แนวทางการดูแลและสอนเด็กออทิสติกเบื้องต้น

 

แนวทางการดูแลและสอนเด็กออทิสติกเบื้องต้น

เด็กออทิสติกจะมีโลกส่วนตัวมักอยู่กับตัวเองเป็นโลกของตัวเอง และมีการตอบสนองได้ดีต่อสิ่งที่มีโครงสร้างที่เป็นระบบ ระเบียบ มีความสม่ำเสมอ การจัดการเรียนการสอนสำหรับเด็กออทิสติกควรเป็นกลุ่มเล็กๆ ส่วนเด็กทีมีอาการรุนแรงควรมีอัตราส่วนการดูแลครูต่อเด็กเป็น 1:1 โดยการฝึกหรือการดูแลเด็กเล็กๆควรนำเด็กออกจากโลกของตนเองสู่สังคมเล็กๆที่เป็นกลุ่มคนใกล้ชิด พ่อแม่ หรือผู้ดูแล และครูผู้สอน โดยการให้การช่วยเหลือเบื้องต้นควรมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาปฏิสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับผู้เลี้ยงดู โดยใช้วิธีที่หลากหลายเพื่อดึงเด็กเข้ามาหาเราและกระตุ้นการตอบสนองทางบวกของเด็ก วิธีการฝึกเบื้องต้นในคู่มือฝึกและดูแลเด็กออทิสติกสำหรับผู้ปกครอง ของโรงพยาบาลยุวประสาทไวทโยปถัมภ์  และการจัดกิจกรรมเพื่อให้เด็กมีการตื่นตัว หรือสงบลง มีดังนี้

การกระตุ้นประสาทสัมผัสทั้ง 5 เพื่อให้เด็กมีการตอบสนองต่อการกระตุ้นประสาทสัมผัสทั้ง 5 โดยใช้การฝึกอย่างต่อเนื่องจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก ขั้นตอนการจัดกิจกรรมต้องมีการคัดกรอง ประเมินเด็ก ดังนี้  ครูคัดกรองเด็กโดยใช้แบบคัดกรองคนพิการทางการศึกษาก่อนว่าเมื่อพบว่ามีแนวโน้มเป็นกลุ่มออทิสติกส่งให้แพทย์วินิจฉัย หากมีการวินิจฉัยว่าเป็นออทิสติกหรือมีความบกพร่องด้านการรับความรู้สึกส่งบำบัดรักษาโดยนักกิจกรรมบำบัดซึ่งจะมีแบบประเมินของนักกิจกรรมบำบัด แบบประเมินความบกพร่องด้านการบูรณาการประสาทรับความรู้สึก หรือ แบบเก็บข้อมูลพื้นฐานและประวัติการประกอบกิจกรรม ซึ่งผู้ให้ข้อมูลคือผู้ปกครองของเด็กหรือผู้เลี้ยงดูใกล้ชิด การเก็บข้อมูลจำเป็นต้องมีการรวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่งทั้งจากตัวเด็กเอง สิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก พ่อแม่ผู้ปกครอง ครู เป็นต้น และเมื่อพบว่าเด็กมีความบกพร่องด้านใด นักกิจกรรมบำบัดและครูร่วมกันออกแบบจัดกิจกรรมเพื่อบำบัดรักษา ปัญหาของการบูรณาการการรับความรู้สึกแบ่งประเภทของคนที่แสดงพฤติกรรมการรับความรู้สึกบกพร่องให้เห็น คือ 1) กระบวนการรับความรู้สึกน้อยกว่าปกติ 2) กระบวนการรับความรู้สึกมาก กว่าปกติ และกระบวนการรับความรูสึกที่ครอบคลุมทั้งข้อ1 และข้อ 2 (ปนัดดา วงศ์จันตา, 2551) แนวทางการจัดกิจกรรมส่งเสริมการบูรณาการประสาทความรู้สึกในเด็กออทิสติก มีดังนี้

  • การกระตุ้นประสาทสัมผัสทางกาย เด็กที่มีพฤติกรรมค้นหาสิ่งเร้าน้อย อาจฝึกการเล่นที่มีการสัมผัสทางกายมากๆเพื่อให้เด็กมีความตื่นตัว เช่น การนวดตัว การอุ้ม การกอดรัด การเล่นจั๊กจี้ การเล่นปูไต่ สิ่งเหล่านี้แสดงออกถึงความรักเพื่อดึงเด็กออกจากโลกส่วนตัวแล้วเข้ามาหาเรา และควรทำปกติอย่างสม่ำเสมอ กิจกรรมทีทำให้เด็กสงบลง เช่น การกอดรัดโดยใช้ผ้าขนหนูหรือผ้าห่มนิ่มๆ การจับมือทั้งสองข้างพร้อมกัน และจัดสถานที่ที่เงียบสงบมีหมอนหรือผ้าห่มนิ่ม เป็นต้น
  • การกระตุ้นประสาทสัมผัสทางตา ในกลุ่มเด็กออทิสติกมีปัญหาด้านการสบตาดังนั้นการกระตุ้นให้เด็กในระยะแรกเริ่มควรเน้นที่การมองสบตาก่อนสำหรับเด็กที่ต้องการค้นหาสิ่งเร้าอาจจัดกิจกรรมที่ใช้ปากกาเน้นข้อความที่เป็นสีสะท้อนแสง จัดห้องให้มีความสว่าง ส่วนเด็กที่มีพฤติกรรมตอบสนองต่อสิ่งเร้ามากควรจัดห้องที่ลดแสงไป ใช้อุปกรณ์กั้นแสง เป็นต้น
  • การกระตุ้นประสามสัมผัสทางหู เพื่อเป็นการกระตุ้นการได้ยินใช้เสียงของคนที่ใกล้ชิดเด็กกระตุ้นโดยการกระซิบที่หูของเด็กก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นขยายไปเป็นเสียงอื่นๆเช่นเสียง ดนตรี เสียงสัตว์ กิจกรรมที่ทำให้เด็กมีความตื่นตัวมากขึ้น ควรเป็นเสียงที่มีความแตกต่าง เช่น มีความแตกต่างของระดับเสียง ความแตกต่างของจังหวะเสียงโดยเริ่มจากเสียงเบาแล้วเพิ่มเสียงดังขึ้น จังหวะช้าไปจังหวะเร็ว ส่วนเด็กที่มีการตอบสนองต่สิ่งเร้าได้เร็วควรจัดกิจกรรมเพื่อทำให้เด็กสงบลงโดยการลดเสียงจากสิ่งแวดล้อมและเป็นเสียงดนตรีเบาๆช้าๆ หรืออาจจะเป็นเสียงที่ไม่มีความแตกต่างของระดับเสียงมาก
  • การกระตุ้นประสาทสัมผัสทางจมูก เด็กออทิสติกมีพฤติกรรมชอบดมสิ่งของ การฝึกเด็กควรเริ่มจากการเรียนรู้ความแตกต่างของกลิ่นใกล้ตัวสิ่งแวดล้อมใกล้ตัว เช่นกลิ่นอาหาร กลิ่นผลไม้ ดอกไม้ เริ่มจากกลิ่นอาหารที่เด็กชอบกิน เช่น หอม-ไข่เจียว โดยเด็กที่มีการการตอบสนองสิ่งเร้าน้อยกิจกรรมที่กระตุ้นให้มีการตื่นตัว มีการหยดน้ำหอม หรือนำสิ่งที่มีกลิ่นหอมให้เด็กใช้ เช่นยางลบที่มีกลิ่นผลไม้ เป็นต้น ส่วนเด็กที่ต้องการให้มีความสงบลงกิจกรรมที่ใช้อาจจะหลีกเลี่ยงกลิ่นลง หรือใช้กลิ่นดอกไม้ กลิ่นผลไม้ที่เด็กชอบ เป็นต้น
  • การกระตุ้นประสาทสัมผัสทางลิ้น เพื่อเรียนรู้ความแตกต่างของรสชาติ เช่นเด็กกินแตงโมก็พูดว่า “แตงโม-หวาน” หรือ “มะนาว-เปรี้ยว” หรือ “เกลือ-เค็ม” เป็นต้น

การจับมือเด็กทำกิจกรรมต่างๆ เช่นจับมือจับสิ่งของ จับมือลากเส้น จับมือเขียน จับมือเปิดฝาขวด หรืออื่นๆเป็นต้น

การสอนให้เด็กหันตามเสียงเรียกโดยการเรียกชื่อเด็กทุกครั้ง

การสอนให้เด็กรู้จักตนเอง และบุคคลรอบข้าง โดยสอนให้เด็กรู้จักชื่อตนเอง ชื่อบุคคลในครอบครัว ชื่อครู ชื่อเพื่อนในห้องเรียน

การฝึกทำกิจวัตรประจำวัน

-ฝึกให้เด็กรู้จักสิ่งของเครื่องใช้ของตนเองในชีวิตประจำวัน สอนการเรียกชื่อสิ่งของและการใช้ เช่น ช้อน-ใช้ตักข้าว เป็นต้น

-ฝึกการทำความสะอาดร่างกาย เพื่อให้เด็กได้ฝึกการช่วยเหลือตนเองในการล้างมือ ล้างหน้า การแปรงฟัน การอาบน้ำ การการสระผม  เป็นต้น

-การฝึกการแต่งกาย โดยฝึกการถอดกางเกงที่เป็นผ้าเอวยืด ถอดเสื้อยืด ฝึกการสวมกางเกงเอวยืด สวมเสื้อยืด

-ฝึกการรับประทานอาหาร ฝึกให้เด็กใช้ช้อนในการตักอาหาร

-ฝึกการขับถ่าย เมื่อเด็กมีการขับถ่ายหรือฉี่ออกมา ให้เปลี่ยนกางเกงให้เด็กแล้วสอนคำว่า ฉี่ โดยต้องสังเกตว่าเด็กจะฉี่หรืออึเวลาใดก็พาเด็กไปฉี่ หรือ อึ เวลานั้นพร้อมพูด “ฉี่” หรือ “อึ”

การเล่นและการรับรู้ทางอารมณ์ เด็กออทิสติกจะขาดจินตนาการดังนั้นเพื่อดึงเด็กออกจากตนเองเข้าสู่สังคมโดยการพาเด็กเล่นฝึกให้เด็กเล่นของเล่น ฝึกการส่อสารโดยใช้ท่าทางขณะเล่นของเล่น ฝึกการรับรู้ที่แสดงออกทางสีหน้าที่แตกต่างกัน

การสอนเด็กออทิสติกมีแนวทางในการสอนหลายแนวทางแต่ส่วนใหญ่แล้วจะมีหลักการที่ใกล้เคียงกัน มีเคล็ดลับที่อาจจะแตกต่างกันออกไปเพียงเล็กน้อยดังตัวอย่างเคล็ดลับการสอนนักเรียนออทิสติก

ตามแนวทางการสอนหรือการให้ความช่วยเหลือนักเรียนที่เป็นออทิสติกในห้องเรียนตามแนวทางของ Pat Hensley มีดังนี้

          22 Trip ของ Pat Hensley  มีดังนี้

  1. ใช้การวิเคราะห์งานที่เฉพาะเจาะจงชัดเจนเรียงลำดับความยากง่ายตามขั้นตอน
  2. ใช้ภาษาที่เข้าใจได้ง่ายกับเด็ก เช่น “วางปากกา ปิดหนังสือ ตั้งแถวออกไปข้างนอก” มากกว่าที่จะพูดว่า “ข้างนอกอากาศดี เดี๋ยวเรามาเรียนวิทยาศาสตร์กัน ทันทีที่เธอเขียนงานเสร็จ ปิดหนังสือของเธอแล้วตั้งแถวที่ประตู พวกเราจะไปเรียนเรื่องพืชนอกห้องเรียนกันวันนี้”
  3. สอนทักษะทางสังคมการเปลี่ยนกันพูดการวางระยะห่างระว่างบุคคล
  4. ให้ทางเลือก 2-3 ทางกับเด็ก อย่าให้ตัวเลือกที่มากเกินไป เช่นบอกให้หยิบสีแดง อาจให้ตัวเลือก 2-3 สี ตัวเลือกมากจะทำให้เด็กเกิดความสับสน
  5. เมื่อถามไปแล้วเด็กมองด้วยความว่างเปล่าให้ถามใหม่อีกครั้งและให้เด็กพูดทวนคำถามเพื่อทำให้รู้ว่าเด็กเข้าใจคำถามหรือไม่
  6. หลีกเลี่ยงการพูดเสียดสี เหน็บแนมหรือประชดประชันเพราะเด็กไม่เข้าใจจะทำให้เด็กเข้าใจผิดว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง
  7. หลีกเลี่ยงการใช้สำนวนเด็กจะเกิดความสงสัยไม่เข้าใจ
  8. ให้ตัวเลือกที่ชัดเจนไม่ใช้คำถามปลายเปิด เช่น “ต้องการอ่านหนังสือหรือวาดรูป” มากกว่าจะถามว่า “ต้องการจะทำอะไร”
  9. พูดทวนคำสั่งและตรวจสอบความเข้าใจใช้ประโยคที่สั้นเข้าใจง่าย
  10. มีตารางเวลาที่ชัดเจนเกี่ยวกับกิจวัตรประจำวันและเวลาสำหรับการเล่น
  11. สอนให้เด็กเข้าใจว่า เสร็จ หรือ เรียบร้อยหมายถึงอะไร โดยอาจแสดงภาพงานสำเร็จให้เด็กดูเพื่อเด็กจะได้เห็นภาพว่างานที่สำเร็จเป็นอย่างไร
  12. มีการแจ้งเตือนเด็กเมื่อมีการเปลี่ยนกิจกรรมหรือเปลี่ยนแปลงตารางเวลา
  13. เรียกชื่อเด็กแบบเจาะจงแทนคำพูด “นักเรียน” เพราะการพูดแบบรวม เช่นคำว่า “นักเรียน”เด็กไม่เข้าใจความหมาย
  14. ใช้วิธีการนำเสนอที่เป็นรูปภาพ ภาษากาย หรือการใช้ผู้ช่วยเป็นต้นแบบ
  15. ต้องรู้ว่าการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมบางอย่างของเด็กเป็นผลมาจากความวิตกกังวล
  16. ไม่ถือโทษกับพฤติกรรมหยาบคายหรือก้าวร้าวของเด็กเพราะเป้าหมายความโกรธของเด็กอาจไม่เกี่ยวข้องกับสาเหตุของความโกรธนั้น
  17. หลีกเลี่ยงการกระตุ้นหรืสิ่งเร้าที่มากเกินไป เช่นสีของผนังที่มีสีสดใสเกินไป หรือเสียงดังมากเกินไป เป็นต้น
  18. ควรค้นหาและเชื่อมโยงงานให้ตรงกับความสนใจของเด็ก
  19. สำรวจกระบวนการการเรียนรู้คำศัพท์ของเด็กและการใช้คอมพิวเตอร์พื้นฐานเพื่อการอ่านออกเขียนได้ให้กับเด็ก
  20. เตรียมเพื่อนร่วมชั้นเรียนของเด็กให้ตระหนักถึงความต้องการพิเศษของเด็กเหล่านี้เพื่อไม่ให้มีการกลั่นแกล้งหรือล้อเลียน
  21. อนุญาตไม่ให้เด็กทำกิจกรรมบางอย่างเช่น กีฬา หรือเกมที่เด็กไม่เข้าใจหรือไม่ชอบ และส่งเสริมให้เด็กได้มีโอกาสทำงานร่วมกับคนอื่นบ้าง
  22. อนุญาตให้เด็กทำพฤติกรรมซ้ำๆที่เขาชอบบ้างเป็นการให้รางวัลเมื่อเขามีพฤติกรรมเชิงบวก

 

แหล่งอ้างอิง

 

takingcareandteaching1

Leave a Reply