การจัดการศึกษาสำหรับความพิการทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหวหรือสุขภาพ

การให้บริการช่วยเหลือในระยะแรกเริ่มสำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหวหรือสุขภาพ

การฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการเป็นกระบวนการที่จะช่วยให้คนพิการเข้าใจตนเองในเรื่องต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาความสามารถและศักยภาพในการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขตามอัตภาพในสังคม การช่วยเหลือจะดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา ซึ่งมีเทคนิควิธีการช่วยเหลือที่แตกต่างกันไป และมีนักให้คำปรึกษาในงานฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการเป็นผู้ที่เก็บรวบรวมข้อมูลและประสานงานทุกขั้นตอนของกระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพ  สำหรับผู้บริหารงานฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ ซึ่งมีส่วนในการกำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติด้านคนพิการควรมีวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นให้คนพิการและครอบครัวเกิดความมั่นใจในเรื่องโอกาสทางการศึกษา การจ้างงาน ความรู้สึกเท่าเทียมกัน การได้รับการสนับสนุนจากสังคม ลักษณะของผู้บริหารในงานฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการของไทย ได้แก่ การมีเจตคติที่ดีต่อคนพิการและผู้ร่วมงาน การให้ความสำคัญกับการทำงานเป็นทีมและการสร้างเครือข่าย การยอมรับศักยภาพคนพิการ มีความรู้ความเข้าใจคนพิการและมีประสบการณ์การให้บริการฟื้นฟูสมรรถภาพสำหรับคนพิการ มีความรู้ด้านกฎหมาย ชุมชน และสังคม  ตลอดจนการบริหารจัดการองค์กร เป็นแบบอย่างที่ดีในเรื่องการเป็นผู้ประสานงาน การรับฟังความคิดเห็นผู้อื่น เป็นที่ปรึกษา มีทักษะในการสื่อสาร กล้าเปลี่ยนแปลงและตัดสินใจ มีความคิดริเริ่ม เป็นต้น

ในระดับปฏิบัติ การให้บริการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการที่สำคัญด้านหนึ่งคือ การฟื้นฟูด้านอาชีพ ซึ่งเป็นกระบวนการช่วยเหลือคนพิการด้วยเทคนิคและวิธีการต่างๆ เพื่อให้สามารถได้รับการจ้างงานและทำงานได้อย่างมีความสุข

สหวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับการดูแลนักเรียนที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ

นักเรียนที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพจำเป็นต้องได้รับการดูแลจากนักสหวิชาชีพต่าง ๆ ทั้งทางด้านการแพทย์ การศึกษา ทางสังคมและชุมชน เพื่อให้นักเรียนได้ใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างอิสระ ไม่เป็นภาระต่อบุคคลในครอบครัว และสังคม ดังนั้นนักสหวิชาชีพที่เกี่ยวข้องเหล่านี้ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนานักเรียน

นักกายภาพบำบัด (Physical Therapy)

คือ ผู้ที่ทำหน้าที่ในการส่งเสริม ป้องกัน รักษาและฟื้นฟู สมรรถภาพของร่างกาย หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายแก่ผู้ที่มีความผิดปกติเนื่องจากโรคหรือการได้รับบาดเจ็บ การรักษาทางกายภาพบำบัด

กิจกรรมบำบัด (Occupational Therapy)

เป็นวิชาชีพทางวิทยาศาสตร์สุขภาพที่ เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีโดยอาศัยกิจกรรมเป็นสื่อ

นักแก้ไขการพูด (Speech-Language Pathologist)

คือผู้ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการวินิจฉัย การบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ป่วยที่มีความผิดปกติทางภาษาและการพูด

นักจิตวิทยา(Psychologist)

ผู้ที่ปฏิบัติงานนักจิตวิทยา เป็นผู้ที่ศึกษาเกี่ยวกับการทำงานและจิตใจของมนุษย์ เพื่อให้เข้าใจแนวจิตความปรารถนา แรงจูงใจ อารมณ์ของมนุษย์ที่ส่งผลต่อการแสดงออก

นักกายอุปกรณ์ (Orthotists & Prosthetists)

งานกายอุปกรณ์ หมายถึงการตรวจวัดขนาด ออกแบบ ประดิษฐ์ ผลิต ดัดแปลง แก้ไข ซ่อมแซม อุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้กับร่างกายให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อช่วยเหลือการเคลื่อนไหวให้มีความสะดวกสบายมากขึ้น

ดนตรีบำบัด

หมายถึง  การใช้ดนตรีเพื่อช่วยในการบำบัดอาการขอผู้ป่วย  เพื่อให้มีการผ่อนคลาย  หรือเพื่อการกระตุ้นพัฒนาการ

นักศิลปะบำบัด (art therapy)

คือ การบำบัดรักษาโดยประยุกต์ใช้กิจกรรมทางศิลปะเพื่อค้นหาข้อบกพร่อง ความผิดปกติบางประการของกระบวนการทางจิตใจ โดยใช้ความรู้เกี่ยวกับการประเมินทางจิตวิทยา เพื่อเปิดประตูเข้าสู่จิตใจในระดับจิตไร้สำนึก และเลือกใช้กิจกรรมทางศิลปะที่เหมาะสมช่วยในการบำบัดรักษา และฟื้นฟูสมรรถภาพให้ดีขึ้น

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์

เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง  โดยทำการวินิจฉัยและดูแลรักษาด้วยการให้ยาหรือการผ่าตัดในความผิดปกติต่างๆ ที่เกี่ยวกับกระดูก ข้อ เส้นเอ็น และกล้ามเนื้อต่างๆ ของร่างกาย

แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู

หรือ ที่คนทั่วไปเรียกสั้น ๆ ว่า “หมอฟื้นฟู” เป็น แพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีความสามารถในการบำบัดรักษา และฟื้นฟูผู้ป่วยที่มีความผิดปกติหรือมีโรคระบบประสาท กล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ ฯลฯ ที่ส่งผลให้สมรรถภาพร่างกายถดถอย และ/หรือมีความพิการ

พยาบาล

มีหน้าที่ให้บริการพยาบาลระดับวิชาชีพแก่ผู้ป่วยทางกายหรือทางจิต  ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บหรือทุพพลภาพและผู้สูงอายุ  ในสถาบันที่มีการรักษาการป้องกันโรค  การส่งเสริมสุขภาพ  วางแผนและให้บริการด้านพยาบาลสมบูรณ์แบบตามหลักวิทยาศาสตร์โดยคำนึงถึงความต้องการของแต่ละคนตามลักษณะของโรค

นักสังคมสงเคราะห์ (Social-Workers)

ได้แก่ผู้ที่ทำหน้าที่ช่วยบุคคลและครอบครัวแก้ปัญหาทางสังคม ปัญหาส่วนตัว อันเป็นกระบวนพัฒนาบุคลิกภาพของคน โดยการปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลด้วยกัน และระหว่างบุคคลกับสิ่งแวดล้อมทางสังคม

ครูผู้สอน / ครูการศึกษาพิเศษ  

ตามความหมายของพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาเพื่อคนพิการ พ.ศ.2551  ครูการศึกษาพิเศษ  หมายความว่า  ครูที่มีวุฒิทางการศึกษาพิเศษสูงกว่าระดับปริญญาตรีขึ้นไป และปฏิบัติหน้าที่ในสถานศึกษาทั้งของรัฐและเอกชน  แต่ในที่นี้หมายถึงครูที่จัดการเรียนการสอนให้แก่นักเรียนที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหวหรือสุขภาพ  ซึ่งครูเหล่านี้จะต้องมีความรู้พื้นฐานในเรื่องของความบกพร่องทางร่างกายและมีความรู้ในการจัดการศึกษาให้แก่เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย เช่นการปรับหลักสูตร  การปรับกิจกรรมการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับสภาพและข้อจำกัดของเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย รวมถึงมีความรู้ในการปฏิบัติหน้าที่ดูแลด้านอื่นๆ เช่นสุขอนามัย  ความเป็นอยู่ต่างๆ  ตลอดจนเข้าใจถึงความรู้สึก  ข้อจำกัดของนักเรียน  เพื่อจะได้พัฒนานักเรียนได้ตามความต้องการจำเป็นและตามศักยภาพของนักเรียนแต่ละบุคคล

การจัดการศึกษาสำหรับนักเรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษสำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหวหรือสุขภาพ

     นักเรียนที่มีความบกพร่องทางร่างกาย หรือการเคลื่อนไหว หรือสุขภาพ มีข้อจำกัดในการเรียนรู้หลายประการ ที่สำคัญได้แก่ ความยากลำบากในการเคลื่อนไหว การใช้แขนและมือในการทำกิจกรรมต่างๆ  รวมถึงความยากลำบากในการพูดการสื่อสาร เป็นต้น ครูผู้สอนจำเป็นต้องศึกษาถึงข้อจำกัดของนักเรียน แต่ละราย และหาวิธีแก้ไขหรือช่วยเหลือ โดยจัดหาสื่อ สิ่งอำนวยความสะดวก และเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก ตลอดจนปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม เพื่อช่วยให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้เต็มศักยภาพ

            1. การจัดหลักสูตรแต่ละระดับ การจัดการเรียนการสอนสำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางร่างกาย หรือการเคลื่อนไหว หรือสุขภาพ

แบ่งออกได้เป็น 3 ระดับ ดังนี้

1.1  ระดับวัยก่อนเรียน

หลักสูตรสำหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกาย ในระดับนี้ มุ่งเตรียมความพร้อมที่สำคัญ 2 ประการ ได้แก่ 1) การเคลื่อนไหว  มุ่งเน้นการพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่ (กล้ามเนื้อบริเวณแขน ขา) และกล้ามเนื้อมัดเล็ก(กล้ามเนื้อสำหรับเคลื่อนไหวนิ้วมือ)  เพื่อให้เด็กสามารถเคลื่อนไหวได้โดยไม่ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากผู้อื่นมากนัก และ 2) การสื่อความหมาย  เด็กบางรายอาจพูดช้ากว่าเด็กทั่วไป ในกรณีนี้ จะต้องเน้นการพัฒนาทักษะด้านการพูดและภาษาของเด็กให้สามารถสื่อสารกับผู้อื่นได้

1.2  ระดับประถมศึกษา

หลักสูตรในระดับประถมศึกษาอาจเป็นหลักสูตรเดียวกับที่ใช้สำหรับเด็กทั่วไป  โดยเพิ่มเติมทักษะทางสังคม เนื่องจากบุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกาย หรือการเคลื่อนไหว หรือสุขภาพ มักขาดทักษะในการติดต่อผูกมิตรกับผู้คน ทำให้เด็กหลายคนขาดความเชื่อมั่นในตนเอง ซึ่งมีสาเหตุมาจากความพิการของตนเอง

1.3 ระดับมัธยมศึกษา

ควรใช้หลักสูตรเดียวกับเด็กทั่วไป เพราะนักเรียนกลุ่มนี้ต้องการได้รับ การรับรองว่ามีความสามารถด้านการเรียนเท่าเทียมกับเด็กทั่วไป  ดังนั้น จุดเน้นของหลักสูตรในระดับนี้จึงอยู่ที่หมวดสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตและการเตรียมความพร้อมด้านอาชีพ และสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้ หลังจากจบการศึกษาจากไปแล้ว ทักษะสำคัญที่นักเรียนจำเป็นต้องมี ได้แก่ การใช้บริการรถสาธารณะ การดูแลที่พักอาศัยของตนเอง การดูแลสุขภาพของตนเอง การดูแลรักษาอุปกรณ์และเครื่องมือในการบำบัดของตนเอง  การใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ และการหางานทำ เป็นต้น

             2. การจัดการศึกษาของโรงเรียนเฉพาะความพิการสำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางร่างกาย หรือการเคลื่อนไหว หรือสุขภาพ

2.1  การรับเข้าศึกษา

เด็กที่จะรับเข้าศึกษาในโรงเรียนได้ จะต้องผ่านขั้นตอน การคัดกรอง ดังนี้

2.1.1  รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์  นำใบรายงานผลการตรวจจากแพทย์ ที่ระบุประเภท และลักษณะของความพิการ ความสามารถของเด็กในการใช้กล้ามเนื้อแขน-ขา มีข้อจำกัดที่ไม่สามารถประกอบกิจกรรมที่ต้องใช้กล้ามเนื้อแขน-ขาในลักษณะใดบ้าง มาที่โรงเรียน

2.1.2  ทดสอบด้านจิตวิทยา ความสามารถทางภาษาและการพูด สมรรถภาพของสายตา และการตรวจสอบที่จำเป็นอื่น ๆ จากทางโรงเรียน

2.2  การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ บริการสุขภาพ และจัดสิ่งอำนวยความสะดวก

เพื่อพัฒนาให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้เต็มศักยภาพ มีสุขภาพที่อยู่ในระดับที่ไม่ทุกข์ทรมาน และสามารถทำกิจวัตร ประจำวันได้ด้วยตนเองมากที่สุดเท่าที่จะทำได้  ดังนั้น นอกจากดูแลรักษาพยาบาล การช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพ จัดสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งกายอุปกรณ์และเครื่องช่วย ปรับสภาพแวดล้อม รวมถึงจัดหาสื่อและอุปกรณ์พิเศษในนักเรียนแต่ละคน
ตามความเหมาะสมแล้ว สถานศึกษาและครูผู้สอน   ควรจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้แก่นักเรียนกลุ่มนี้ โดยคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้

2.2.1  จัดทำแผนการจัดการ ศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) เพื่อการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการจำเป็นพิเศษของนักเรียนแต่ละคน นอกจากจะใช้ในการพัฒนานักเรียนในด้านการเรียนรู้แล้ว ยังใช้ในการติดตามความก้าวหน้าในการเรียนรู้  การดูแล และ/หรือพัฒนาส่วนที่บกพร่องของร่างกายอีกด้วย ซึ่งจำเป็นจะต้องมีการติดตามประเมินผลอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง

2.2.2  จัดทำแผนการเรียนการสอน โดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ

2.2.3  จัดให้นักเรียน ผู้ปกครอง และชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการเรียนการสอน

2.2.4  จัดกิจกรรมการเรียนรู้หลากหลายรูปแบบ มีความยืดหยุ่น และสอดคล้องกับ           ความต้องการของนักเรียนแต่ละคน ในแต่ละช่วงเวลา

2.2.5  จัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบพึ่งพา และสร้างบรรยากาศเอื้ออาทรต่อกัน

2.2.6  จัดให้มีการทดสอบด้านต่าง ๆ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อจะได้ทราบถึงพัฒนาการ และความเปลี่ยนแปลงของความพิการของเด็กแต่ละคน

2.2.7  กรณีที่นักเรียนมีปัญหาด้านการฟังและ/หรือการพูด ให้ครูพูดซ้ำ หรือขอให้นักเรียนพูดซ้ำ รวมถึงประสานงานกับนักอรรถบำบัด เพื่อแก้ไขการพูดของนักเรียน

2.2.8  ครูต้องเรียนรู้และเข้าใจถึงวิธีการใช้อุปกรณ์และเครื่องช่วยของนักเรียนที่ตัวเองสอน

2.2.9  ให้เวลากับนักเรียนที่ทำงานช้าจากปัญหาในการใช้กล้ามเนื้อ และอาจฝึกทักษะการใช้คอมพิวเตอร์สำหรับพิมพ์งาน แทนการเขียนด้วยมือ

2.2.10  เปิดโอกาสให้นักเรียนที่มีความบกพร่องทางร่างกาย หรือการเคลื่อนไหว หรือสุขภาพได้มีโอกาสเรียนร่วมในชั้นเรียนปกติให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

2.2.11 ส่งเสริมทักษะด้านการสื่อความหมาย การคำนวณ การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง รวมทั้งทักษะด้านสังคมและวิชาชีพ และเสริมสร้างทัศนคติที่ดีต่อตนเอง

2.2.12  การฝึกทักษะชดเชยกับทักษะที่สูญเสียไป เพื่อให้นักเรียนสามารถพัฒนาศักยภาพได้สูงสุด

การจัดการเรียนการสอนในแต่ละระดับของเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายนั้น ระดับการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอนที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้มี 3 ระดับ ก่อนวัยเรียน ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา (ผดุง อารยะวิญญู, 2542)

1)   ระดับก่อนวัยเรียน การจัดการเรียนการสอนสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายในระดับนี้ควรเน้นเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวและการสื่อสาร (การสื่อความหมาย) การเคลื่อนไหวมีความหมายรวมไปถึงการพัฒนา กล้ามเนื้อใหญ่ (แขน ขา) และกล้ามเนื้อเล็ก (นิ้ว มือ) จุดมุ่งหมายสำคัญของการเตรียมความพร้อมในระดับนี้คือให้เด็กสามารถเคลื่อนไหวได้โดยไม่ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากผู้อื่นมากนัก ปัญหาสำคัญอีกอย่างหนึ่งของเด็กประเภทนี้คือ การพูดและภาษา ซึ่งในบางรายอาจช้ากว่าเด็กทั่วไป จุดมุ่งหมายสำคัญอีกอย่างหนึ่งของการจัดการเรียนการสอนคือ การพัฒนาทักษะด้านการพูดและภาษาของเด็กให้สามารถสื่อสารกับผู้อื่นได้

2)   ระดับประถมศึกษา การจัดการเรียนการสอนในระดับประถมศึกษาอาจเป็นการจัดการเรียนการสอนเดียวกันกับที่ใช้สำหรับเด็กทั่วไป แต่ความแตกต่างที่สำคัญในระดับประถมศึกษา คือ การจัดการเรียนการสอนสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายยังขาดทักษะในการติดต่อผูกมิตรกับเด็กทั่วไปอาจเป็นเพราะว่าเด็กหลายคนขาดความเชื่อมั่นในตนเองซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากความพิการของตน ดังนั้นการจัดการเรียนการสอนในระดับนี้ควรเน้นทักษะในทางสังคมเพิ่มเติมไปในการจัดการเรียนการสอนสำหรับเด็กทั่วไป

3)   ระดับมัธยมศึกษา การจัดการเรียนการสอน สำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายควรมีลักษณะที่ไม่แตกต่างไปจากสำหรับเด็กทั่วไปมากนัก เพราะเด็กประเภทนี้ส่วนมากต้องการได้รับการรับรองว่ามีความสามารถด้านการเรียนเท่าเทียมกับเด็กทั่วไป จุดเน้นของการจัดการเรียนการสอนในระดับนี้อยู่ที่หมวดสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตและการเตรียมความพร้อมด้านอาชีพ ทั้งนี้เพื่อให้เด็กสามารถดำรงชีพอยู่ในสังคมได้เมื่อจบจากโรงเรียนไปแล้ว ทักษะที่นักเรียนจำเป็นต้องมี อาจได้แก่ การใช้บริการสาธารณะ การดูแลรักษาบ้านเรือนของตนเอง การดูแลรักษาสุขภาพของตน การดูแลรักษาอุปกรณ์และเครื่องมือในการบำบัด การใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์และการหางานทำ เป็นต้น

แต่อย่างไรก็ตาม การจัดการเรียนการสอนแก่เด็กประเภทนี้ยังต้องใช้แผนการศึกษาเฉพาะบุคคล จุดมุ่งหมายสำคัญของจุดมุ่งหมายการศึกษาในแผนการศึกษาเฉพาะบุคคลควรเป็นดังนี้

3.1  เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายให้มีโอกาสเรียนร่วมในชั้นปกติ ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

3.2  ให้โอกาสแก่เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย ให้มีความรู้และทักษะในด้านวิชาการ สังคม และวิชาชีพ เพื่อให้เด็กมีพัฒนาการสูงสุด

3.3  ให้โอกาสแก่เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายให้มีความรู้และทักษะในด้านวิชาการ การสื่อความหมาย การคำนวณ การรู้จักคิด การวิเคราะห์ และแก้ปัญหาด้วยตนเอง

3.4  ฝึกทักษะชดเชยกับทักษะด้านที่สูญเสียไป เพื่อให้เด็กพัฒนาสูงสุดตามศักยภาพของตน

3.5  เพื่อสร้างทัศนคติที่ดีต่อตนเองในด้านการจัดการเรียนการสอนแก่เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายนั้นอาจจัดได้ 3 ลักษณะ  ดังนี้

3.5.1  ให้เด็กเรียนร่วมเต็มเวลากับเด็กทั่วไป แต่ได้รับคำแนะนำและการช่วยเหลือเพิ่มเติมจากครูการศึกษาพิเศษ

3.5.2  ให้เรียนในห้องเรียนพิเศษสำหรับเด็กประเภทนี้โดยเฉพาะและห้องพิเศษนี้อยู่ในโรงเรียนปกติ

3.5.3  ให้เรียนในห้องเรียนพิเศษ ในศูนย์การศึกษาพิเศษ หรือโรงเรียนพิเศษที่มีเด็กพิการหลายประเภท

เนื่องจากเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายต้องการความช่วยเหลือมากในด้านการเคลื่อนไหว ดังนั้น จึงควรจัดให้มีผู้ช่วยครูการศึกษาพิเศษอย่างน้อยห้องละ 1 คน เพื่อดูแลเด็กให้ได้ทั่วถึงและปลอดภัย การให้บริการทางการศึกษาแก่เด็กประเภทนี้ควรคำนึงถึงข้อจำกัดทางการแพทย์ของเด็กเสมอ  ครูผู้สอนจึงควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ในด้านนี้และที่สำคัญครูผู้สอนควรจะมีความรู้และรักเด็กอย่างจริงจัง เพื่อเอื้อต่อการเรียนการสอนของเด็กให้พัฒนาเป็นไปในทางที่ดี  เพื่อให้เด็กที่ด้อยโอกาสเหล่านี้สามารถเติบโตและใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขดังเช่นเด็กทั่วไป

การจัดการศึกษาในระดับอาชีวศึกษา อุดมศึกษาสำหรับนักเรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษสำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหวหรือสุขภาพ

               1) อาชีวศึกษาทวิภาคีสำหรับนักศึกษาพิการ

1

 

                2) กมธ. การศึกษาและการกีฬา สนช. สรุปแนวทางการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษฯ

คณะกรรมาธิการการศึกษาและการกีฬา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้มีการประชุมครั้งที่ ๕/๒๕๖๐ โดยมีนายตวง อันทะไชย เป็นประธานการประชุม

2

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Leave a Reply