ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา

ความรู้ทั่วไป

เกี่ยวกับบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา

ชื่อประเภทความพิการ

ภาษาไทย : บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา

ภาษาอังกฤษ : Intellectual Disabilities

นิยามความพิการ

          ในปีค.ศ. 2009 สมาคมว่าด้วยภาวะบกพร่องทางสติปัญญาแห่งอเมริกา (The American Association on Mental Retardation) ได้เปลี่ยนชื่อเป็น สมาคมว่าด้วยภาวะบกพร่องทางสติปัญญาและพัฒนาการแห่งอเมริกา (The American Association on intellectual and Developmental Disabilities หรือ AAIDD) และได้นิยามคำว่า ภาวะบกพร่องทางสติปัญญา ไว้ดังนี้  (AAIDD,2010 อ้างถึงใน กุลยา ก่อสุวรรณ,2553) “ภาวะบกพร่องทางสติปัญญาเป็นความจำกัดทั้งการทำหน้าที่ทางสติปัญญาและพฤติกรรมการปรับตัว ซึ่งครอบคลุมถึงทักษะในการดำเนินชีวิตประจำวัน และทักษะทางสังคม โดยความบกพร่องนี้เกิดก่อนอายุ 18 ปี”

          ทั้งนี้ สติปัญญา หมายถึง ความสามารถทางการรู้คิดทั่วไป เช่น การเรียนรู้ การให้เหตุผล และการแก้ปัญหา เป็นต้น โดยเกณฑ์ในการตัดสินการทำหน้าที่ทางสติปัญญาคือการทดสอบระดับสติปัญญา (IQ test) ซึ่งผู้ที่มีสติปัญญาตั้งแต่ระดับ 70-75 ลงไปนั้นถือว่าเป็นบุคคลที่มีข้อจำกัดในการทำหน้าที่ทางสติปัญญาทั้งสิ้น นอกจากนี้ การทดสอบแบบมาตรฐานก็สามารถบ่งชี้ข้อจำกัดด้านพฤติกรรมการปรับตัวได้ ซึ่งพฤติกรรมการปรับตัวนั้นมีองค์ประกอบสำคัญดังต่อไปนี้ (กุลยา ก่อสุวรรณ,2553)

  1. ทักษะแนวคิด (conceptual skill) เกี่ยวกับภาษาและการรู้หนังสือ (การอ่าน การเขียน) การเงิน เวลา จำนวน ความคิดรวบยอด และการควบคุมของตนเอง
  1. ทักษะทางสังคม (Social skills) เกี่ยวกับทักษะส่วนบุคคล ความรับชอบต่อสังคม การปฏิบัติตามกฎต่างๆในสังคม การเคารพกฎหมาย และความสามารถในการหลีกเลี่ยงการตกเป็นเหยื่อของผู้ไม่หวังดี
  1. ทักษะทางการปฏิบัติ (Practical skills) หมายถึง กิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวัน เช่น การดูแลตนเอง ทักษะอาชีพ การดูแลสุขอนามัย การเดินทาง การดำเนินชีวิตตามกิจวัตรประจำวัน ตาราง หรือกำหนดการ การรักษาความปลอดภัยและหลีกเลี่ยงวัตถุอันตราย การใช้เงิน การใช้โทรศัพท์ เป็นต้น

ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง กำหนดประเภทและหลักเกณฑ์ของคนพิการทางการศึกษา พ.ศ. 2552 ข้อ 3 การพิจารณาบุคคลที่มีความบกพร่องเพื่อจัดประเภทคนพิการ ให้มีหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้ (3) บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ได้แก่ บุคคลที่มีความจำกัดอย่างชัดเจนในการปฏิบัติตน (Functioning) ในปัจจุบัน ซึ่งมีลักษณะเฉพาะ คือ ความสามารถทางสติปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยอย่างมีนัยสำคัญร่วมกับความจำกัดของทักษะการปรับตัวอีกอย่างน้อย 2 ทักษะจาก 10 ทักษะ ได้แก่ การสื่อความหมาย การดูแลตนเอง การดำรงชีวิตภายในบ้าน ทักษะทางสังคม/การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น การรู้จักใช้ทรัพยากรในชุมชน การรู้จักดูแลควบคุมตนเอง การนำความรู้มาใช้ในชีวิตประจำวัน การทำงาน การใช้เวลาว่าง การรักษาสุขภาพอนามัยและความปลอดภัย ทั้งนี้ได้แสดงอาการดังกล่าวก่อนอายุ 18 ปี (ราชกิจจานุเบกษา, 2552)

 การประเมินและบ่งชี้ความพิการ

          การระบุและประเมินความบกพร่องทางสติปัญญา สมาคมว่าด้วยภาวะบกพร่องทางสติปัญญาและพัฒนาการแห่งอเมริกา (AAIDD) เน้นว่าบุคลากรวิชาชีพต้องพิจารณาถึงปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น สิ่งแวดล้อมในชุมชนและวัฒนธรรมปกติของบุคคลนั้น ภาษาที่คนเหล่านั้นใช้สื่อสาร การเดินทาง และวิธีประพฤติปฏิบัติด้วย นอกจากนี้ ผู้ประเมินต้องระลึกไว้เสมอว่า ข้อจำกัดของบุคคลของบุคคลนั้นเกิดร่วมกับจุดแข็งหรือความสามารถเสมอ และบุคคลนั้นจะดำเนินชีวิตได้ดีขึ้น หากได้รับช่วยเหลือเป็นรายบุคคลในระยะเวลาที่นานพอ (กุลยา ก่อสุวรรณ,2553)

เครื่องมือในการประเมินความบกพร่องทางสติปัญญา (สถาบันราชานุกูล,2560: ออนไลน์)  ได้แก่

เครื่องมือประเมินพัฒนาการและระดับเชาวน์ปัญญา

– Bayley Scales of Infant Development

– Wechsler Preschool and Primary Scale of Intelligence III

– Stanford-Binet Intelligence Scale (5th Ed)

– Kaufman Assessment Battery for Children II

– Wechsler Intelligence Scale for Children (WICS-IV)

เครื่องมือประเมินพฤติกรรมการปรับตน

– Vineland Adaptive Behavior Scale II (VBAS II)

– AAMR Adaptive Behavior Scales-School (ABS-s II)

– Diagnostic Adaptive Behavior Scale

แบบทดสอบเชาวน์ปัญญาที่นิยมใช้เป็นมาตรฐานในประเทศไทย ได้แก่ Stanford-Binet Intelligence Scale และ Wechsler Intelligence Scale for Children  ส่วนเครื่องมือวัดพฤติกรรมการปรับตนที่ใช้ ได้แก่ Vineland Adaptive Behavior Scales  (สถาบันราชานุกูล,2560: ออนไลน์)

กุลยา  ก่อสุวรรณ (2553) แบ่งการประเมินภาวะบกพร่องทางสติปัญญาไว้  4 รูปแบบ ดังนี้

  1) การประเมินทางการแพทย์

การประเมินเริ่มตั้งแต่เด็กอยู่ในครรภ์จนถึงวัยเด็กเล็ก ผู้ทำหน้าที่ประเมินคือแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลการตั้งครรภ์ของมารดา

      1.1 การประเมินในระยะแรกเริ่ม

การประเมินมีวัตถุประสงค์สำคัญสองประการได้แก่ เพื่อระบุเด็กที่บกพร่องทางสติปัญญาตั้งแต่ช่วงพัฒนาการ และระบุเด็กที่มีแนวโน้มจะมีพัฒนาการล่าช้าในเวลาต่อมา

1.1.1 การประเมินคัดกรอง (Screening)

มุ่งเน้นการป้องกันภาวะบกพร่องทางสติปัญญาตั้งแต่ระยะที่เด็กอยู่ในครรภ์ด้วยการคัดกรองทางพันธุกรรมภาคแรกพบว่าเด็กในครรภ์อาจมีปัญหาก็จะวางแผนป้องกันเสียก่อนแต่ถ้าพบว่าเด็กในครรภ์มีความบกพร่องที่ไม่อาจแก้ไขได้  เช่น ภาวะดาวน์ซินโดรมหรือปัญหาอื่นที่ส่งผลต่อชีวิตของมารดาแพทย์อาจแนะนำให้ยุติการตั้งครรภ์นั้น

ดังนั้นครอบครัวจำเป็นต้องเข้ารับคำปรึกษาแนะนำเพื่อให้ผู้ปกครองเข้าใจข้อมูลอย่างครบถ้วนและถูกต้องจนสามารถตัดสินใจได้หรือหากครอบครัวประสงค์ให้มารดาตั้งครรภ์ต่อไปมารดาควรได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิด แต่จนถึงปัจจุบันนี้การประเมินในระยะตั้งครรภ์และการยุติการตั้งครรภ์เมื่อพบว่าเด็กในครรภ์มีความผิดปกตินั้นยังเป็นปัญหาทางจริยธรรมที่ยังมีการถกเถียงกันอยู่ อนึ่งการคัดกรองเพื่อวางแผนป้องกันภาวะบกพร่องทางสติปัญญาหรือลดความรุนแรงของความพร่องทางสติปัญญาในระยะแรกสำหรับเด็กบางคนนั้นอาจทำได้ยากเนื่องจากปัญหาสำคัญ 2 ประการได้แก่ 1.เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับรุนแรงนั้นมักแสดงลักษณะตั้งแต่กำเนิดซึ่งข้อบกพร่องทางสติปัญญาระดับรุนแรงนี้ตรวจพบได้ง่ายแต่ช่วยเหลือได้ยากและ 2.บุคลากรมักคาดการณ์ถึงความสามารถของเด็กในอนาคตไม่ได้ง่ายนักเนื่องจากวัยทารกนี้ยังไม่แสดงว่าด้วยการไม่เห็นได้อย่างชัดเจนการประเมินในระยะนี้จึงมักพิจารณาจากพัฒนาการทางร่างกายและเคลื่อนไหวเป็นส่วนใหญ่  เช่น การคลาน การนั่ง การเดิน การยืน การจัด การคว้า เป็นต้น (Crnic & stromshak, 1997; Molfese & Acheson, 1997 อ้างถึงใน กุลยา ก่อสุวรรณ,2553 )

1.1.2 การประเมินความผิดปกติทางพันธุกรรม

การค้นหาความผิดปกติตั้งแต่ระยะแรกเริ่มเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งเพราะสามารถช่วยลดความรุนแรงของปัญหาลงได้อย่างมากหากผู้เกี่ยวข้องสามารถระบุความบกพร่องได้เร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งให้การช่วยเหลือได้เร็วขึ้นเท่านั้นยิ่งไปกว่านั้นห่างบุคลากรทางการแพทย์สามารถค้นหาความผิดปกติได้ทันการและยังสามารถป้องกันความบกพร่องในเด็กบางรายได้อีกด้วย  เช่น ภาวะสมองบวมน้ำภาวะ พีเคยู เป็นต้น

เราสามารถป้องกันภาวะบกพร่องทั้งหลายได้ตั้งแต่ระยะทารกอยู่ในครรภ์ ground คือทางแพทย์สงสัยว่าเด็กในครรภ์มีความเสี่ยงโดยมีแนวโน้มที่จะมีปัญหาไม่ว่าเกิดจากการได้รับความกระทบกระเทือนการได้รับสารพิษหรือรังสีความบกพร่องจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม  เช่น ฟีนิลคีโตนูเรียแพทย์สามารถคัดกรองตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์และเมื่อทารกคลอดออกมาก็สามารถรักษาให้หายหรือช่วยลดความรุนแรงลงได้ส่วนภาวะบกพร่องที่มีสาเหตุมาจากมารดาอายุมาก ได้แก่ ดาวน์ซินโดรม เด็กจะได้รับการกระตุ้นพัฒนาการตั้งแต่แรกคลอดเพื่อช่วยให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีขึ้นได้และการศึกษาส่วนใหญ่พบว่าภาวะบกพร่องทางการเผาผลาญสารอาหารที่เกิดจากพันธุกรรมมักส่งผลให้เกิดความบกพร่องที่รุนแรงและยากต่อการบำบัดรักษา

การคัดกรองตั้งแต่ระยะแรกนั้นนอกจากช่วยป้องกันปัญหาความบกพร่องทางสติปัญญาที่อาจเกิดขึ้นและช่วยลดความรุนแรงของภาวะบกพร่องนั้นแล้วยังช่วยป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับมารดาได้ด้วยและผู้มีหน้าที่รับผิดชอบต้องระวังเรื่องการระบุประเภทความบกพร่องเพียงอย่างเดียวแต่ไม่ให้การช่วยเหลือเพราะการทำ  เช่น นั้นเป็นเสมือนการตีตราเด็กตั้งแต่วัยทารกซึ่งเจตคติของผู้ใหญ่ที่เกิดขึ้นต่อเด็กในวัยนี้จะส่งผลกระทบต่อเด็กอย่างมากต่อไปในอนาคต

1.1.3 การประเมินตั้งแต่ในครรภ์

การประเมินความผิดปกติของเด็กตั้งแต่อยู่ในครรภ์นั้นนับเป็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทางการแพทย์อย่างมาก สูตินารีแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่เกี่ยวข้องสามารถช่วยติดตามพัฒนาการของเด็กและความผิดปกติของมารดาได้ตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์ หากมีปัญหาบางอย่างแพทย์สามารถป้องกันความผิดปกติหรือช่วยในการตัดสินใจที่จะดำเนินการอย่างเหมาะสมต่อไปได้

ขั้นตอนการประเมินนั้นประกอบด้วยการบันทึกประวัติของครอบครัวประวัติการตั้งครรภ์ภาวะทางการแพทย์ต่างๆ  เช่น ความดันโลหิตขนาดของมดลูก รวมถึงการตรวจปัสสาวะของมารดา การติดตามสภาพร่างกายมารดา และการตรวจอื่นอื่นเพื่อติดตามความก้าวหน้าของการตั้งครรภ์และพัฒนาการของทารกในครรภ์ รวมทั้งสุขภาพของมารดาด้วยมารดามีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงทารกก็มีโอกาสแข็งแรงไปด้วย แต่หากมีปัจจัยใดที่ทำให้เด็กไม่สมบูรณ์แพทย์จะช่วยเหลือแก้ไขตั้งแต่ระยะนี้  เช่น มารดาที่เป็นโรคโลหิตจางจะได้รับยาบำรุงโลหิตเป็นต้นนั้น มารดาที่ไม่สามารถดูแลสุขภาพของตนเองสุขภาพของครรภ์หรือไม่ได้รับการดูแลจากแพร่ในการตั้งครรภ์อย่างต่อเนื่องทารกในครรภ์อาจมีภาวะเสี่ยงต่อความบกพร่องได้

หากมารดาและทารกในครรภ์สมบูรณ์แข็งแรงดี แพทย์จะติดตามความก้าวหน้าของการตั้งครรภ์อย่างปกติ ทางแพทย์สงสัยว่าเด็กมีความเสี่ยงแพทย์อาจทำการประเมินเพิ่มเติมและหากพบว่าเด็กในครรภ์มีปัญหาการประเมินนั้นยิ่งต้องละเอียดมากขึ้น  เช่น การตรวจหาสารเคมีต่างๆในตัวเด็กหรือมารดาเป็นต้นอย่างไรก็ตามการประเมินระยะนี้ไม่สามารถบ่งชี้ให้เห็นถึงสภาวะบกพร่องทางสติปัญญาได้ทุกราย

การวินิจฉัยในระยะนี้ถือว่ามีความสำคัญมากเพราะสามารถบ่งบอกถึงความผิดปกติของเด็กในระยะตั้งครรภ์หลายประเภท  เช่น ภาวะดาวน์ซินโดรม ภาวะพีเคยู และภาวะกาแลคโตซีเมีย เป็นต้น นอกจากการประเมินและวินิจฉัยบางอย่างจะช่วยป้องกันหรือลดปัญหาความบกพร่องของเด็กแล้ว ยังช่วยให้แพทย์ได้ความรู้ด้านการเลี้ยงดูที่ถูกต้องแด่พ่อแม่และให้กำลังใจแก่พ่อแม่ในกรณีที่เด็กในครรภ์มีภาวะบกพร่องอย่างรุนแรงและอาจเสียชีวิตตั้งแต่อยู่ในครรภ์

1.1.4 การประเมินในระยะแรกคลอด

ส่วนใหญ่แพทย์ กุมารแพทย์ สูตินรีแพทย์ซึ่งเป็นผู้พบเด็กเป็นคนแรกจะทำหน้าที่ประเมิน ในระยะนี้หากพบว่าเด็กมีความเสี่ยงหรือสงสัยว่าจะมีความผิดปกติทางพัฒนาการด้านใดแพทย์จะส่งปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทันที

วัตถุประสงค์ของการประเมินในระยะแรกคลอดนี้เพื่อสำรวจปัญหาที่อาจส่งผลกระทบต่อตัวเด็กวิธีการประเมินเด็กแรกคลอด ที่สำคัญวิธีหนึ่ง คือ การให้คะแนนแอ็ปการ์ (Apgar score) วิธีการนี้ เริ่มตั้งแต่ในห้องคลอด โดย แพทย์ หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่ทำคลอดจะทำหน้าที่ประเมินเด็กภายใน 1 ถึง 5 นาทีหลังคลอด และอาจต้องประเมินซ้ำอาจจำเป็นหรือจนกว่าเด็กจะเข้าสู่ภาวะปกติ คะแนนแอ็ปการ์มี 5 ด้านคืออัตราการเต้นของหัวใจการหายใจความดึงตัวของกล้ามเนื้อความผิดปกติของรีเฟล็ก (ปฏิกิริยาสะท้อนกลับอัตโนมัติ) และสีผิวซึ่งมีคะแนน 0 ถึง 2 คะแนน 0 หมายถึงต่ำหรืออ่อนแอ 1 หมายถึงปานกลาง และ 2 หมายถึงแข็งแรงหรือทำงานได้ดี ถ้าคะแนนรวมของ 5 ด้านนั้นต่ำแสดงว่าเด็กอาจมีปัญหาต่อไปในอนาคต ตัวอย่าง   เช่น  เมื่อเปรียบเทียบเด็กที่ได้คะแนนแอ็ปการ์ใน 5 นาที แรกหลังคลอดเท่ากับ 3 หรือต่ำกว่า 3 กับเด็กที่มีขนาดและน้ำหนักตัวเท่ากัน แต่มีคะแนนแอ็ปการ์ตั้งแต่ 7 ถึง 10 แล้วเราจะพบว่าเด็กคนแรกนั้นมีโอกาสเกิดปัญหาเมื่ออายุ 1 ปีขึ้นไปมากกว่าเด็กคนหลังถึง 3 เท่า(drew & Hardman.2000) ดังนั้น แพทย์จึงต้องติดตามดูแลเด็กที่ได้คะแนนแอ็ปการ์ตามอย่างใกล้ชิดและมีการช่วยเหลืออื่นอื่นๆถ้าจำเป็น  เช่น การให้ออกซิเจนหรือการให้เลือดเป็นต้นข้อบกพร่องทางสติปัญญาหลายประเภทนั้นหากสามารถตรวจพบได้ในระยะแรกแพทย์ก็อาจให้ช่วยเหลือหรือป้องกันได้แต่การตรวจหาภาวะเหล่านี้ไม่ได้ทำกับทารกทุกคนเหมือนตรวจครรภ์ทั่วไปแต่แพทย์จะทำเมื่อพบความผิดปกติที่สงสัยว่าจะเกิดปัญหาเท่านั้น

นอกจากนี้พบว่าความบกพร่องทางสติปัญญาบางประเภทสามารถเห็นได้ชัดเจนซึ่งแพทย์สามารถระบุได้ทันทีเมื่อแรกคลอด  เช่น ภาวะดาวน์ซินโดรมหรือภาวะที่มีความผิดปกติของสมอง  เช่น ภาวะศีรษะเล็ก(Microcephaly) หรือภาวะสมองบวมน้ำ (Hydrocephalus) เป็นต้น

1.1.5 การประเมินในระยะก่อนวัยเรียน

ส่วนการประเมินภาวะบกพร่องทางสติปัญญาในระยะก่อนวัยเรียนนั้นผู้ปกครองหรือครูสามารถทำได้โดยการสังเกตว่าเด็กมีพัฒนาการล่าช้ากว่าเด็กทั่วไปในด้านใดบ้าง  เช่น การเคลื่อนไหวการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ความสามารถทางสติปัญญาภาษา การช่วยเหลือตนเอง และทักษะทางสังคม เป็นต้น ซึ่งหากพ่อแม่หรือครูพบความล่าช้าในแล้วควรพาเด็กเข้ารับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญโดยเร็วที่สุดเพื่อจะได้รับการช่วยเหลืออย่างรวดเร็วที่สุดเช่นกัน ส่วนเครื่องมือที่ใช้ในการวัดพัฒนาเด็กในระยะนี้มีหลายประเภท  เช่น The Denver Developmental  Screening Test (DDST)  The Wechsler Preschool and Primary Scale of intelligence-Revised (WPPSI-R) คู่มือการส่งเสริมพัฒนาการเด็กแรกเกิด – 5 ปี ของสถาบันราชานุกุล กรมสุขภาพจิตกระทรวงสาธารณสุข เป็นต้น (กุลยา ก่อสุวรรณ, 2553)

2) การประเมินทางสติปัญญา

การวินิจฉัยภาวะบกพร่องทางสติปัญญามักใช้แบบทดสอบทางสติปัญญา (IQ Test ) เป็นตัววัดความสามารถทางสติปัญญา ดังนั้น นักการศึกษา ครู และผู้เกี่ยวข้องกับเด็กที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้องว่า แบบทดสอบเหล่านี้มีลักษณะอย่างไร และนำมาใช้อย่างไร แบบทดสอบทางสติปัญญาที่นิยมใช้กันมาก ได้แก่  แบบทดสอบสแตนฟอร์ด – บิเนต์ (Stanford – Binet test ) แบบทดสอบเวคส์เลอร์ (Wechsler test) และชุดประเมินสำหรับเด็ก คอฟแมน (Kuafman Assessment Battery for children หรือ K-ABC)  แบบทดสอบทั้ง 3 ชุดนี้ต้องการทำการทดสอบเป็นรายบุคคล ซึ่งผลจากการทดสอบเป็นรายบุคคลนี้ละเอียดกว่าการวินิจฉัยแบบกลุ่มที่ทำได้ง่าย ใช้เวลาน้อย แต่ข้อมูลอาจไม่ชัดเจน (กุลยา ก่อสุวรรณ, 2553)

แบบทดสอบเวคส์เลอร์ (Wechsler test)

ผู้ทดสอบสามารถเลือกใช้แบบทดสอบให้เหมาะสมกับอายุของเด็กได้ โดยแบ่งเป็น 2 ส่วนใหญ่คือ ส่วนที่เกี่ยวกับภาษา(Verbal) และส่วนที่เป็นการกระทำหรือลงมือปฏิบัติ (Performance) และในแต่ละส่วนมีหัวข้อย่อยอีกส่วนละ 5 ด้าน แบบทดสอบเวคส์เลอร์ชุดที่นิยมใช้ได้แก่ แบบทดสอบของเวคส์เลอร์สำหรับเด็ก (ปรับปรุงครั้งที่ 3 ) (The Wechsler Intelligence scale for Children – Third Edition) หรือ WISC-III) ซึ่งเป็นแบบทดสอบมาตรฐานที่ทดสอบเป็นรายบุคคล เหมาะสำหรับเด็กอายุ 6 ปี ถึง  16 ปี 11 เดือน คะแนนแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นคะแนนรวม คะแนนด้านภาษา และคะแนนด้านการปฏิบัติ

แบบทดสอบสแตนฟอร์ด บิเนต์ (standford-binet test)

แบบทดสอบสแตนฟอร์ด บิเนต์ ได้รับการปรับปรุงครั้งแรกโดย ลูอิส เทอร์แมน (LewisTerman ) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1908 (พ.ศ. 2451) และได้ผ่านการปรับปรุงหลายครั้งจนกระทั่งปัจจุบันเป็นการปรับปรุงครั้งที่ 5 (SB5) แบบทดสอบสแตนฟอร์ด บิเนต์ นี้มีหัวข้อย่อย 5 ด้าน ซึ่งนำไปทดสอบระดับสติปัญญาของเด็กตั้งแต่อายุ 2 ปี จนถึงวัยชรา แสดงให้เห็นว่าแบบทดสอบชุดนี้ มีความยืดหยุ่นค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตาม แบบทดสอบสแตนฟอร์เ บิเนต์ นี้ยังเป็นที่นิยมใช้ทดสอบความสามารถทางสติปัญญาจนกระทั่งปัจจุบัน (Roid, 2003 อ้างถึงใน กุลยา ก่อสุวรรณ,2553)

ชุดแบบประเมินสำหรับเด็กคอฟแมน (Kaufman Assessment Battery for Children,second edition หรือ K-ABC-II)

แบบทดสอบชุดนี้เหมาะสำหรับเด็กอายุระหว่าง 3 – 18 ปี สามารถใช้กับเด็กตั้งแต่ก่อนวัยเรียน เด็กประถมศึกษา จนถึงมัธยมศึกษาตอนปลายหรืออุดมศึกษา และเด็กที่มาจากต่างวัฒนธรรมหรือมีปัญหาแตกต่างกันด้วย การเพิ่ม Knowledge / Crystallized ability scale แทนแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทำให้ไม่ต้องใช้แบบทดสอบมากกว่า 1 แบบทดสอบ เป็นแบบทดสอบที่มีความยืดหยุ่นใกล้เคียงกับแบบทดสอบสแตนฟอร์ด บิเนต์ ข้อสอบย่อยแต่ละข้อในแบบทดสอบชุดนี้มีการสอนและทำเป็นตัวอย่างให้เด็กดูด้วย ซึ่งเหมาะสำหรับเด็กที่ไม่คุ้นเคยกับวิธีทดสอบแบบนี้ นอกจากนี้ยังมีส่วนที่ไม่ใช่ภาษา (Nonverbal) ในการทดสอบทำให้สามารถใช้กับเด็กที่มีข้อจำกัดด้านภาษาได้ด้วย (ชนิสา เวชวิรุฬห์ม 2552; Kaufman & Kaufman, 2009 อ้างถึงใน กุลยา ก่อสุวรรณ,2553)

ถึงแม้แบบทดสอบระดับสติปัญญาจะมีข้อดี แต่ผลที่ได้อาจไม่ใช่ผลที่แท้จริงเสมอไปเนื่องจากความลำเอียงทางภาษา วัฒนธรรม ตลอดทั้งปัญหาความบกพร่องด้านต่างๆ ที่ทำให้เด็กทำแบบทดสอบได้ไม่ดีเท่าความสามารถที่แท้จริงของเขา จึงส่งผลกระทบต่อระดับสติปัญญาที่ได้จากการทดสอบด้วย ดังนั้น แบบทดสอบที่จะนำมาวัดความสามารถของเด็กที่มีความบกพร่องแต่ละประเภทนั้นควรเลือกให้เหมาะสม เช่น เด็กที่มีความบกพร่องทางด้านภาษาเหมาะสมกับแบบทดสอบที่ไม่ต้องใช้ภาษา หรือ เด็กที่มีความบกไร่องทางด้านร่างกายควรใช้การทดสอบที่เน้นภาษาแทน เป็นต้น

  1. การประเมินพฤติกรรมการปรับตัว

พฤติกรรมการปรับตัวเป็นความสามารถที่บุคคลปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงในสิ่งแวดล้อมได้ การเปลี่ยนแปลงนั้นมีทั้งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทันที เช่น ปฏิกิริยาที่เกิดจากความกังวลหรือความกลัว หรือ การเป็นไข้เพราะร่างกายเกิดปฏิกิริยาต่อการติดเชื้อ และการเปลี่ยนแปลงที่ใช้เวลานาน เป็น วัน เดือน หรือปี เราจึงจะเห็นหรือรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงนั้น

แบรนดอน (Brandon, 1990 อ้างถึงใน กุลยา ก่อสุวรรณ,2553) อธิบายว่าพฤติกรรมการปรับตัว เป็นการปรับตัวด้านคุณสมบัติทางชีวภาพและความสามารถของสิ่งมีชีวิตนั้น เพื่อจะได้อยู่รอดในสภาพแวดล้อมนั้นๆ อย่างไรก็ตาม การปรับตัวของสิ่งมีชีวิตทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ก็ตามไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ของตัวเองต่อฝ่ายเดียว แต่อาจเป็นไปเพื่อองค์กรหรือหน่วยของสังคมที่ตนอาศัยอยู่ก็ได้ ตัวอย่างเช่น กลุ่มคนหรือสัตว์มักมีรูปแบบของพฤติกรรมตามสังคม ได้แก่ ความจงรักภักดี หรือคุณธรรม จริยธรรม ล้วนเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองการให้คุณค่าสิ่งนั้นในสังคมที่อาศัยอยู่ เป็นต้น

เครื่องมือในการประเมินพฤติกรรมการปรับตัว

แบบประเมินพฤติกรรมการปรับตัววายแลนด์ (The Vineland Adaptive Behavior Scale หรือ VABS) ได้มาจากการปรับปรุงแบบประเมินเดิมคือ The Vineland Social Maturity Scale ซึ่งใช้ประเมินบุคคลที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญามานาน แบบประเมินนี้ มีสามรูปแบบคือ แบบสัมภาษณ์ 2 แบบ (ใช้กับเด็กแรกเกิดถึงบุคคลอายุ 18 ปี 11 เดือน) และ แบบการสังเกตในห้องเรียนอีก 1 แบบ ( ใช้สำหรับเด็กอายุ 3 ปี ถึงอายุ 12 ปี 11 เดือน) ซึ่งใช้ประเมินทักษะการปรับตัว 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการสื่อสาร ด้านการดำรงชีวิตประจำวัน ด้านการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และด้านการเคลื่อนไหว ซึ่งบุคลากรสามารถเลือกใช้ในรูปแบบต่างๆ ให้เหมาะกับเด็กที่มีความบกพร่องแต่ละประเภท (Drew & Hardman, 2000; Phelps, Wallace, & Bontrager, 1997 อ้างถึงใน กุลยา ก่อสุวรรณ,2553)

ส่วนแบบประเมินพฤติกรรมอิสระ (The Scale of Independent Behavior-Revised หรือ SIB-R) (Bruininks, Woodcock, Weatherman, & Hill, 1996) เป็นเครื่องมือแบบอิงกลุ่มที่ใช้ประเมินความสามารถในการทำงานอย่างอิสระและความสามารถในการปรับตัวของเด็กตั้งแต่วัยทารกถึงวัยผู้ใหญ่ในสถานการณ์ต่างๆ ได้แก่ บ้าน โรงเรียน ที่ทำงาน และในชุมชน คะแนนที่ได้จากแบบประเมินชุดนี้แบ่งเป็นสองส่วนคือ คะแนนด้านการปรับตัว และคะแนนด้านพฤติกรรมที่เป็นปัญหา

คะแนนด้านการปรับตัวแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มย่อย ได้แก่

1) ทักษะการเคลื่อนไหว ครอบคลุมถึงกล้ามเนื้อมัดใหญ่และมัดเล็ก

2) ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและการสื่อสาร รวมถึงความเข้าใจทางภาษาและการใช้ภาษา

3) ทักษะด้านการช่วยเหลือตนเอง ทักษะย่อย ได้แก่ การรับประทานอาหารและการจัดเตรียมอาหาร การแต่งกาย การเข้าห้องน้ำ การดูแลตนเอง และทักษะงานบ้าน

4) ทักษะการใช้ชีวิตในชุมชนซึ่งรวมถึงเรื่องเวลา การใช้เงิน ทักษะการทำงาน ทักษะในบ้านและชุมชน

วิธีการประเมินพฤติกรรมการปรับตัวนั้นทำได้หลายอย่าง เช่น การสัมภาษณ์ การสังเกตพฤติกรรมโดยตรง และ การประเมินสิ่งแวดล้อม

การสัมภาษณ์

การประเมินในอดีตนั้น ใช้วิธีการสัมภาษณ์และการสังเกตเท่านั้น ซึ่งในการสัมภาษณ์นี้เราอาจประเมินพฤติกรรมการปรับตัวได้จากรายงานของผู้ใกล้ชิดบุคคลนั้น เช่น พ่อแม่ หรือครู การสัมภาษณ์นั้นอาจเป็นแบบมีโครงสร้างหรือเป็นแบบกึ่งโครงสร้างก็ได้

การสังเกตพฤติกรรมโดยตรง

ถึงแม้การสังเกตพฤติกรรมสามารถทำได้เพียงหนึ่งหรือสองพฤติกรรมเท่านั้น แต่วิธีนี้สามารถให้รายละเอียดของพฤติกรรมได้มากกว่าการสัมภาษณ์ ส่วนใหญ่ผู้ประเมินจะทำการสังเกตพฤติกรรมในสถานที่ที่บุคคลนั้นอาศัยอยู่ซึ่งถือเป็นสิ่งแวดล้อมปกติของเขา เราอาจบันทึกเป็นความถี่หรือความยาวนานของการเกิดพฤติกรรมก็ได้ วัตถุประสงค์ของการประเมินพฤติกรรมคือเพื่อวินิจฉัยหรือระบุประเภทความบกพร่อง การวางแผนการช่วยเหลือ และประเมินผลการช่วยเหลือ การสังเกตพฤติกรรมนั้นควรเน้นพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายในการจัดการศึกษา ดังนั้น ครูจึงควรสังเกตพฤติกรรมในหลายสถานการณ์ เช่น ที่บ้าน โรงเรียน และชุมชนด้วย

  1. การประเมินสิ่งแวดล้อม

การประเมินสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้น เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อมของพฤติกรรมนั้น ข้อมูลที่ได้ช่วยให้เรารู้ถึงความสามารถของบุคคลนั้นและสามารถวางแผนการช่วยเหลือได้อย่างถูกต้อง การประเมินแบบนี้สามารถทำได้หลายสถานการณ์ และมีการสัมภาษณ์บุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ปู่ ย่า ตา ยาย พี่น้อง หรือสมาชิกคนอื่นในครอบครัว ครูผู้สอน รวมทั้งตัวเด็กเอง ด้วยการประเมินสิ่งแวดล้อมนั้นเน้นการทำงานที่กำหนดให้พร้อมทั้งระบุว่างานลักษณะใดที่เด็กสามารถทำได้และสิ่งใดที่เขาจำเป็นต้องทำแต่ยังทำไม่ได้แต่การประเมินแบบนี้ใช้เวลานานและผู้ทำการประเมินต้องได้รับการฝึกอบรมมาอย่างดี

ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าการประเมินพฤติกรรมการปรับตัวของบุคคลใดๆรวมถึงบุคคลที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาจำเป็นต้องใช้การประเมินที่หลากหลายซึ่งได้แก่ การประเมินแบบมาตรฐาน การสัมภาษณ์บุคคลใกล้ชิดและการสังเกตพฤติกรรมโดยตรงในหลายสถานการณ์ การประเมินเรานี้เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งในการประเมินเพื่อวินิจฉัยและระบุความบกพร่องนอกจากนี้ยังใช้เป็นข้อมูลที่สำคัญในการวางแผนช่วยเหลือทางที่บ้านโรงเรียนและชุมชนอีกด้วย

 

  1. การประเมินทางการศึกษา

การประเมินทางการศึกษานี้เก็บข้อมูลได้ 3 รูปแบบคือ 1. การประเมินด้วยแบบทดสอบมาตรฐานที่เราได้กล่าวถึงแล้วข้างต้น 2. การประเมินแบบอิงกลุ่มและ 3. การประเมินตามหลักสูตรมีรายละเอียด  (กุลยา ก่อสุวรรณ,2553) ดังต่อไปนี้

การประเมินแบบอิงกลุ่ม

การประเมินแบบอิงกลุ่มหรือการทดสอบแบบอิงกลุ่มนั้นเป็นการเปรียบเทียบความสามารถของเด็กคนใดคนหนึ่งกับค่ามาตรฐานของกลุ่ม เพื่อตัดสินระดับความสามารถของเด็กโดยขึ้นอยู่กับอายุจริงและพัฒนาการตัวอย่างของแบบทดสอบแบบอิงกลุ่มนี้ ได้แก่ การทดสอบทั่วประเทศ (National Test หรือ NT) ของเด็กในโรงเรียนทั่วไป สำหรับเด็กที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญานั้นครูมักเริ่มวัดความสามารถจากทักษะด้านคณิตศาสตร์และด้านการอ่าน ซึ่งเป็นผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ส่วนตัวอย่างเครื่องมือที่ใช้วัดเช่นแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนปรับปรุง (The Wide Range Achievement Test )หรือ WRAT-R) และการสอบการเรียนรู้พื้นฐานสำหรับผู้ใหญ่ (The Adult Basic Learning Examination) เป็นต้น

การประเมินตามหลักสูตร

การประเมินแบบอิงหลักสูตรเป็นการประเมินอีกรูปแบบหนึ่งที่ผู้ใช้บ่อยอันที่จริงการประเมินรูปแบบนี้เป็นวิธีการวัดทักษะด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะชื่นทักษะคณิตศาสตร์ทักษะและความรู้ทางวิทยาศาสตร์แต่สิ่งที่แตกต่างจากการประเมินแบบอิงกลุ่มคือการประเมินแบบอิงหลักสูตรนี้เป็นการวัดความก้าวหน้าของเด็กจากเป้าหมายของตัวเขาเองไม่ได้เปรียบเทียบกับความสามารถของเด็กคนอื่นในวัยเดียวกันซึ่งครูมักใช้วิธีการนี้มาประเมินทั้งเด็กปกติและเด็กที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญา

  1. การประเมินด้านอาชีพ

หากบุคคลที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาอยู่ในช่วงวัยรุ่นแล้วจำเป็นต้องทำการประเมินด้านอาชีพด้วย การฝึกทักษะอาชีพสำหรับบุคคลที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญานี้จำเป็นต้องสอดคล้องกับแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) และแผนการถ่ายโอนเฉพาะบุคคล(ITP) (Hardman Drew ,Egan ,1999) ซึ่งลักษณะของงานที่ฝึกนั้นขึ้นอยู่กับลักษณะความบกพร่องของแต่ละบุคคล

การประเมินทักษะด้านอาชีพนี้ต้องพิจารณาถึงจุดประสงค์ของการประเมินด้วยจุดประสงค์ประการแรกคือ เพื่อทำนายหรือคาดการณ์ว่าบุคคลที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญานั้นจะประสบความสำเร็จในงานอาชีพนั้นหรือไม่ ประการที่สองเพื่อค้นหาทักษะจำเป็นเมื่อคำนึงถึงการวางแผนการถ่ายโอนของบุคคลที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาคนนั้นๆ และประการที่สามเพื่อประเมินผลของการฝึกอาชีพที่ได้เลือกไว้

สิ่งสำคัญประการหนึ่งในการประเมินทักษะอาชีพคือ ตัวอย่างผลงานหรือตัวอย่างการทำงานหรือการฝึกงาน การประเมินด้วยผลงานนี้เป็นการวิเคราะห์ทักษะที่เป็นความสามารถของบุคคลนั้น ดังนั้นครูจึงต้องประเมินการทำงานในสถานการณ์จริง สถานที่จริงหรือสถานการณ์ที่ให้คล้ายกับที่ทำงานให้มากที่สุดนอกจากการประเมินในที่ทำงานจริงจะช่วยประเมินทักษะการทำงานของบุคคลที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาแล้วรู้ยังสามารถสังเกตและประเมินทักษะอื่นๆ เช่น ทักษะทางสังคมได้อีกด้วย เพราะถึงแม้ทักษะทางสังคมนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับเนื้อหาโดยตรงและหาบุคคลที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาขาดทักษะด้านนี้ย่อมไม่สามารถดำเนินชีวิตร่วมกับผู้อื่นในที่ทำงานได้

แม้การประเมินตัวอย่างผลงาน ตัวอย่างการทำงาน และการสังเกตการทำงานในที่ทำงานอาจใช้เวลามากแต่วิธีดังกล่าวได้ข้อมูลมากกว่าการประเมินด้วยวิธีอื่น เช่น การใช้แบบรายงานตนเอง (sale report) หรือการสัมภาษณ์จากคนที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น

ลักษณะอาการ และระดับความรุนแรง  

          ระดับความรุนแรงของภาวะบกพร่องทางสติปัญญา แบ่งเป็น 3 ระดับ (ทวีศักดิ์ สิริรัตน์เรขา,2560:ออนไลน์) ดังนี้

ระดับน้อย (Mild Mental Retardation)

มีระดับไอคิวอยู่ในช่วง 50-70 อาจไม่แสดงอาการล่าช้าจนกระทั่งวัยเข้าเรียน (แต่ถ้าสังเกตอย่างละเอียดแล้ว จะพบว่าเด็กเหล่านี้มีความสามารถต่ำกว่าเกณฑ์อย่างเห็นได้ชัดเจนตั้งแต่วัยอนุบาล) ไม่มีอาการแสดงทางร่างกาย ทางบุคลิกภาพ หรือทางพฤติกรรมใดโดยเฉพาะ ที่บ่งบอกถึงความบกพร่องทางสติปัญญายกเว้นกลุ่มอาการที่มีลักษณะพิเศษทางรูปร่างหน้าตา ปรากฏให้เห็น ก็จะทำให้สามารถวินิจฉัยได้ตั้งแต่แรกเกิด หรือในวัยทารก อาทิ กลุ่มอาการดาวน์ (Down Syndrome) แต่ความผิดปกติเหล่านี้ ก็เป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น  เด็กในกลุ่มนี้สามารถพัฒนาทักษะด้านสังคม และการสื่อความหมายได้เหมือนเด็กทั่วไป แต่มักมีความบกพร่องด้านประสาทสัมผัส และการเคลื่อนไหว สามารถเรียนรู้ได้ (educable) ทักษะทางวิชาการมักเป็นปัญหาสำคัญที่พบในวัยเรียน แต่ก็สามารถเรียนจนจบชั้นประถมปลายได้ สามารถฝึกทักษะด้านสังคมและอาชีพ พอที่จะเลี้ยงตัวเองได้ เป็นแรงงานที่ไม่ต้องใช้ทักษะฝีมือ หรือกึ่งใช้ฝีมือ แต่อาจต้องการคำแนะนำ และการช่วยเหลือบ้างเมื่อประสบความเครียด

ระดับปานกลาง (Moderate Mental Retardation)

มีระดับไอคิวอยู่ในช่วง 35-50 ในช่วงขวบปีแรก มักจะมีพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวปกติ แต่พัฒนาการด้านภาษาและด้านการพูดจะล่าช้า ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนในช่วงวัยเตาะแตะ การศึกษาหลังจากระดับชั้นประถมต้น มักไม่ค่อยพัฒนา สามารถฝึกอบรมได้ (trainable) ในทักษะการช่วยเหลือ ดูแลตนเอง เรียนรู้ที่จะเดินทางได้ด้วยตนเองในสถานที่ที่คุ้นเคย และฝึกอาชีพได้บ้าง สามารถทำงานที่ไม่ต้องใช้ทักษะฝีมือ แต่ควรอยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด

ระดับรุนแรง (Severe Mental Retardation)

มีระดับไอคิวอยู่ในช่วง 20-35 มักจะพบทักษะทางการเคลื่อนไหวล่าช้าอย่างชัดเจน ด้านภาษาพัฒนาเล็กน้อย ทักษะการสื่อความหมายมีเพียงเล็กน้อยหรือไม่มี พอจะฝึกฝนทักษะการดูแลตนเองเบื้องต้นได้บ้างแต่น้อย ดำรงชีวิตอยู่ในสังคมภายใต้การควบคุมดูแลอย่างเต็มที่ การทำงาน ต้องการโปรแกรมในชุมชน หรือการให้ความช่วยเหลือที่พิเศษเป็นการเฉพาะ  ระดับรุนแรงมาก (Profound Mental Retardation)

มีระดับไอคิวตํ่ากว่า 20 มีพัฒนาการล่าช้าอย่างชัดเจนในทุกๆด้าน มักมีพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหว และฝึกการช่วยเหลือตนเองได้บ้าง มีขีดจำกัดในการเข้าใจและการใช้ภาษาอย่างมาก ต้องการความช่วยเหลือ ดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา

          นอกจากนี้ยังมีข้อบ่งชีที่เป็นลักษณะของผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา (do2learn, 2560: ออนไลน์) ดังนี้

  1. ลักษณะด้านสติปัญญาและการเรียนรู้

1.1. พัฒนาการด้านการรู้ช้ากว่าเด็กในช่วงวัยเดียวกัน 2-4 ปี (เช่น การให้เหตุผล การแก้ปัญหา และความจำ)

1.2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ (เช่น การอ่าน การเปรียบเทียบ การคิดคำนวณ และการเขียน)

1.3. ช่วงความสนใจสั้น และหันเหความสนใจง่าย

1.4. พัฒนาการด้านการพูดล่าช้า

1.5. ขาดความมั่นใจในขณะที่อยู่โรงเรียนและผิดหวังง่าย

1.6. ยากลำบากในการเรียนรู้แนวคิดต่างๆ

1.7. ยากลำบากในการเรียนรู้และการข้ามชั้นเรียน

1.8. อาจจะดูเหมือนเรียนรู้ช้ากว่าเด็กนักเรียนคนอื่นๆ

1.9. มีความยากลำบากในการจดจำ (เช่น การจดจำใบหน้าและการสะกดคำ)

1.10. จำข้อมูลได้ในระยะสั้นๆใน 1 วัน แล้วจะลืมข้อมูลนั้นไป

1.11. ยากลำบากในการใช้วิธีการในการเรียนรู้ (เช่น การจดโน้ต, การให้คำจำกัดความ)

1.12. ยากลำบากในการประยุกต์ข้อมูลกับสิ่งอื่นๆ

1.13. ยากลำบากในการประยุกต์การเรียนรู้จากที่หนึ่งไปยังอีกสถานที่หนึ่ง (เช่น จากโรงเรียนไปยังชุมชน)

1.14. ยากลำบากในการในการเรียนรู้ทักษะซับซ้อนที่เชื่อมโยงกับเนื้อหา (เช่น การแก้โจทย์ปัญหา การอธิบายรูปแบบและสัญลักษณ์)

1.15. มีความล่าช้าด้านภาษาซึ่งอาจจะมีผลต่อการอ่าน

1.16. ยากลำบากในทำความเข้าใจและการสรุปใจความสำคัญจากการอ่าน

1.17. รู้จักคำศัพท์น้อย (ความรู้เกี่ยวกับคำ)

1.18. ระดับกระบวนการคิดที่เป็นรูปธรรมจะมากกว่าเป็นนามธรรม

  1. ลักษณะพฤติกรรมการปรับตัว (การสื่อสาร สังคม การใช้ชีวิตประจำวัน และพฤติกรรม)

2.1. ยากลำบากในการอาบน้ำ การแต่งกาย และ หรือการรับประทานอาหารด้วยตนเอง

2.2. พัฒนาการล่าช้าด้านภาษา

2.3. การพูดล่าช้าหรือไม่พูด

2.4. ยากลำบากในการเข้าใจและใช้ภาษา (วัจนภาษาและอวัจนภาษา)

2.5. ทักษะสังคมมีความบกพร่อง (การปฏิสัมพันธ์กับครอบครัวและเพื่อน)

2.6. อาจเข้าใจผิดในเจตนาของผู้อื่น

2.7. ไม่เข้าใจวิธีการใช้จ่ายเงินเพื่อซื้อสิ่งของต่างๆ

2.8. ขาดความเข้าใจเกี่ยวกับความปลอดภัยส่วนบุคคล

2.9. ปัญหาการเชื่อมโยงลำดับเหตุการณ์ต่างๆ

2.10. งุ่มง่าม เชื่องช้า

2.11. มักใช้ภาษาง่ายๆ ด้วยประโยคสั้นๆ

2.12. มักจะบกพร่องเกี่ยวกับอนามัยส่วนบุคคล เช่น การล้างหน้า แปรงฟัน

2.13. การแสดงปัญหาพฤติกรรมและขาดวุฒิภาวะ

2.14. หุนหันพลันแล่น

2.15. ยากลำบากในการปฏิบัติตามกฎและการปฏิบัติกิจวัตร

การจัดระดับของความบกพร่องทางสติปัญญาแบ่งเป็นระดับ  น้อย, ปานกลาง, รุนแรงและรุนแรงมาก โดยกำหนดบนพื้นฐานของคะแนนไอคิว นักเรียนบางคนจะต้องมีการสนับสนุนมากกว่าคนอื่น ๆ แบ่งเป็น 3 ระดับ ดังนี้

  1. ระดับน้อย ความบกพร่องระดับน้อยโดยกำหนด IQ ระหว่าง 50 และ 70

1.1. สามารถมีส่วนร่วมในกิจกรรมเพื่อการพักผ่อนร่วมกับชุมชนได้อย่างอิสระ

1.2. จะมีการสร้างปฏิสัมพันธ์ที่สำคัญกับบุคคลในชีวิตของเขา

1.3. อาจมีการต่อสู้ในสถานการณ์ทางสังคมบางอย่าง

1.4. อาจจะแต่งงานและเลี้ยงดูครอบครัวโดยมีการสนับสนุน

1.5. อาจจะมีงานที่เหมาะสมกับทักษะ

1.6. อาจดำเนินชีวิตและการเดินทางอย่างอิสระโดยมีการสนับสนุน

1.7. อาจต้องการความช่วยเหลือในการจัดการเงินและการวางแผนและการจัดระเบียบชีวิตประจำวัน

1.8. อาจจะเรียนรู้การอ่านและเขียนในด้านการศึกษาที่เหมาะสม

1.9. มีแนวโน้มที่จะพัฒนาการอ่านการเขียนและทักษะทางคณิตศาสตร์ในระดับพื้นฐาน

ระดับปานกลาง ความบกพร่องระดับน้อยโดยกำหนด IQระหว่าง 35 และ 50

2.1 จะมีการสร้างปฏิสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้าง  อาจจะเรียนรู้ที่จะเดินทางในชุมชนและการท่องเที่ยวโดยมีการส่งเสริมสนับสนุน

2.2 จะมีปัญหาในการวางแผนการเดินทาง การท่องเที่ยว และการจัดการด้านการเงิน

2.3 จะสามารถรับรู้สัญลักษณ์หรือสิ่งต่างๆในสิ่งแวดล้อม (เช่น ป้าย โลโก้ คำต่างๆ) ในชีวิตประจำวัน

2.4 จะต้องใช้ภาพ เช่น ตารางเวลาประจำวัน และภาพของการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน

2.5 จะต้องมีการส่งเสริมสนับสนุนในชีวิตประจำวัน

2.6 อาจสามารถทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันบางอย่างได้อย่างอิสระ เช่น การแต่งกาย และอาบน้ำ

  1. ระดับรุนแรงหรือรุนแรงมาก บกพร่องทางสติปัญญาระดับรุนแรงกำหนดให้ IQ ระหว่าง 20 และ 35 บกพร่องทางสติปัญญาระดับรุนแรงมากกำหนดให้ IQ ต่ำกว่า 20

3.1. จะมีการสร้างปฏิสัมพันธ์กับบุคคลในครอบครัวหรือบุคคลใกล้ชิดได้บ้าง

3.2. อาจพูดน้อยหรือไม่มีพูด และจะใช้ท่าทาง การแสดงออกทางสีหน้า และภาษากายในการสื่อสารความต้องการหรือความรู้สึก

3.3. จะต้องมีระบบช่วยในการสื่อสาร (เช่น เทคโนโลยีอุปกรณ์สื่อสาร) เพื่อที่จะแสดงความต้องการและความจำเป็น

3.4. จะต้องมีการใช้ภาพ เช่นตารางเวลาประจำวันและภาพการปฏิบัติกิจวัตร

3.5. จะต้องมีการช่วยเหลือสนับสนุนในชีวิตประจำวันไปตลอดชีวิต

Untitled

 

Leave a Reply