้านใกล้ตัวผู้ช่วยเหลือ  มืออีกข้างหนึ่งให้วางอยู่ข้างเตียง   ถ้านักเรียนพอช่วยเหลือตนเองได้บ้างให้ผู้ช่วยเหลือย่อเข่าแล้วใช้แขนด้านใกล้ตัวนักเรียนสอดเข้าไปที่ไหล่นักเรียนแล้วใช้มือโอบต้นแขนนักเรียนไว้ แขนอีกข้างปล่อยข้างลำตัว

12

1.6 ผู้ช่วยเหลือย้ายน้ำหนักตัวจากขาหน้ามาที่ขาหลังและย่อตะโพกลง

1.7 ยกไหล่นักเรียนขึ้นและจัดให้นักเรียนนั่ง

13

  1. การช่วยเหลือนักเรียนลุกนั่งห้อยเท้าข้างเตียง สามารถทำได้ดังนี้

 2.1 บอกให้ทราบ

2.2 จัดให้นักเรียนนอนตะแคงหันหน้าเข้าหาผู้ช่วยเหลือ

2.3 ผู้ช่วยเหลือยืนอยู่ข้างเตียงแยกเท้ากว้างตรงระดับสะโพกนักเรียนหันหน้าไปทางปลายเตียง

 

14

 

2.4 ผู้ช่วยเหลือสอดแขนข้างหนึ่งใต้ไหล่และมืออีกข้างหนึ่งจับต้นขานักเรียนไว้

15

2.5 ผู้ช่วยเหลือหมุนตัวใช้มือข้างที่จับไหล่นักเรียนยกตัวขึ้น  มืออีกข้างหนึ่งจับต้นขานักเรียนหมุนให้เท้าห้อยลงเตียง  ขณะเดียวกับที่ผู้ช่วยเหลือถ่ายน้ำหนักมาที่ขาหลัง

16

2.6 จัดนักเรียนให้นั่งเท้าห้อยลงข้างเตียงในท่าที่สบาย

  1. การเคลื่อนย้ายนักเรียนจากเตียงไปเก้าอี้หรือรถเข็น สามารถทำได้ดังนี้

3.1 บอกให้ทราบ

3.2 ให้นักเรียนสวมเสื้อผ้าที่เหมาะสม

3.3 ช่วยให้นักเรียนนั่งเท้าห้อยลงข้างเตียง

3.4 ให้ผู้ช่วยเหลือสวมรองเท้า พื้นรองเท้าควรมีรอยหยักเพื่อจะได้ไม่ลื่น

3.5 วางเก้าอี้หรือรถเข็นไว้ข้างเตียงให้ใกล้นักเรียนมากที่สุด ถ้าเป็นรถเข็นให้ล็อคล้อไว้ก่อน หันพนักพิงไว้ด้านปลายเตียง

3.6 ผู้ช่วยเหลือยืนหันหน้าไปทางนักเรียนในท่าที่ก้าวเท้าข้างที่อยู่ใกล้เก้าอี้ไปข้างหน้า

17

3.7 ให้วางมือทั้งสองข้างบนไหล่ผู้ช่วยเหลือและมือของผู้ช่วยเหลือจับเอวนักเรียนแต่ละข้าง

18

3.8 เมื่อนักเรียนก้าวลงพื้นห้องหรือม้ารองเท้า ผู้ช่วยเหลือใช้เข่าขาหน้ายันเข่านักเรียนไว้

19

3.9 เมื่อนักเรียนทรงตัวได้ดีแล้ว ผู้ช่วยเหลือถอยเท้าหน้ามาข้างหลัง และพยุงนักเรียนให้ยืนอยู่หน้าเก้าอี้หรือรถเข็น

3.10 ผู้ช่วยเหลือย่อเข่าและตะโพกขณะช่วยให้นักเรียนหย่อนตัวลงนั่งเก้าอี้หรือรถเข็น

3.11 จัดนักเรียนให้นั่งในท่าที่สบาย

20

  1. การบริหารและการเคลื่อนไหวข้อแขนและขา

มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการยึดติดของข้อต่างๆ เริ่มแรกให้สังเกตว่านักเรียนสามารถเคลื่อนไหวได้มากน้อยเพียงใด ถ้านักเรียนสามารถเคลื่อนไหวข้อต่างๆได้เต็มที่ก็ให้เขาเคลื่อนไหวด้วยตนเอง แต่สำหรับนักเรียนที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวข้อแขนและขา ได้เต็มที่จะต้องมีคนช่วยทำให้

การเคลื่อนไหวทำอย่างนุ่มนวลและถูกทิศทาง ให้สังเกตสีหน้านักเรียนทุกครั้งที่ทำการเคลื่อนไหวว่ามีความเจ็บปวดหรือไม่    ถ้ามีอาการเจ็บปวดให้หยุด

วิธีการ  มีดังนี้

  1. ช่วยยกแขนขึ้นและลงสลับกัน โดยทำข้างซ้ายและขวา ทำอย่างน้อยท่าละ 10 ครั้ง

21                           22

 

2. ช่วยกางแขนและหุบแขนทำทั้งซ้ายและขวา  อย่างน้อยท่าละ 10 ครั้ง

23

3. ช่วยงอและเหยียดข้อศอก ทำทั้งซ้ายและขวา อย่างน้อยท่าละ 10 ครั้ง

24                    25

 

4. ช่วยการคว่ำและหงายฝ่ามือ ทำทั้งซ้ายและขวา อย่างน้อยท่าละ 10 ครั้ง

26                    27

5. ช่วยการกระดกข้อมือขึ้นลงทำทั้งซ้ายและขวา อย่างน้อยท่าละ 10 ครั้ง

28                   29

 

6. การช่วยงอและเหยียดนิ้วมือ ทำทั้งซ้ายและขวา อย่างน้อยท่าละ 10 ครั้ง

30                  31

7. ช่วยงอและเหยียดข้อสะโพกและเข้าไปพร้อมๆกันทำทั้งซ้ายและขวาอย่างน้อยท่าละ 10 ครั้ง

32                  33

8. ช่วยยืดกล้ามเนื้อหลังข้อเข่า  ทำทั้งซ้ายและขวาอย่างน้อยท่าละ 10 ครั้ง

34

 

9. ช่วยกางขาและหุบขาทำทั้งซ้ายและขวาอย่างน้อยท่าละ 10 ครั้ง

35         36

 

10. ช่วยยืดเอ็นร้อยหวายทำทั้งซ้ายและขวาอย่างน้อยท่าละ 10 ครั้ง

37        38

11. ช่วยงอและเหยียดข้อเข่าขณะที่ผู้พิการนอนคว่ำ ทำทั้งซ้ายและขวาอย่างน้อยท่าละ 10 ครั้ง

39        40

 

การบริหารร่างกายโดยวิธีใช้ถุงทราย

สำหรับผู้พิการที่สามารถบริหารร่างกายได้ด้วยตนเองเกือบเหมือนคนปกติต้องใช้การบริหารร่างกายโดยวิธีใช้ถุงทราย เพื่อให้กล้ามเนื้อมีกำลังมากยิ่งขึ้น วิธีการทำถุงทราย มีขั้นตอนดังนี้

  1. ใช้ผ้าดิบ ผ้าใบ หรือผ้าใยสังเคราะห์ ขนาดพอเหมาะกับแขนหรือขา
  2. พับผ้าแล้วเย็บให้เป็นถุง
  3. ทำแถบผ้า 4 ชิ้น และเย็บติดกับผ้า เพื่อไว้สำหรับผูก หรือติดแถบเวลโก้หรือตีนตุ๊กแก
  4. ใส่ทรายหรือก้อนกรวดลงในถุง จนได้น้ำหนักที่ต้องการ แล้วเย็บปิดปากถุงหรือติดซิป

41

  วิธีการ

  1. หาน้ำหนักที่มากที่สุดที่ยกได้ 10 ครั้งโดยไม่มีอาการสั่นหรือมีการชดเชยการเคลื่อนไหว
  2. ผูกถุงทรายไว้ที่แขนหรือขา
  3. ให้บริหารร่างกายดังต่อไปนี้ (การบริหารร่างกายควรทำซ้ำๆ อย่างน้อยท่าละ 8-12 ครั้ง)

ท่าเริ่มต้น : นอนหรือนั่ง
ขั้นตอนการปฏิบัติ : ผูกถุงทรายบริเวณรอบข้อมือ หากรัดแน่นเกินไป ให้ใช้ผ้าขนหนูรองก่อนผูกถุงทราย จากนั้นยกแขน-ขึ้นลงช้า ๆ จนสุดช่วงการเคลื่อนไหว

3.1 ยกแขนขึ้นลงตรงๆ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหัวไหล่ด้านหน้า

ข้อควรระวัง

1. หากทำไม่ได้หรือมีการสั่นขณะเคลื่อนไหว ให้เลื่อนถุงทรายมาที่ข้อศอกค่อนมาด้านต้นแขน

2. ห้ามกลั้นหายใจขณะออกแรงยกน้ำหนัก เพราะจะทำให้หน้ามือหมดสติได้

42      43

3.2 กางแขน  หุบแขน เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหัวไหล่ส่วนกลาง

44      45

3.3 งอและเหยียดข้อศอก เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการงอศอก

46      47

3.4 งอและเหยียดข้อศอก เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการงอศอก

48      49

3.5 การงอข้อสะโพก เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่ใช้งอสะโพก

ท่าเริ่มต้น : นอนหงาย

ขั้นตอนการปฏิบัติ : ผูกถุงทรายบริเวณข้อเท้า จากนั้นยก-ขึ้นลงตรง ๆ

ท่าเริ่มต้น : ท่านั่งโดยงอเข่า งอสะโพก

ขั้นตอนการปฏิบัติ : ผูกถุงทรายบริเวณข้อเท้า จากนั้นยกขาขึ้น-ลงในท่างอเข่า-งอสะโพก

50      51

 

3.6 กางขา หุบขา เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อสะโพกด้านข้าง

ท่าเริ่มต้น : ท่านอนตะแคง

ขั้นตอนการปฏิบัติ : ผูกถุงทรายบริเวณข้อเท้าข้างตรงข้ามกับด้านที่ตะแคง ยกขาขึ้น-ลงตรงๆช้าๆ จนสุดช่วงการเคลื่อนไหว

52      53

 

 3.7 นอนคว่ำ เหยียดเข่าตรงแล้วยกขึ้น-ลง เพื่อเพิ่มความแข็งแรงกล้ามเนื้อสะโพกด้านหลัง

ท่าเริ่มต้น : ท่านอนคว่ำ

ขั้นตอนการปฏิบัติ : ผูกถุงทรายบริเวณข้อเท้า ยกขาขึ้น-ลงตรงๆช้าๆ จนสุดช่วงการเคลื่อนไหว

54      55

 

 3.8 นอนคว่ำแล้วงอ-เหยียดเข่า เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการงอเข่า

ท่าเริ่มต้น : ท่านอนคว่ำ

ขั้นตอนการปฏิบัติ : ผูกถุงทรายบริเวณข้อเท้า งอ-เหยียดเข่าช้าๆ จนสุดช่วงการเคลื่อนไหว

56      57

3.9 นั่งงอและเหยียดเข่าสลับกัน เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการเหยียดเข่า

ท่าเริ่มต้น : ท่านั่ง

ขั้นตอนการปฏิบัติ : ผูกถุงทรายที่ข้อเท้า จากนั้นออกแรงเหยียดเข่าให้เต็มที่

58          59

 

 3.10 ยืนเขย่งปลายเท้า เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อน่อง

ท่าเริ่มต้น : ท่ายืน

ขั้นตอนการปฏิบัติ : ผูกถุงทรายที่ข้อเท้า จากนั้นยืนเขย่งปลายเท้า

60           61

 

การช่วยเหลือการฝึกการใช้มือในเด็กสมองพิการ

เด็กสมองพิการจะมีปัญหาทักษะการใช้มือ เนื่องจากมีการเกร็งของกล้ามเนื้อแขนและมือเด็กบางรายอาจมีปัญหาด้านสายตา  ด้านการมองเห็น การได้ยินร่วมด้วย  เช่นเด็กมีปัญหาตาเข สายตาสั้น ยาว  ความคมชัดของการรับภาพ การแกว่งของลูกตา หูตึงหรือหนวก ปัจจัยดังกล่าว เหล่านี้จึงมีผลต่อการรับรู้การเรียนรู้ของเด็กปัญหาหลักของพัฒนาการใช้มือในเด็กสมองพิการได้แก่

  1. มือกำแน่นตลอดเวลา นิ้วหัวแม่มือกำงอในฝ่ามือ ควบคุมการแบมือออกไม่ได้
  2. ไม่สามารถเคลื่อนไหวท่อนแขน ตั้งแต่ข้อไหล่ ข้อศอก ข้อมือ
  3. มีความลำบากในการควบคุมศีรษะและลำตัว

การจัดท่าในเด็กสมองพิการเพื่อใช้มือ

  • ควรจัดให้เด็กมีศีรษะตรง หรือช่วยประคองศีรษะ อาจจัดท่าเล่นที่เหมาะสมให้เด็กนอนคว่ำนั่ง ยืน (ในเด็กโต)
  • ควรจัดให้ ลำตัวตรงมั่นคง ไม่ล้มง่าย โดยช่วยจับประคองสะโพกทั้งสองข้าง
  • ควรจัดให้แขนมาอยู่ด้านหน้าของลำตัว มือทั้งสองข้างอยู่ในระดับสายตาที่เด็กมองเห็นมือตนเองได้
  • จากนั้นฝึกให้เด็กเรียนรู้วิธีการเอื้อมมือ การจับกำของเล่นไปในทิศต่างๆและการปล่อยของโดยตั้งใจ

การช่วยเหลือ/วิธีการฝึกการใช้มือเบื้องต้น

  1. การจัดท่าทางของแขนและมือจับที่บริเวณข้อศอกค่อยๆหมุนแขนออกและเหยียดในขณะเดียวกันจับมือเด็กโดยให้นิ้วหัวแม่มือออกมาก่อนงอข้อมือขึ้นช้าๆใน   ขณะที่เหยียดนิ้วออกทั้ง 4 นิ้ว

62    63

 

  1. การเอื้อมมือ หมายถึง การที่เด็กยื่นมือ แขน ไหล่ออกจากลำตัวไปในทิศทางที่ต้องการและสัมผัส/จับของได้ ใช้ของเล่นมีเสียง สีสดใส อยู่ด้านหน้าระดับสายตา หลอกล่อให้เด็กอยากได้ เด็กจะเอื้อมมือมาจับวัตถุหากแด็กทำไม่ได้ให้ช่วยจับประคองศอก ยกแขนให้เด็กไปแตะ/สัมผัส/จับของเล่น

64    65

กระตุ้นให้เด็กเอื้อมมือคว้าของเล่นในท่าทางที่เหมาะสม

66    67

  1. การจับของเล่นหมายถึง การใช้ฝ่ามือและนิ้ว  กำวัตถุโดยนิ้วโป้งโอบรอบเพื่อให้ของเล่นอยู่ในกำมือ หากเด็กทำไม่ได้ให้แยกนิ้วโป้งออกมาก่อน อีกสี่นิ้วเหยียดออกจากนั้นนำของเล่นที่มีด้าม/ทรงกระบอก ใส่มือให้เด็กกำ และควรฝึกให้เด็กมีโอกาสทำบ่อย ๆ

                                    กำทั้งมือ                                                                                         ใช้นิ้วโป้งและนิ้วอื่นๆ

68                   69

 

ใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้

70

                   กำของรูปทรงกระบอก                                                 หากทำได้ควรปล่อยให้ทำเอง

71   72

 

  1. การนำของเล่นไปในทิศทางต่างๆ หมายถึง การที่เด็กสามารถกำสิ่งของและนำเอาสิ่งของไปวางไว้ตามต้องการได้ หากเด็กทำไม่ได้ ให้ช่วยจับแขน มือของเด็กเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่ต้องการจะวางของเล่น

73       74

2. การปล่อยของเล่น หมายถึง การที่เด็กของโดยเหยียดนิ้วมือออก เพื่อให้ของที่กำถูกปล่อยโดยตั้งใจได้

75

วิธีการช่วยเหลือการทำกิจวัตรประจำวันในเด็กสมองพิการเบื้องต้น

1.การรับประทานอาหาร

1.1 การดูดนม นมมีสารอาหารที่จำเป็นในการเติบโต ในเด็กสมองพิการจะต้องมีการจัดท่าในการให้นมลูก ดังรูป

ควรจัดให้อยู่ในท่ากึ่งนั่ง กึ่งนอน โดยให้ศีรษะเอนมาด้านหน้าจับหัวไหล่ให้งุ้มมาด้านหน้าสะโพกงอและประคองที่หน้าอกไว้

76

 

1.2 การป้อนอาหาร

นำถังมาตัดเป็นที่นั่งของเด็ก โดยใช้ผ้า/เบาะวางในถัง เพื่อให้เด็กไม่เกร็งตัวแอ่นไปด้านหลัง จัดท่ากึ่งนั่งกึ่งนอนใช้เบาะหนุนหลังและควรป้อนอาหารเด็กไปทางด้านหน้าระวังอย่าให้อาหารเด็กด้านบนเพราะทำให้เด็กต้องหงายศีรษะ

77

78      79

 

1.3 การนั่งรับประทานอาหารไม่ควรจับดันท้ายทอยเด็กมาด้านหน้าควรช่วยโดยการใช้มือโอบรอบไหล่และโน้มตัวมา ด้านหน้าหรือจัดเก้าอี้ที่มีความสูงเหมาะสมกับเด็ก

80     81

82            83

 

  1. การแต่งตัวใส่เสื้อและกางเกงไม่ควรทำในเด็กที่ลำตัวเกร็งแอ่นไปด้านหลังแต่ควรช่วยเหลือโดยให้เด็กนอนคว่ำ สะโพกงอและแขนอยู่ด้านหน้า

84          85

 

ในท่านั่งช่วยจับสะโพกลำตัวเด็กโน้มมาด้านหน้า                      ในท่านั่งสวมเสื้อจับกดเข่าเท้าวางราบพื้น

86    87

เด็กบางรายอาจนอนหงายสวมกางเกง

88

  1. การขับถ่าย

การช่วยเหลือเด็กสมองพิการในการขับถ่าย บางรายมีความจำเป็นต้องประยุกต์อุปกรณ์เพื่อความเหมาะสมกับความพิการ และควรปล่อยโอกาสให้เด็กช่วยเหลือตนเอง เช่น การถอดกางเกง ทำความสะอาดหลังขับถ่าย หรือมีที่ยึดเกาะขณะขับถ่าย

89  90

91

เด็กที่นั่งไม่ได้ให้ทำกระโถนหมอนลิ่มเจาะรูตรงกลางสอดใต้ก้นเด็ก

92  93

  1. การอาบน้ำ

เด็กที่มีการเกร็งแอ่นของหลังควรช่วยเหลือขณะอุ้ม โดยโอบไหล่ให้งุ้มมาด้านหน้าเข่างอ

94  95

หากเด็กนั่งทรงตัวได้บ้าง ใช้ผ้าผูกประคองหลัง เพื่อฝึกใช้มือช่วยเหลือตัวเองขณะอาบน้ำ

96

การฝึกกระตุ้นกล้ามเนื้อปาก

การสูญเสียการควบคุมกล้ามเนื้อบริเวณส่วนล่างของใบหน้า ข้างเดียวกับที่เป็นอัมพาตเป็นอาการที่พบได้บ่อยหลังจากการเกิดภาวะโรคหลอดเลือดสมอง การอ่อนแรงของกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า การปิดปาก การเคลื่อนไหวของลิ้น ทำให้มีภาวะน้ำลายไหลปากเบี้ยว มีปัญหาในการเคี้ยวและกลืน บางรายอาจพบว่ามีปัญหาในการหายใจและทำให้มีปัญหาในการเปล่งเสียงพูด

97

การฝึกการควบคุมริมฝีปาก

1. การนวดกล้ามเนื้อรอบ ๆริมฝีปากเพื่อช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อในการปิดริมฝีปาก

2. ให้ผู้ป่วยอ้าปากกว้างและหุบสลับกัน

3. ให้ผู้ป่วยทำท่าทางยิ้มและจูบสลับกัน

4. ให้ผู้ป่วยเม้มปากหนีบกระดาษ

5. ให้ผู้ป่วยออกเสียง ปา ปี ปู โป เป

6. ให้ผู้ป่วยใช้หลอดเป่าใบพัดกังหันหรือฟองสบู่

การฝึกควบคุมขากรรไกร

1. ผู้บำบัดใช้นิ้วช่วยควบคุมการเคลื่อนไหวขากรรไกรของผู้ป่วย

2. ให้ผู้ป่วยอ้าปากกว้างที่สุดเท่าที่จะทำได้

3. ฝึกเคลื่อนไหวขากรรไกรจากซ้ายไปขวาและขวาไปซ้ายสลับกัน

การฝึกการเคลื่อนไหวลิ้น

1. การใช้ไม้กดลิ้นกดโยกไปมาตามแนวระนาบ

2. ฝึกให้ผู้ป่วยแลบลิ้นและใช้ลิ้นดันกระพุ้งแก้ม

3. ฝึกให้ผู้ป่วยออกเสียง ลา ลี ลู โล เล

4. การฝึกการม้วนลิ้นกลับเพื่อช่วยเพิ่มความสามารถในการกลืน

98

การฝึกการกลืน

  1. ท่าทางที่เหมาะสมในการฝึกกลืนคือ ท่าที่ให้ผู้ป่วยนั่งตัวตรง ก้มหน้าเล็กน้อย แขนและมือวางบนโต๊ะ ให้ข้อศอกงอประมาณ 90 องศา เท้าวางราบบนพื้น การจัดท่าทางที่เหมาะสมจะช่วยลดการสำลักได้
  2. อาหารที่เป็นของเหลวหรือน้ำจะเสี่ยงต่อการเกิดการสำลักได้มากกว่าอาหารพวกเหลวข้นโดยเฉพาะในรายที่มีปฏิกิริยาการกลืนล่าช้า
  3. อาหารที่เหลือตกค้างอยู่ในปากอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการสำลัก ในระยะแรกควรเริ่ม
  4. ผู้ป่วยควรดูแลช่องปากให้สะอาดอยู่สม่ำเสมอ
  5. ปรึกษานักกิจกรรมบำบัดหรือนักอรรถบำบัดในการรักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาในการกลืน

ฝึกการกลืนอาหารทีละน้อยก่อน

 

 

โปรแกรมการฝึก Speech Mechanism Program สำหรับเด็กสมองพิการ ดาวน์ซินโดรม และออทิสติก ที่ยังออกเสียงพูดไม่ได้

  1. กลไกการหายใจและการออกเสียง

กิจกรรม 1 ลากเสียง สระอา ให้นานที่สุด โดยให้เด็กหายใจเข้าเต็มที่ก่อนลากเสียงนั้น อาจ

ใช้การกระตุ้นประสาทสัมผัส โดยการใช้นิ้วมือผู้ฝึกลากตามแขนถึงหลังมือ เพื่อให้เด็กรับรู้ว่าต้องออกเสียงตามการสัมผัสให้นานที่สุด

กิจกรรม 2 ลากเสียง สระอู ให้นานที่สุด โดยให้เด็กหายใจเข้าเต็มที่ ก่อนลากเสียงนั้นอาจใช้การกระตุ้นประสาทสัมผัส โดยการใช้นิ้วมือผู้ฝึกลากตามแขนถึงหลังมือ เพื่อให้เด็กรับรู้ว่าต้องออกเสียงตามการสัมผัสให้นานที่สุด

หมายเหตุ ถ้าเด็กทำไม่ได้ให้ห่อริมฝีปากเป็นรูปสระอู ช่วยนำก่อน

กิจกรรมที่3 ลากเสียง สระออ ให้นานที่สุด โดยให้เด็กหายใจเข้าเต็มที่ก่อนลากเสียงนั้น อาจใช้การกระตุ้นประสาทสัมผัส โดยการใช้นิ้วมือผู้ฝึกลากตามแขนถึงหลังมือ เพื่อให้เด็กรับรู้ว่าต้องออกเสียงตามการสัมผัสให้นานที่สุด

หมายเหตุ ถ้าเด็กทำไม่ได้ให้ห่อริมฝีปากเป็นรูปสระออ ช่วยนำก่อน

    กิจกรรมที่ 4 ลากเสียง สระโอ ให้นานที่สุด โดยให้เด็กหายใจเข้าเต็มที่ก่อนลากเสียงนั้น อาจใช้การกระตุ้นประสาทสัมผัส โดยการใช้นิ้วมือผู้ฝึกลากตามแขนถึงหลังมือ เพื่อให้เด็กรับรู้ว่าต้องออกเสียงตามการสัมผัสให้นานที่สุด

หมายเหตุ ถ้าเด็กทำไม่ได้ให้ห่อริมฝีปากเป็นรูปสระโอ ช่วยนำก่อน

กิจกรรมที่ 5 ลากเสียง สระเอ  ให้นานที่สุด โดยให้เด็กหายใจเข้าเต็มที่ก่อนลากเสียงนั้น อาจใช้การกระตุ้นประสามสัมผัส โดยการใช้นิ้วมือฝู้ฝึกลากตามแขนถึงหลังมือ เพื่อให้เด็กรับรู้ว่าต้องออกเสียงตามการสัมผัสให้นานที่สุด

หมายเหตุ ถ้าเด็กทำไม่ได้ให้ห่อริมฝีปากเป็นรูปสระเอ ช่วยนำก่อน

กิจกรรมที่ 6 ลากเสียง สระแอ ให้นานที่สุด โดยให้เด็กหายใจเข้าเต็มที่ ก่อนลากเสียงนั้น อาจใช้การ กระตุ้นประสาทสัมผัส โดยการใช้นิ้วมือผู้ฝึกลากตามแขนถึงหลังมือ เพื่อให้เด็กรับรู้ว่าต้องออกเสียงตามการสัมผัสให้นานที่สุด

หมายเหตุ ถ้าเด็กทำไม่ได้ให้ห่อริมฝีปากเป็นรูปสระแอ ช่วยนำก่อน

กิจกรรมที่ 7 ลากเสียง สระอี ให้นานที่สุด โดยให้เด็กหายใจเข้าเต็มที่ ก่อนลากเสียงนั้น อาจใช้การ กระตุ้นประสาทสัมผัส โดยการใช้นิ้วมือผู้ฝึกลากตามแขนถึงหลังมือ เพื่อให้เด็กรับรู้ว่าต้องออกเสียงตามการสัมผัสให้นานที่สุด

หมายเหตุ ถ้าเด็กทำไม่ได้ให้ห่อริมฝีปากเป็นรูปสระอี ช่วยนำก่อน

กิจกรรมที่ 8-14 ฝึกออกเสียง ว ผสมสระตามกิจกรรมที่ 1-7

 

เรียบเรียงโดย

นางสาวบัวเรียม   พรมจีน  ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนศรีสังวาลย์เชียงใหม่

นายนวพล   คมบาง  พนักงานราชการ  โรงเรียนศรีสังวาลย์เชียงใหม่

 

 

เอกสารอ้างอิง

ขวัญหทัย วิเชียรเครือ. (2550). การปฐมพยาบาลการทำแผลทั่วไป.

แหล่งที่มา http.//cybersea.pattaya.go.th/Cyberseaknowledgh/index.php?option=com_content&task=view&id=15&Itemid=2

คณะกรรมการสุขศึกษา งานการพยาบาลผู้ป่วยออร์โธปิดิกส์  ฝ่ายการพยาบาล โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่. (2541).
แผ่นภาพเรื่อง กายอุปกรณ์เสริม. เชียงใหม่: กระทรวงสาธารณสุข.

โครงการการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการในชุมชน แผนงานควบคุมโรคไม่ติดต่อ  กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. (2534). การช่วยเหลือการฝึกการใช้มือในเด็กสมองพิการ คู่มือครู การฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการในชุมชน. กรุงเทพฯ: กระทรวงสาธารณสุข.

ชมรมคนรักษ์ภาษาไทย. (2551). เทคนิคการช่วยเหลือคนพิการที่ใช้รถเข็น. แหล่งที่มาhttp://www.oknation.net/blog/print.php?id=264437

ช่วงชัย แสงแจ้และคณะ. (2548). หลักทั่วไปในการปฐมพยาบาล เบื้องต้น เอกสารประกอบคำบรรยาย การอบรมหลักสูตรเจ้าหน้าที่อาสาสมัคร Beach guard. กรมแพทย์ทหารเรือ: กระทรวงสาธารณสุข

น.พ.สมชาย กาญจนสุต. (2551). การปฐมพยาบาลผู้ป่วยชักเกร็ง. ศูนย์กู้ชีพนเรนทร. แหล่งที่มา www.narenthorn.or.th

นักสังคมสงเคราะห์. (2551). แนะแนวอาชีพ. แหล่งที่มา http://www.xn--72c0baa2eyce3a4p.com/ตำแหน่ง/นักสังคมสงเคราะห์-Social-Workers.html

พญ.ปาริชาต วิชัยตะ. (2554). การดูแลผู้ป่วยที่คาสายสวนปัสสาวะ กลุ่มการพยาบาล โรงพยาบาลบ้านหลวง.แหล่งที่มา http://nursebl.com/index.php?option=com_content&view=article&id= article&id=44:joomla-security-strike-team&catid=38:ward&Itemid=64

พระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ. 2547.  กายภาพบำบัดความหมาย. (2547). แหล่งที่มา  http://www. panyathai.or.th/wiki/index.php/กายภาพบำบัด

พึงพิศ ศรีสืบ. (2549). เอกสารประกอบคำบรรยาย เรื่องการฝึกการใช้มือในเด็กสมองพิการ. งานกิจกรรมบำบัด สถาบันพัฒนาการเด็กราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต: กระทรวงสาธารณสุข

วิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้าจันทบุรี สถาบันพระบรมราชชนก สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวง สาธารณสุข. (2551). เอกสารประกอบการสอนรายวิชา หลักการและเทคนิคการพยาบาล สำหรับ นักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิต ชั้นปีทื่ 2. จันทบุรี: กระทรวงสาธารณสุข

Leave a Reply