ศิลปะสร้างสุข

ศิลปะสร้างสุข

ความเข้าใจและวิถีทางของศิลปะ สำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ

โครงการศิลปะสร้างสุข เริ่มดำเนินการในปีพุทธศักราช ๒๕๕๕ โดยธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ที่ตระหนักถึงพลังและความสำคัญของศิลปะ จึงต่อยอดจากเครือข่ายเยาวชนในโครงการกล้าใหม่ใฝ่รู้ ระดับอุดมศึกษาของธนาคารที่ได้จัดกิจกรรมศิลปะบำบัดให้กับโรงเรียนเพชรบุรีปัญญานุกูล เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๓ ร่วมกับสถาบันศิลปะบำบัดในแนวทางมนุษยปรัชญา ออกแบบกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการและเสริมหลักสูตรการเรียนการสอน นำศิลปะเข้ามาช่วยส่งเสริมศักยภาพ ทั้งทางร่างกายและจิตใจสำหรับเยาวชนที่มีความต้องการพิเศษ ให้สามารถดำรงชีวิตในสังคมปัจจุบันได้ ก่อนจะถ่ายทอดสู่โรงเรียนปัญญานุกูลทั่วประเทศ

การดำเนินโครงการศิลปะสร้างสุข เป็นไปตามแนวทางที่ ครูมอส (อนุพันธุ์ พฤกษ์พันธ์ขจี) ผู้อำนวยการสถาบันศิลปะบำบัดในแนวทางมนุษยปรัชญาออกแบบให้เป็นกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการเสริมหลักสูตรการเรียนการสอน ด้วยศิลปะในแนวทางมนุษยปรัชญา ได้แก่ จังหวะและดนตรี ระบายสีน้ำ และนิทาน วิทยากรโครงการสร้างความสุขให้เกิดขึ้นกับครูก่อนจึงนำพาให้ครูสามารถสร้างความสุขให้เกิดขึ้นกับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ตลอดจนพัฒนาให้ครูมีความรู้ความสามารถในการเป็นผู้แนะนำ (Coaching) ครูผู้สนใจให้สามารถจัดกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการเสริมหลักสูตรการเรียนการสอนด้วยศิลปะในแนวทางมนุษยปรัชญาได้ต่อไปตามลำดับ

 

ศิลปะสร้างสุขจึงต้องเข้าใจเด็กที่มีความต้องการพิเศษ

จากเส้นทางการศึกษาบำบัด ศิลปะสร้างสุขจึงมีความสัมพันธ์กับการศึกษาบำบัดในโรงเรียนหรือสถานดูแลเด็ก ๆ กลุ่มนี้อย่างแนบชิด คำถามว่าแล้วการศึกษาบำบัดจะช่วยเขาได้อย่างไร จะทำให้ชีวิตเขาเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ เราไม่สามารถตอบได้ในขณะนี้ แต่เราสามารถหาคำตอบได้จากการศึกษาสำรวจประวัติ ความเป็นมา และงานการศึกษาบำบัดที่กำลังดำเนินอยู่ เราอาจพบวิธีช่วยคนอย่างเรา จะเริ่มต้นด้วยการพิจารณาศัพท์พื้นฐานซึ่งเกี่ยวข้องกับการศึกษาบำบัด จากหนังสือ Children with Special Needs โดย Michael Luxford

ภาวะปกติและไม่ปกติ (Normality and Abnormality)

ดร. รูดอร์ฟ สไตเนอร์ ไม่ได้ให้คำจำกัคดวามของการศึกษาบำบัดไว้อย่างชัดเจน แต่เขาระบุถึงสิ่งที่นักการศึกษาบำบัดจำเป็นต้องมี คือ ความจำเป็นในการพัฒนาความเข้าใจภาวะปกติและไม่ปกติให้ถูกต้อง

เขากล่าวไว้ว่าในการบรรยายครั้งแรกในหลักสูตรการศึกษาบำบัดว่า

มนุษย์มีแนวโน้มของความผิดปกติซ่อนอยู่ในตัวอาจจะแค่เพียงเล็กน้อย เช่น ความคิดล่องลอยไม่อยู่กับเนื้องกับตัว หรือ พูดไม่เป็นจังหวะจะโคน อาจรัวเร็วหรือช้ามากจนคนฟังออกไปเดินเล่นได้ เช่นเดียวกับความผิดปกติเล็กน้อยในเจตจำนงและอารมณ์ ซึ่งคนส่วนใหญ่มีอยู่แล้วในตัว

ในโลกที่พัฒนาแล้วเช่นทุกวันนี้ ความคิดนี้ดูเป็นเรื่องปกติ แต่เราควรตั้งข้อสังเกตว่าเรื่องนี้มีการกล่าวถึงมาตั้งแต่ปีคริสตศักราช ๑๙๒๔ เราอาจตั้งขึ้นมาเป็นประเด็นในแง่ของปรัชญาก็ได้ แต่เห็นได้ชัดว่า ความก้าวหน้าในการดูแลและการให้การศึกษาบำบัด ขึ้นอยู่กับความคิดและอุดมคติ ซึ่งบันดาลใจให้เกิดการเยียวยาบำบัด และสิ่งสำคัญคือทัศนคติของนักบำบัดต่อผู้ที่ได้รับการบำบัด

สิ่งที่สไตเนอร์ ได้กล่าวไว้ ซึ่งนำมาไว้ในบทนี้เป็นจุดเริ่มต้นของแนวปฏิบัติเพื่อเยียวยาบำบัด

การระบุความปกติหรือผิดปกติในใจของเด็ก หรือแท้ที่จริงของชีวิตจิตใจมนุษย์ จะทำได้ต่อเมื่อเรารู้ชัดเจนว่าอะไรคือสิ่งที่เรียกว่า ปกติ จนถึงปัจจุบันยังไม่มีมาตรการอื่นใด เป็นเหตุผลที่ข้อสรุปของคนแต่ละคนอาจสร้างความสับสนขึ้นได้จนกว่าเราจะมั่นใจและขัดเจนในความผิดปกติที่มีอยู่ เราจึงลงมือทำงานได้ สวรรค์จะรับรู้ความตั้งใจจริงและเข้ามาช่วยขจัดภาวะผิดปกตินั้น ขณะเดียวกันเด็กพิเศษจะแสดงอัจฉริยภาพบางส่วนออกมาตลอดเวลา

สไตเนอร์มองมนุษย์จากมุมมองที่ตรงข้ามกับการมองทั่วไป ประการแรก คือ คนปกติก็มีความผิดปกติในตัวเช่นกัน ปัจจุบันคนที่ถูกเรียกว่าผิดปกติ บางคนมีคุณสมบัติของอัจฉริยะในตัว สิ่งที่ดูเหมือนขัดแย้งกันอยู่นี้เตือนให้เราระวังการตัดสินภาวะปกติและไม่ปกติ ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้เร่งพัฒนาการสังเกต โดยไม่อคติและเปิดรับความคิดใหม่ ๆ เราต้องไม่ด่วนสรุปว่าเด็กเป็นอย่างไร แต่เฝ้าสังเกตสภาพจริง เขามีอะไรอยู่ก่อนี่จะมากำเนิดเป็นมนุษย์

การศึกษาบำบัดเกี่ยวข้องกับความต้องการของเด็กที่กำลังพัฒนา เด็กซึ่งมีความผิดแผกอย่างเด่นชัดจากคนทั่วไปจึงต้องการความใส่ใจเป็นพิเศษ ครูหรือผู้ใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาบำบัด จะต้องพัฒนาความเข้าใจเรื่องความเป็นมนุษย์

คาร์ล เคอนิก (Karl König) มีชีวิตอยู่ระหว่างปีคริสตศักราช ๑๙๐๒ – ๑๙๖๖ แพทย์ชาวออสเตรเลียซึ่งเป็นศิษย์ของรูดอร์ฟ สไตเนอร์ (Rufolf Steiner) เป็นผู้ก่อตั้งชุมชนบำบัด (Camphill) ซึ่งเน้นรวมทุกด้านของการศึกษาในแนวบำบัด ในบทแรกของหนังสือของเขาชื่อ ความเป็นมนุษย์ (Being Human) เขาตอบคำถามที่ว่า “การศึกษาแนวบำบัดคืออะไร” ว่าเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบเดียว เขาแนะนำว่าการศึกษาแนวบำบัด เป็นศิลปะการปฏิบัติซึ่งไม่มีกฎเกณฑ์ที่วางไว้ตายตัว

เราต้องสรรหาและสร้างสรรค์ความสัมพันธ์กับทั้งเด็กและผู้ใหญ่พิเศษทั้งหลาย มิฉะนั้นงานของเราจะไม่ได้ผลเลย นั่นคือด้านหนึ่งของเหรียญ อีกด้านหนึ่งหากการศึกษาบำบัดเป็นเพียงศิลปะปฏิบัติไม่รวมอะไรอื่นด้วยเลย ก็จะไม่มีนักการศึกษาบำบัดที่ดีสักคน เราต้องการความรู้ที่ปฏิบัติได้เพื่อเพิ่มความสมบูรณ์ให้แก่กิจกรรมสร้างสรรค์ของเราอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่แค่การเรียกชื่อหรืออธิบายอาการของเด็ก การระบุเรียกชื่ออาการของเด็กไม่มีความหมายใด ๆ เลย ที่จะเข้าใจสภาพที่เราพบในแต่ละปัจเจกบุคคล

สิ่งที่กล่าวมาแล้วทำให้เราสามารถระบุความจำเป็นพื้นฐาน ๓ ประการที่จะทำให้การศึกษาแนวบำบัดประสบผลสำเร็จ คือ

๑. ความรู้เกี่ยวกับความเป็นมนุษย์

๒. การสังเกตภาวะผิดปกติ

๓. ความเข้าใจซึ่งจะนำเราไปสู่การเยียวยาบำบัด

กุญแจ ๓ ดอกนี้จะนำไขประตูสู่การศึกษาบำบัดและการรักษา แต่ก่อนที่เราจะไขกุญแจดอกนี้ เราควรพิจารณาจุดเริ่มของการศึกษาบำบัดว่า มันถูกหล่อหลอมและสร้างขึ้นมาอย่างไร

พัฒนาการวัยเด็ก

หากได้มองเข้าไปในตาของเด็กแรกเกิด คุณจะเห็นว่าสายตาเด็กนั้นล่องลอยไปไกล เด็กทั่วโลกจะมีแววตาลึกซึ้งเหมือนกัน ขณะเดียวกันเขาก็สามารถมองลึกเข้าไปในจิตใจของเราได้ เด็กยังไม่สามารถเพ่งมองที่จุด ๆ เดียว เด็กต้องการการตอบสนองทางกายอย่างง่าย ๆ แต่มีผลอย่างมากต่อเขา เด็กอยู่ในอารมณ์ของความมหัศจรรย์ใจและสนุกสนาน แม้แต่คนที่มีจิตใจแข็งกระด้างยังปฏิเสธเด็ก ๆ ซึ่งเหมือนสรวงสวรรค์ที่บริสุทธิ์นี้ไม่ได้

พัฒนาการเด็กในช่วงแรกของชีวิตต้องการเวลามาก เริ่มต้นจากการเคลื่อนสายตา การมอง ยิ้ม การคว้าด้วยมือ ยกศีรษะขึ้น และทันใดก็ยกตัวลุกขึ้นนั่ง เด็กเปลี่ยนจากทารกมาเป็นเด็กตอนต้น เริ่มคลาน ตั้งไข่ จับโต๊ะหรือเก้าอี้ลุกขึ้นยืน แล้วก็มึถึงวันพิเศษที่เด็กเริ่มเดินเป็นก้าวแรก นี่เป็นความสำเร็จที่สำคัญขั้นแรกของชีวิต

ในช่วงวัยทารกเด็กหย่านมแม่หรือนมชนิดอื่น มาเริ่มทานอาหารควรให้อาหารอ่อน ๆ ที่มีคุณค่า เป็นอาหารจากธรรมชาติ ผลไม้ ผัก และเมล็ดธัญพืช

จากเสียงอืออา และเสียงร้องไห้ เป็นการออกเสียงคำที่มีความหมาย และเรียกชื่อของสิ่งของ เด็กวัยเตาะแตะที่ได้รับการเลี้ยงดูอย่างถูกต้องจะเริ่มพูด ร่างกายและแขนขาเคลื่อนไหวชำนาญขึ้น โดยเฉพาะอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการพูดเพื่อตระเตรียมสู่การพูดของเด็ก

ความสามารถในการพูด การจำชื่อวัตถุสิ่งของ และจำเหตุการณ์ได้ นำไปสู่การแสดงออก การเล่าเรื่อง และการถาม เด็กรับรู้ผ่านประสาทสัมผัส กลั่นกรองในตัว และพูดหรือแสดงออกมา เป็นจุดเริ่มต้นของความคิด

การเดิน การพูด และเริ่มต้นคิด ซึ่งเป็นความสำเร็จที่เกิดขึ้นในช่วง ๓ ปีแรก ซึ่งเด็กเปี่ยมไปด้วยพลังอันน่ามหัศจรรย์ การรับรู้ตัวตนของเด็กจะไม่เหมือนช่วงเวลาต่อไป แต่เป็นเครื่องหมายการเข้ามาถึงโลกใบนี้ จากนั้นพวกเขาก็จะพูดคำว่า “ฉัน” ริชาร์ด ฟิโอนา หรือ จอห์น คำว่า คุณ หรือ เธอ (you) อาจจะใช้กับ พ่อ แม่ และคนอื่น ๆ เด็กจะเลิกใช้สิ่งของที่เคยใช้ในวัยเด็ก เปลี่ยนจากที่เคยนอนแนบอกและในอ้อมแขนพ่อแม่มานั่งเก้าอี้เด็ก ต่อมาก็เป็นเก้าอี้ผู้ใหญ่ เปลี่ยนจากใส่รองเท้าแตะมาเป็นรองเท้าหุ้มส้น ใส่เสื้อผ้าแทนผ้าอ้อม

เด็กเตาะแตะพัฒนามามากทีเดียวกว่าจะมาถึงวัยที่เด็กมานอนข้างแม่ฟังนิทานก่อนนอน ซึ่งเป็นความสำเร็จสำคัญอีกขั้นนหนึ่งของการมีชีวิตบนโลกนี้

เด็กที่กำลังพัฒนา (The developing child)

เด็กจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเลียนแบบ เรียนรู้ทุกอย่างผ่านการลอกเลียนแบบ และแปรไปเป็นการเล่น ผมจำได้ว่าเคยมองคุณลุงทาสีประตูโรงรถ ผมจำการเคลื่อนไหวได้ทุกขั้นตอน ขัดกระดาษทราย ล้าง ทาสี ผมเล่นทาสีทับประตูบานนั้นด้วยน้ำและแปรงทาสีเก่า ๆ ที่ผมเก็บได้นานหลายสัปดาห์หลังจากนั้น เช่นเดียวกับการเล่นเป็นคนเผาถ่านหินแล้วนำไปเก็บในโรงงาน ผมสร้างกระสอบใส่ถ่านหิน รถบรรทุก และเหมืองถ่านหินในสวน ซึ่งมีคนงานใบหน้าดำมอมแมม ทุก ๆ อย่างเกิดขึ้นได้เสมอ จินตนาการของผมสร้างโลกใบใหม่ขึ้นทุกวันในสวน ๕๐ ตารางเมตรนี้ ความประทับใจจะแปรเปลี่ยนไปเป็นการกระทำที่มีพลังผสมกับความสามารถในการลอกเลียนแบบ

จะดีมากหากเด็กสามารถอยู่ในโลกแห่งการเลียนแบบได้นานที่สุด เพราะการเรียนโดยใช้จินตนาการจะเพิ่มความสามารถของเด็ก ช่วงเวลาแห่งการผจญภัยและมีความสนใจนี้จะต้องได้รับการสนับสนุนจากทางบ้าน การให้เด็กเล่นอยู่ภายในความดูแลของผู้ใหญ่จนถึงเวลาที่จะไปพบเด็กอื่นในสนามเด็กเล่น การได้พบเด็กที่มีความต้องการและความตั้งใจตรงกันจะเปิดการปะทะกัน การเล่นจึงเป็นการเรียนรู้การเข้าสังคม เป็นความรู้เบื้องต้นก่อนเข้าโรงเรียน

การเล่นของวัยเด็กตอนต้นได้รับอิทธิผลและการสนับสนุนจากพลังจินตนาการจัดเป็นวัยเรียนรู้จากการลงมือทำ ความสำเร็จในวัยนี้เกิดจากความมุ่งมั่นของเด็ก หากเด็กได้ลงมือทำมากพอจะส่งผลถึงพลานามัย ความกระตือรือร้น ความสนใจของเด็กเป็นความพร้อมที่จะนำเด็กสู่โรงเรียนเพื่อพบคุณครูคนแรกของเขา

เด็กไปโรงเรียนด้วยความสงสัยคาดหวัง และเพื่อประสบการณ์ใหม่ ๆ นอกจากจะมีเพื่อนเล่นที่สนามเด็กเล่นพิ่มขึ้น โลกของเขาก็กว้างใหญ่ขึ้นจากบทเรียน นิยาย ตำนาน และประวัติศาสตร์ของโลก เด็กรู้จักตัวเลข สี คำศัพท์ วัตถุ ของเหลว ภูมิศาสตร์ ดาราศาสตร์ รัฐศาสตร์ สังคม เชื้อชาติ เคมี ชีววิทยา โคลงกลอน สงคราม ศาสนา และอื่น ๆ หากครูสสอนด้วยทัศนคติที่ถูกต้อง เด็กจะรับความรู้อย่างหมดใจด้วยความพิศวง แหมือนประตุที่ปิดอยู่ค่อย ๆ แง้มออกทีละนิด สิ่งที่ได้จากการอ่านและการเขียนไม่เพียงแต่เข้าถึงการเรียนรู้ผ่านตัวอักษรเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้เด็กแสดงความรู้สึกออกมาด้วย

วัยเด็กตอนต้นเป็นช่วงชีวิตที่ดีมากเพราะเด็กได้แสดงความสามารถของเขาออกมาด้วยความสนใจ ครูเป็นบุคคลที่เด็กรักและชื่นชม เด็กมักพูดติดปากว่า “ครูของฉันพูดอย่างนั้น อย่างนี้” เด็ก ๆ เข้ากันได้ดีทั้งชายและหญิง รูปร่างก็ไม่ได้ต่างกันนัก เป็นช่วงที่เด็กไม่ค่อยเจ็บป่วย มีบางขณะที่เด็กแสดงอาการครุ่นคิดเมื่อเขาเริ่มมีประสบการณ์มากขึ้น

สไตเนอร์เรียกช่วงเวลาที่เด็กเข้าสู่วัยรุ่นว่า “วุฒิภาวะทางโลก” ซึ่งหมายถึง การเข้าไปหลอมรวมในระดับลึกกับการมีชีวิตบนโลกนี้ เป็นช่วงสำคัญที่มีความหมายต่อการเรียนรู้ความแตกต่างในเรื่องเพศ ระหว่างคุณภาพของเพศหญิงและชายชัดเจนขึ้น ทั้งทางกายภาพ และจิตวิทยา

วัยหนุ่มสาว (Adolescence) มาจากภาษาละติน หมายถึง “การเติบโตสู่ความเป็นมนุษย์” แสดงถึงประสบการณ์ของปัจเจกแต่ละคนที่มีการแสดงออกมากขึ้น อธิบายพัฒนาการของวัยซึ่งถือว่ายังน้อยอยู่แต่กำลังมีการปรับเปลี่ยนทางกายภาพมาก เอริค เอริคสัน (Erik Erikson) แบ่งช่วงวัยหนุ่มสาวออกเป็น ๓ ระยะ คือ ช่วงเจริญพันธ์ (Puberty) วัยค้นหาเอกลักษณ์ (Identity seeking) และวัยเผชิญสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเอง (Coping)

ในช่วงวัยเจริญพันธุ์ หนุ่มสาวต้องยอมรับการเข้าสู่วุฒิภาวะทางโลกและการเปลี่ยนแปลงซึ่งเกิดขึ้น เพิ่มการระวังตัว การเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ภายนอก ทั้งยังเผชิญกับเรื่องที่ชอบและไม่ชอบในระดับรุนแรงขึ้นจากเดิม

การดื้อดึงต่อต้านครอบครัวและต่อสู้เพื่อค้นหาจุดยืนของตัวเองจะเริ่มต้นในวัยนี้ หนุ่มสาวเริ่มคิดโดยใช้เหตุผลและค้นพบความฉลาดของตัวเอง เริ่มรู้จักอุดมคติและห่วงใยโลก เขาริ่มคิด “เอาละ ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ ตัวฉันก็ไม่สมบูรณ์แบบ ทำอะไรได้ก็ทำไป” ในที่สุดพวกเขาก็รู้ว่าเขาต้องการอะไรในชีวิต เตรียมตัวรับทั้งความล้มเหลวหรือความสำเร็จ คิดก่อนลงมือทำ การตัดสินใจที่สมดุลและการจัดการกับอารมณ์ที่หลากหลายพร้อมกับยอมรับอิสรภาพของผู้อื่นซึ่งเขาคบหาด้วย ทั้งเพื่อนร่วมงาน สามี หรือภรรยา

ความสำเร็จของแต่ละช่วงชีวิตและลักษณะเฉพาะของการพัฒนาจากเด็กมาจนถึงช่วงผู้ใหญ่ตอนต้นจะเป็นตัวชี้วัดว่า “เด็กคนนี้เจริญเติบโตและพัฒนามาดีหรือไม่” หากผลสำเร็จหรือลักษณะสำคัญของพัฒนาการในช่วงใดไม่ปรากฏ หรือปรากฏเร็วหรือช้าไป เราจะเริ่มกังวลใจ เราอาจได้ยินแม่เด็กพูดว่า “สองสามเดือนผ่านไปฉันเพิ่งจะรู้ว่าลูกไม่สบตา” หรือ “ลูกไม่ลุกนั่งจนอายุเก้าเดือน ฉันเริ่มรู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ”

เส้นทางของประสบการณ์วัยเด็ก (Pathways in childhood experience)

การสำรวจพัฒนาการวัยเด็กซึ่งมีลักษณะต่าง ๆ อยู่แล้ว เป็นพื้นฐานเพื่ออ้างอิงว่าเด็กเจริญเติบโตปกติหรือผิดปกติ หากปรากฏลักษณะที่ต่างไปจากมาตรฐานเราก็ตัดสินว่าพัฒนาการผิดปกติ อย่างไรก็ตามเราต้องจดจำไว้ว่ามาตรฐานเป็นนามธรรมเช่นเดียวกับความจริงที่เราใช้ค่าเฉลี่ยกับความหลากหลายของเด็ก แทนที่จะแยกความผิดปกติออกมาแบ่งระดับของเด็ก เราควรพิจารณาประสบการณ์ต่าง ๆ ของเด็กแต่ละคน เด็กไม่ได้เกิดเป็นครั้งแรก แต่เกิดมาแล้วหลายครั้ง เราควรใส่ใจเด็กที่มีความแตกต่างและพยายามเข้าใจการเดินทางและสิ่งที่พวกเขานำมา

รอยยิ้มที่เปิดประตู (A smile that opens door: Down’s Syndrome)

ในช่วงทัศนศึกษาวัดโบราณที่ประเทศกรีซ กลุ่มเด็กที่มีความต้องการพิเศษและครูต้องสื่อสารต่อรองราคาทั้งกับเข้าของร้านค้าต่าง ๆ เจ้าของรถเช่าและอื่น ๆ มากมายหลายเรื่อง แต่ไม่ค่อยจะรู้เรื่องกันนักเพราะครูพูดภาษากรีซไม่ได้ วันแรก ๆ ทั้งกลุ่มจึงค่อนข้างกังวล จนกระทั่งพวกเขาเห็นมารี (Marie) เด็กที่มีอาการดาวน์ซินโดรม เดินนำหน้าเข้าไปในร้านค้า เจ้าของร้านซึ่งเคยแสดงท่าไม่สนใจ กลับต้อนรับและช่วยเหลือพวกเขาอย่างดี ความสามารถของมารี (Marie) ในการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นได้อย่างง่ายดายเปลี่ยนสถานการณ์ให้ครึกครื้นขึ้นมาได้ ครูพยายามไม่ให้มารี (Marie) ใช้คุณสมบัตินี้ไปในทางที่ไม่เหมาะสม แต่ในสถานการณ์นี้กลับช่วยได้มาก เมื่อทูตแห่งแสงอาทิตย์เดินนำหน้าผลักประตูเข้าไป เธอต้องการเป็นคนแรกที่กล่าวคำทักทาย เธอไร้เดียงสาแต่กลับประสบความสำเร็จ ทั้งที่เธอก็ไม่เข้าใจภาษากรีซเช่นกัน

เด็กทุกคนมีจมูก หู ปาก และอื่น ๆ ซึ่งเมื่อรวมกันเป็นใบหน้า หากไม่ใช่พี่น้องกันแล้วจะไม่มีความคล้ายคลึงกัน แต่เด็กในกลุ่มอาการดาวน์ซินโดรมมีใบหน้าและลักษณ์เฉพาะทางสรีระที่คล้ายกันมาก ลักษณะหน้าตาซึ่งคนส่วนใหญ่จะสรุปได้ทันทีเมื่อเห็น ว่าเป็นเด็กพิการดั้งจมูกแบบเดียวกัน ทำให้มีคนกลุ่มหนึ่งซึ่งทำให้เรารู้สึกว่าพวกเขาเป็นพี่น้องกัน แม้จะไม่ได้เกิดในครอบครัวเดียวกันก็ตาม

เด็กดาวน์ซินโดรมมีการเรียงตัวของโครโมโซมผิดปกติ มีจำนวน ๔๗ โครโมโซม แทนที่จะเป็น ๔๖ เหมือนคนปกติ โครโมโซมพิเศษนี้จะเชื่อมโยงกับโครโมโซมคู่ที่ ๒๑ แม้ว่าจะมีการเกาะตัวในรูปแบบอื่น ไม่ว่าจะเป็นกรณีโครโมโซมเกินหรือโครโมโซมขาดไป ก็ล้วนเข้าลักษณะความผิดปกติทางโครโมโซมทั้งสิ้น
นอกจากนี้ยังมีการสังเกต พบว่า อาการดาวน์ซินโดรมเกิดจากสภาวะของตัวอ่อนในครรภ์เมื่ออายุครรภ์ได้ ๒ เดือน ภาวะนี้คงสภาพอยู่ไม่พัฒนาต่อจนเด็กคลอดออกมาและคงอยู่ต่อไปจนตลอดชีวิต เด็กเหล่านี้จึงไม่ได้พัฒนาต่อเนื่องสู่ความเป็นปัจเจก (differentiation) แต่หยุดชะงักอยู่แค่ในช่วงวัยทารกหรือวัยเด็ก ความลึกลับในการรวมดวงจิต (soul) เข้ากับรูปร่างของมนุษย์ (human form) เห็นได้ชัดเจนในเด็กกลุ่มดาวน์ซินโดรม

ความสำเร็จที่สำคัญในช่วงวัยเด็ก เช่น การนั่ง การยืน การเดิน การฝึกขับถ่ายและพูดได้ของเด็กดาวน์ซินโดรมจะล่าช้า การพูดได้ดีและคิดใช้ปัญญาเป็นเรื่องยาก ในแง่จิตวิทยาเด็กเหล่านี้อยู่ในโลกของจินตนาการและการลอกเลียนแบบ เพราะพวกเขาเปิดรับและมีความเป็นมิตร ไม่ว่าที่ไหนก็เหมือนบ้านของเขาเอง พวกเขาไร้เดยงสา (innocent) แทบจะไม่รู้จักเล่ห์เหลี่ยมเอาเลย แถมยังซุกซนเหมือนเด็กเล็ก ๆ ที่เมื่อถูกดุก็จะเสียใจ

จากสภาพร่างกายที่อ่อนแอเปราะบาง (delicate constitution) ของพวกเขาทำให้ส่วนใหญ่มักมีปัญหาโรคหัวใจ เป็นหวัดง่าย และป่วยกระเสาะกระแสะบ่อย ๆ จึงต้องการการปกป้อง พวกเขาควรได้รับความช่วยเหลือให้เข้าสู่ระบบการศึกษา และได้รับการยอมรับว่าเป็นประชากรของโลกคนหนึ่ง (citizen of the world) พัฒนาการของพวกเขาควรได้รับการดูแลอย่างดี หากเราต้องการให้เขาเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ไม่เพียงเพื่อประโยชน์ของพวกเขา แต่เพื่อสังคมเองด้วย เราไม่จำเป็นต้องสงสารจนเกินไป เพราะอาจทำให้เราไม่สามารถค้นพบจุดมุ่งมหายในการเดินทางของเขา ทั้งเพื่อตัวเขาเองและเพื่อโลกได้ ปัจจุบันนอกจากภาพทั่วไปของเด็กดาวน์ซินโดรมที่รักสงบและเป็นมิตรแล้ว เรายังพบความท้าทายจากหนุ่มสาวดาวน์ซินโดรมซึ่งมีความสามารถมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็มีพฤติกรรมที่เป็นปัญหาอาจถึงขั้นก้าวร้าวด้วย

รอคอยเพื่อจะโผบิน (waiting in the wings: Childhood autism)

ตั้งแต่ช่วงกลางศตวรรษที่ ๒๐ นี้เราได้รับรู้เรื่องที่มีความต้องการพิเศษกลุ่มที่หมกมุ่นกับตัวเอง (Autistic) ออทิสติกมาจากภาษากรีก autos แปลว่า ตัวเอง มีความหมายว่า การอยู่กับตัวเอง ภาวะนี้แตกต่างจาภาวะที่มีส่วนสัมพันธ์กัน เช่น กลุ่มอาการแอสเพอเกอร์ซึ่งมีลักษณะเฉพาะคล้ายกัน เป็นเด็กที่ไม่ถึงกับโดดเดี่ยวตัวเองเหมือนเด็กออทิสติก แต่แสดงอคติด้วยแบบแผนและรูปแบบการคิดที่เฉพาะเจาะจง

เด็กออทิสติกมีการแสดงออกทางร่างกายและพฤติกรรรมคล้าย ๆ กับเด็กดาวน์ซินโดรม แม่จะสังเกตเห็นว่าลูกไม่ค่อยสบตา อาจจะไม่สังเกตเห็นทันที แต่ค่อย ๆ รู้สึกว่าขาดอะไรบางอย่างไป แม่อาจจะเริ่มสงสัย และกังวลนิด ๆ และต่อมาก็มั่นใจว่าความสัมพันธ์ที่อบอุ่นระหว่างลูกกับตัวเธอและลูกกับโลกมีความบกพร่อง

ส่วนใหญ่ปีที่สามจะเห็นชัดว่ามีความผิดปกติซึ่งแยกออกจากสิ่งแวดล้อมรอบตัว สามารถเห็นได้หลายด้าน เช่น บุคลิกภาพที่ไร้ชีวิตชีวา บางขณะก็จะกรีดเสียงร้องหรือแสดงความก้าวร้าวออกมาในทันทีทันใด มีกิริยาเฉพาะตัว เช่น การเคลื่อนไหวมือหรือเอียงศีรษะไปด้านหนึ่ง              นาน ๆ นอกจากลักษณะทั่วไปที่ไม่สนใจคนหรือสิ่งรอบตัวแล้ว เด็กออทิสติกจะมีความสนใจลำดับในแบบเฉพาะ ขาดการเล่นใช้จินตนาการและการเลียนแบบเพราะติดขัดอยู่ในความคิด เด็กจะตอบโต้อย่างรุนแรงเมื่อถูกรบกวน พ่อแม่ต้องทนยอมรับสภาพที่เด็กเป็นเพื่อรักษาความสงบไว้ เป็นที่ทราบกันดีว่าเด็กกลุ่มนี้สามารถมีสติปัญญาก้าวหน้าและมีความสามารถทางศิลปะ

  1. มีอาการให้เห็นก่อนอายุ ๓๐ เดือน
  2. มักไม่มีการตอบสนองต่อผู้อื่น (ออทิสซึ่ม)
  3. พัฒนาการทางภาษาบกพร่องมาก
  4. เมื่อพูดได้ จะมีลักษณะการพูดแปลก ๆ เช่น มีการพูดซ้ำเหมือนเสียงสะท้อน มีการใช้ภาษาเปรียบเทียบ และมีการใช้สรรพนามสับสน
  5. มีการตอบสนองสิ่งแวดล้อมแบบแปลก ๆ เช่น ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง หรือมีความสนใจหรือผูกพันผิดปกติกับสิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตบางอย่าง
  6. ขาดความเข้าใจ ประสาทหลอน ไม่สังสรรค์กับใคร ไม่รวมกลุ่ม บุคลิกภาพแยกตัวไม่เข้ากับใคร

ผมยังจำเหตุการณ์ที่ได้พบเด็กออทิสติกคนหนึ่งซึ่งเคยรู้จัก ผมนั่งอยู่บนม้านั่งใต้บันไดสูงซึ่งเขากำลังวิ่งลงมา เขาเข้ามาหาผม จับมือ เหลือบมองผมด้วยตาสีฟ้าคู่สวย และกระโดดนั่งบนตักผม จับแขนผมให้มากอดเขาไว้ เอนหลังมาพิงผม เขานั่งอยู่นาน หากเป็นเด็กอื่นคงจะเป็นเวลาที่อบอุ่นและอาจจะมีการสนทนาเล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับโรงเรียนหรือเรื่องอื่น ๆ แต่ผมกลับรู้สึกถึงความว่างเปล่า ความเบิกบานใจในตอนต้น เปลี่ยนเป็นความเศร้าต่อช่องว่างระหว่างเรา เด็กชายคนนี้จะเดือดดาลได้ง่ายจากเรื่องขัดใจเล็ก ๆ น้อย ๆ และจะกัดแขนหรือขาคนที่ทำให้เขาไม่พอใจ

เด็กดาวน์ซินโดรมรักโลกและดำเนินชีวิตอยู่อย่างง่ายดาย ตรงข้ามกับเด็กออทิสติกกลุ่มที่ถอนตัวจากสังคมที่ยากจะกล่าวคำว่า “ได้” เป็นเรื่องยากที่เขาจะยอมรับตัวของเขาว่าเป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้ เขาเรียกตัวเองว่า “คุณ” หรือ “จอห์น” เรารู้จักลักษษณะเฉพาะนี้ว่าเป็นการกลับสรรพนาม (pronominal reversal) เป็นความยากลำบากสำหรับพวกเขาที่จะค้นพบประสบการณ์สำคัญของการรู้จักตนเองว่า “ฉัน” คนอื่นและโลกต่างหากที่เรียกราว่า “คุณ” หรือ “จอห์น” ต้องมีความรู้สึกถึงความเป็นตัวเราเท่านั้นจึงทำให้เรารู้สึกในการเป็น “ฉัน” คนหนึ่งได้ เด็กออทิสติกจึงเป็นเด็กซึ่งมีปัญหาการยอมรับโลกและยอมรับตนเอง

หนังสือของ Brono Bettelheim ชื่อ “ป้อมปราการที่ว่างเปล่า” สรุปความยากลำบากในการค้นหาการบำบัดที่ดีพอ เราอาจโกรธเด็กซึ่งหันหลังให้กับคนอื่น ดูเหมือนสร้างป้อมปราการขวางโลกซึ่งซับซ้อนและเต็มไปด้วยปัญหา ไม่มีใครใจเย็นพอ การสร้างกำแพงของเด็กออทิสติกมักทำให้เราโกรธ อย่างไรก็ตาม หากมีใครสักคนที่อยากจะทลายกำแพงและพังประตูเข้าไป จะยิ่งผลักให้เด็กถอยห่างออกไป เราจะพบหนทางช่วยเด็กเมื่อเรรายอมรับโลกและผู้อื่น แต่ไม่ใช้เข้าหาเด็กแบบหัวชนฝา (approaching the child head-on)

มีความผิดปกติในการพัฒนาการสำคัญของวัยเด็กซึ่งเห็นได้ชัดจากบุคลิกภาพพื้นฐาน (fundamental personality disturbances) การรับรู้และการตอบสนองที่ผิดปกติ (distorted perception and response) ออทิสติกแสดงลักษณะเฉพาะซึ่งแตกต่างจากความผิดปกติลักษณะอื่น เช่น เด็กจิตเภท (schizophrenia) หรือโรคจิต (psychosis)

สีสันที่หลากหลาย (Colours in the spectrum)

คนที่ไปเดินปีนเขาในช่วงบ่ายของปลายฤดูหนาว และหยุดยืนมองดูพระอาทิตย์ตก สีสันของท้องฟ้าช่วงพระอาทิตย์ขึ้นจะมีเหลืองอ่อน ชมพู และเขียวอยู่เหนือสีน้ำเงินเข้ม แต่ขณะพระอาทิตย์ตกท้องฟ้าจะเป็นสีแดงและส้มเข้ม ใต้ลงมาบริเวณลาดเขาเป็นสีม่วงและคราม สายรุ้งที่เขาเห็นในช่วงเที่ยงดูเหมือนเป็นการรวมตัวกันของสีทุกสีที่ปรากฏในช่วงพระอาทิตย์ขึ้นและตก เพื่อมาแต่งเติมท้องฟ้าให้เหมือนสรวงสวรรค์ที่ทำให้สามารถมองเห็นรายละเอียดของพุ่มไม้เตี้ย ๆ และทุ่งหญ้า

ทั้งหมดในบทนี้ได้กล่าวถึงสีสันต่าง ๆ ของเด็ก เราพยายามจะค้นหามาตรฐาน หรือค่าเฉลี่ย แต่เมื่อเข้าไปใกล้ ๆ เราจะมองเห็น “สิ่งที่เขาเป็น” เราพบระดับสีซึ่งแตกต่างกันไปของเด็กแต่ละคน แต่ในความต่างก็มีความคล้ายคลึง เช่น สีน้ำเงินและสีเขียว ช่วงแรกเด็กยังเป็นสีอ่อน ๆ แต่เมื่อเด็กได้เผชิญสิ่งต่าง ๆ ทั้งดีและไม่ดี สีของเขาก็จะเข้มขึ้น บางคนมีชีวิตที่ลำบาก บางคนรับความจริง บางคนยังฝัน บางคนเป็นศิลปิน

เราอาจสรุปได้ว่าเด็กที่เรากล่าวถึงมีสีที่ชัดเจน ทำให้เห็นความต่างและความพิเศษของเขา ทำให้เขาต่างจากเด็กที่มีพัฒนาการปกติ เราต้องไม่ขจัดความพิเศษของเขา แต่เราพยายามช่วยให้เขาบรรลุเป้าหมายของชีวิต

เด็กทุกคนจะค่อย ๆ เติบโตออกจากอ้อมอกแม่ และดำเนินชีวิตของเขาไปสสู่เป้าหมายของชีวิตจนกระทั่งตาย เขาไม่ได้เดินทางไปตามใจชอบ แต่ด้วยชะตาลิขิตจนปรากฏสีสันต่าง ๆ ขึ้น การศึกษาบำบัดมีเป้าหมายในการรับสีสันของเด็กมา และพยายามนำเด็กจากสีสันซึ่งเคยอยู่ในที่จำกัดให้เคลื่อนไปสู่ทะเลอันกว้างใหญ่ของสีสันอันหลากหลาย

 

กิจกรรมสำหรับห้องศิลปะสร้างสุข

โดย เบ็คกี้ รัสเธอร์ฟอร์ด

เราทุกคนมีความต้องการพิเศษอยู่ในตัวและความต้องการนี้เราสามารถมองไปได้ในสามเรื่อง ก็คือ ความคิด (thinking) ความรู้สึก (feeling) และเจตจำนงค์ (will, accomplishment and doing)

ความคิดของเราบางครั้งก็สับสน และถูกเบี่ยงเบนทำให้เกิดความไม่เข้าใจ และยากต่อการมองภาพรวมทั้งหมด หรือประเด็นหลัก ๆ ในเรื่องที่เราคิด เราทุกคนต่างต้องการช่วงเวลาที่ทบทวนพิจารณามากเป็นพิเศษ ในเรื่องความคิดของเรา

ความรู้สึก บางครั้งมันก็ถาโถมใส่เราอย่างมากมายเกินไป จนตัวเราไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งอาจจะเป็นความรู้สึกดี ๆ หรือความรู้สึกแย่ ๆ ที่เกิดขึ้นได้

ในด้านเจตจำนงค์ เราอาจจะพบข้อจำกัดทางกายภาพ เช่น บางท่านสามารถนั่งบนพื้นห้องอย่างสบายตลอดสองชั่วโมง แต่บางท่านอาจมีข้อจำกัดทางกายภาพก็อาจปวดเมื่อย เพราะไม่คุ้นเคยกับการนั่งบนพื้นนาน ๆ

ทั้งนี้ความสามารถของมนุษย์มีความแตกต่างกันหลากหลายระดับ เห็นได้ว่าเด็ก ๆ ของเรามีความยากลำบากในการคิดและแสดงออกในเรื่องความรู้สึกของพวกเขา เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า โดยมาก ปัญหาเหล่านี้มักจะรุนแรงเกินกว่าที่พวกเขาจะจัดการกับมันได้ ส่วนข้อจำกัดทางกายภาพ ก็ยังเป็นปัญหาใหญ่ของพวกเขา ที่จะลงมือทำสิ่งต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง

ทั้งสามอย่างนี้ล้วนสัมพันธ์กัน ความต้องการในด้านใดด้านหนึ่ง ก็จะส่งผลกระทบต่อด้านที่เหลือ การช่วยเหลือของเราต่อด้านใดด้านหนึ่ง จะช่วยให้ด้านอื่นของเด็กได้รับการพัฒนาไปด้วย เมื่อเด็กสามารถทำบางอย่างที่ก้าวข้ามผ่านข้อจำกัดทางกายภาพได้ เขาจะรู้สึกประสบความสำเร็จและสามารถคิดได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น อาจเปรียบได้กับเราที่ไปปีนเขา เดินทางไกล หรือทำกิจกรรมที่คิดว่าตนเองไม่สามารถทำได้ แต่เมื่อได้ลอง และสามารถทำได้สำเร็จ จะเกิดความรู้สึกภาคภูมิใจ มั่นใจ และเชื่อมั่นว่า ตนเองสามารถทำได้ และจะรู้สึกว่าสามารถคิดได้กระจ่างยิ่งขึ้น

การเคลื่อนไหวตามจังหวะเป็นสิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งในหลาย ๆ สิ่ง ซึ่งจะสามารถกระตุ้นให้เกิดความคิด ความรู้สึกที่ดีขึ้นได้ เช่น หลังจากที่เรากลับมาจากพักกลางวัน เราจะมีความรู้สึกหลายอย่าง เช่น อิ่มเกินไป ง่วงนอน อึดอัด ไม่อยากทำอะไร แต่เมื่อเราทำกิจกรรมจังหวะ หรือกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหว มีความสัมพันธ์กับผู้อื่น จะทำให้เราตื่นและพร้อมทำกิจกรรมต่าง ๆ ต่อไปได้ดีขึ้น

จากคำถามที่ว่า เรารู้จักสิ่งต่าง ๆ บนโลลลกนี้ได้อย่างไร หรือ ทำอย่างไรเราจึงจะรู้สึกว่าเราอยู่บนโลกใบนี้ หากเปลี่ยนคำถามให้ใกล้ตัวเรามากขึ้น

เรารู้ได้อย่างไรว่าเราทุกคนนั่งกันอยู่ในวงกลม คำตอบนั้นก็คือ เรามองเห็นและได้ยินเสียง

เรารู้ได้อย่างไรว่าเรานั่งอยู่บนพื้น คำตอบคือ การสัมผัส

เพราะฉะนั้นเรียกได้ว่า เรารับรู้สิ่งต่าง ๆ บนโลกใบนี้ผ่านประสาทสัมผัสหรือผัสสะต่าง ๆ

ผัสสะที่เรารู้จักกันดี ก็คือ การมองเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การรับรส และการสัมผัส

ในสามสิบปีที่ผ่านมา มีผัสสะอีกสองอย่างที่ได้รับการยอมรับจากวงการแพทย์กระแสหลัก และการศึกษาพิเศษทั่วโลก นั่นก็คือ ผัสสะการเคลื่อนไหว และ ผัสสะความสมดุล

ผัสสะความเคลื่อนไหว ไม่ใช่ความสามารถของกล้ามเนื้อในร่างกาย แต่เป็นความสามารถที่จะรับรู้ได้ว่าเรากำลังเคลื่อนที่ เช่น หากนั่งบนรถไฟขบวนหนึ่ง ซึ่งกำลังจอดนิ่งอยู่กับที่ และมีรถไฟอีกขบวนกำลังเคลื่อนที่อยู่ข้าง ๆ เรา จะรู้สึกเหมือนกับว่า รถไฟขบวนที่เรานั่งอยู่กำลังเคลื่อนที่ไป แต่แท้จริงแล้ว ความรู้สึกทางด้านการเคลื่อนไหวของเรากำลังถูกหลอก เพราะเราไม่ได้เคลื่อนที่ไปไหน แต่ความรู้สึกของเราถูกหลอกว่าเรากำลังเคลื่อนที่ไป

ผัสสะความสมดุล ในหูชั้นกลางของเรา มีอวัยวะชิ้นเล็ก ๆ รูปก้นหอยอยู่ มันทำหน้าที่รักษาความสมดุลในการทรงตัว หากมันถูกรบกวนจะทำให้เรารู้สึกอึดอัด วิงเวียน เช่น อาการเมารถ หรือ เมาเรือ นั่นเอง

ผัสสะสามอย่างที่สำคัญมากที่สุด ในการทำงานกับเด็ก ๆ ของเรา ก็คือ การสัมผัส (touch) การเคลื่อนไหว (movement) และความสมดุล (balance) เด็กจะแสดงอาการบางอย่างให้เราทราบว่า การรับรู้ของผัสสะด้านใดด้านหนึ่งของเขาถูกรบกวน

เช่น เด็กที่ชอบโยกตัว ก็คือเด็กที่กำลังะพยายามหาผัสสะของความสมดุล หรือเด็กที่ชอบกระตุ้นตัวเองด้วยการสั่นมือหรือนิ้ว ก็คือเด็กที่กำลังใช้พฤติกรรมเหล่านี้เพื่อทำความเข้าใจกับสิ่งต่าง ๆ ที่เขาสัมผัสได้

สำหรับพวกเรา มันไม่ยากที่จะแยกแยะและจัดการกับสิ่งต่าง ๆ ที่เราสัมผัสได้ เราสามารถนั่งอยู่และรู้สึกได้ถึงลมที่เข้ามาทางหน้าต่าง เรารู้สึกบนผิวหนังและแยกแยะได้ว่านี่คือลม เด็กหลาย ๆ คนไม่สามารถแยกแยะได้ว่า ความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับผิวเขามันเกิดจากลม และการที่เขาไม่สามารถแยกแยะความรู้สึกเหล่านี้ว่าเกิดขึ้นจากสิ่งใดได้ ทำให้พวกเขามีพฤติกรรมต่าง ๆ ที่เราเห็น เขาอาจจะอ่อนไหวมากในผัสสะสัมผัส จนแม้แต่ลมที่พัดผ่านผิวหนังของเขาอาจทำให้เขารู้สึกไม่สบายผิว ระคายเคืองได้ และเขาเองก็ไม่สามารถจะบอกเราได้ว่าช่วยปิดหน้าต่างหน่อย สิ่งที่เขาทำได้ อาจจะเป็นการเข้าไปเขย่าตัวคนอื่น

พวกเราเองในฐานะครู ควรจะต้องพัฒนาทักษะในการสังเกตของเราเองให้มากขึ้นเรื่อย ๆ การสังเกตดูว่าเด็กของเราเขามีการรับรู้ทางผัสสะอย่างไร เพื่อจะเข้าใจพฤติกรรมของเขา เพราะเขาไม่สามารถแยกแยะสิ่งที่เขาสัมผัสได้ในระดับของความรู้สึก เขาอาจจะแสดงออกมาด้วยความกลัว ความกังวลใจ ความโกรธ ความเจ็บปวดทางกาย เรารู้ว่าเมื่อเราสูญเสียความสมดุลในการทรงตัว บางครั้งเราจึงรู้สึกเวียนหัว ไม่สบาย จะอาเจียน เราอาจจะเห็นเด็กเริ่มมีพฤติกรรมก้าวร้าว แยกตัวออกจากกลุ่ม หรือพฤติกรรมที่แสดงออกมากกว่าปกติ อย่างที่โยกตัวก็ทำเพื่อกระตุ้นความสมดุลของเขา เพื่อให้เขาสามารถจดจ่ออยู่ได้ และเรารู้ว่าเมื่อเด็กไม่สามารถแยกแยะการรับรู้สิ่งต่าง ๆ ได้ดีพอ พวกเขาจะมีอาการป่วย ทั้งทางความคิด ความรู้สึก  และการกระทำ

เราสามารถช่วยเด็ก ๆ เหล่านี้ได้ด้วยการฝึกให้เขารับรู้สิ่งต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ ด้วยแบบฝึกหัดทางการรับรุ้ที่ได้รับการออกแบบมาอย่างเป็นระเบียบ

กิจกรรมที่ ๑ ส่งถุงถั่วกับครู

อุปกรณ์ ถุงถั่ว

เป็นสิ่งสำคัญมากต่อผู้ทำงานทางการศึกษาบำบัด ถุงถั่วเป็นสิ่งที่ใช้กระตุ้นประสาทสัมผัสได้หลายด้าน เช่น มีเสียงให้ฟัง มีน้ำหนัก ซึ่งการรับรู้ถึงน้ำหนัก (ว่ามันหนัก) จะดีต่อเด็กที่มีประสาททางการรับรู้ถูกรบกวน ซึ่งคุณครูสามารถไปซื้อข้าวถุงละกิโล แล้วเอามาใส่ในถุงผ้าดี ๆ ก็จะได้ถุงถั่วแบบหนัก และถุงถั่วที่หนักนี่จะสามารถช่วยเด็กที่กำลังจะมีอารมณ์โกรธ หงุดหงิด หรือเกรี้ยวกราดได้ โดยให้เอาไปวางไว้บนตักของพวกเขา ความหนักของถุงถั่วนี้จะทำให้เขารู้สึกว่าพวกเขา “อยู่” ในร่างกายของตัวเองอีกครั้งหนึ่ง และรู้สึกสงบลงได้ หรือมีใครมีเด็กที่ไม่สามารถนั่งนิ่ง ๆ ได้ จะต้องเลื้อยตัวตลอดเวลา ให้เราใช้ถุงถั่วหนัก ๆ มาวางบนพื้น และเวลาที่เขานั่งบนเก้าอี้ที่เขาเอาเท้าวางไว้บนสิ่งนั้น

ถุงถั่วเป็นสิ่งที่ทำง่ายมาก และสามารถนำมาใช้ในกิจกรรมได้หลากหลายมากในห้องเรียน โดยเราไม่จำเป็นต้องทำเป็นรูปสี่เหลี่ยมเท่านั้น อาจจะทำเป็นวงกลม หรือรูปพระจันทร์ ดวงดาว ก็ได้ สิ่งที่สำคัญมากก็คือวัสดุที่จะนำมาใช้ ให้ใช้เป็นผ้าฝ้าย พยายามหลีกเลี่ยงผ้าที่ทำจากเส้นใยสังเคราะห์

วิธีการ ให้ครูและเด็ก ยืนหันหน้าเข้าหากัน ส่งถุงถั่วไปตามเพลงเป็นจังหวะช้า ๆ

เริ่มต้น ถุงถั่วอยู่ในมือซ้ายของครู

(๑) — ส่งให้มือขวาของครู

(๒) — ส่งให้มือซ้ายของเด็ก

(๓) — ส่งไปที่มือขวา

(๔) (ของเด็กเอง) – ส่งไปที่มือซ้ายของครู (๑)

เด็ก

๔——————–๓

๑——————–๒

ครู

เราใช้ผัสสะ การมองเห็น การฟัง การเคลื่อนไหวในการทำการรับส่งถุงนี้ ให้ใช้เพลงหรือบทกลอนประกอบการทำกิจกรรมนี้เสมอ โดยผู้ร่วมกิจกรรมจะต้องคอยรักษาจังหวะการส่งให้ดี สำหรับเด็กออทิสติกมันเป็นเรื่องยากมากที่จะส่งของให้กับใครคนหนึ่ง การเล่นโยนลูกบอลกับพวกเขาเป็นสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เมื่อเราส่งอะไรให้พวกเขา พวกเขาแทบจะไม่ส่งคืนให้กับเราเลย เพราะเวลาที่เขาได้รับถุงถั่วแล้วนี่ เขาสามารถสัมผัสสิ่งนั้นได้หลายทาง ไม่ว่าจะเป็นทางฟัง การดม หรือการสัมผัส ดังนั้นเขาชอบที่จะเก็บมันไว้ การเล่นส่งถุงถั่ว เป็นกิจกรรมที่พัฒนาตัวพวกเขาได้ดี เพราะจะเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้ส่งและผู้รับ และยังเป็นกิจกรรมที่มีความสนุกมากอีกด้วย เมื่อเรานำจังหวะเข้ามาในกิจกรรมนี้ โดยเฉพาะการใช้บทเพลงกับเด็กออทิสติก เราจะสามารถเชิญชวนให้เขามาสร้างความสัมพันธ์กับเราได้ง่ายขึ้น

เมื่อเรามีการเอาถุงถั่วไปไว้ข้างหลังครูในบางจังหวะ มันจะเป็นการก้าวที่ยิ่งใหญ่สำหรับเด็กออทิสติกหรือเด็กที่มีพัฒนาการช้ามาก ๆ เพราะเขายังจะต้องเรียนรู้ความจริงที่ว่า บางครั้งการที่เขามองไม่เห็นบางสิ่งไม่ได้แปลว่าสิ่งนั้นไม่ได้มีอยู่จริง นั่นคือเหตุผลที่เราสามารถเล่น “จ๊ะเอ๋” กับเด็กเล็ก ๆ ได้ เพราะว่าเด็กเพิ่งจะเริ่มเข้าใจว่า แม้จะไม่เห็นของบางอย่าง แต่สิ่งนั้นก็ยังอยู่ตรงนั้น แต่สำหรับเด็กออทิสติกหรือเด็กที่พัฒนาการช้า เขาจะยังต้องคิดไตร่ตรองว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร มันมีอยู่จริงหรือไม่ เขาไม่สามารถเข้าใจมันได้ด้วยตนเอง แต่เราสามารถช่วยให้เขาเข้าใจได้ด้วยการลงมือทำกิจกรรมเช่นนี้

 

นิทานบนความหมายจินตภาพ แนวคิดของการศึกษาวอลดอร์ฟ

โดย ครูอุ้ย (อภิสิรี จรัลชวนะเพท)

การเล่านิทานให้ราบรื่นและเชื่อมโยงกับคนฟัง เสมือนแม่หรือครู เล่านิทานให้ลูก ๆ ฟังด้วยความรัก ความเชื่อมโยงผูกพัน ก็บอกไม่ถูกว่า การเล่านิทานได้ทำให้เกิดสิ่งนี้อย่างไร แต่เวลาครูอนุบาลเล่าเรื่องต่าง ๆ ให้เด็กนักเรียนฟัง ทั้ง ๆ ที่เด็กอายุเพียง 3 – 4 ขวบ เป็นเด็กวัยที่กำลังวิ่งวุ่นวาย แต่ทำไมเวลาเราเล่านิทานถึงเงียบ ตั้งใจฟังเป็นอย่างดี

เพราะคนที่เล่าได้นำจินตภาพ ภาพของการเล่าได้ดึงดูดความสนใจของเด็กอย่างมาก เป็นครูที่มีความต้องการพิเศษ ควรทำความเข้าใจเรื่องนี้ก่อน เพราะว่าเด็กของเราเป็นเด็กที่ยาก ไม่ง่ายเหมือนเด็กอนุบาล เด็กอนุบาลปกตินั้น แค่ครูมีภาพในใจ พอเล่าปั๊บเด็กก็ฟัง แต่เด็กที่มีความต้องการพิเศษของเรานี้ ถ้าครูภาพในใจไม่ชัด ยิ่งหนักเข้าไปเลย

เพราะฉะนั้น อย่างแรกของให้เรามีภาพชัดในใจเสียก่อน เวลาที่เราพูดแล้ว อาการของลูกเรา ฟังบ้างไม่ฟังบ้าง มันจะได้คอยดึงดูดเด็กมาอยู่กับเราได้ เมื่อเขาไม่สนใจเราแล้ว เราจะได้หาวิธีอื่นที่น่าสนใจกว่า ทำให้เด็กนั่งฟังเราได้ หรือเราจะได้คิดถึงว่านิทานอะไร ถึงจะทำให้ดึงดูดเด็กพอ ยาวเกินไปเด็กก็หมดความสนใจ นี่เป็นผลดีของพวกเราที่จะได้เรียนรู้เรื่องนี้

ให้นิทานเป็นจุดเริ่มต้นการเดินทางระหว่างครูกับเด็กในห้องศิลปะสร้างสุข

ในหนึ่งปีนั้น มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นในรอบปี เพื่อที่ว่าจะได้หาเรื่องนิทานหรือเรื่องเล่าต่าง ๆ มาให้สอดคล้องกับฤดูกาล ถ้าหนึ่งรอบปีมองดูว่าช่วงนี้เป็นอะไร ช่วงฝน ช่วงน้ำเยอะ ฝนตกเยอะเลย ช่วงก่อนหน้านี้ ฝนตกนิด ๆ หน่อย ๆ ตกเป็นสาย มาถึงตอนนี้ตกมาก ตกจนน้ำนอง (ในวงจรแสดงสีน้ำเงิน) พอเลยฝนก็เป็นหน้าหนาว ฝนไม่ตกแล้ว พอฝนไม่แล้วในหน้าหนาว อากาศเรริ่มแห้ง ก็ใส่สีของความแห้งลงไป (ในวงจรแสดงสีเหลืองส้ม แดง) จะได้รู้สึกว่าแห้งจริง ช่วงก่อนฝนจะตก อบอ้าว ประมาณเดือน มีนาคมถึงเมษายน (วงจรเติมสีแดงเข้าไปอีก) ร้อนพอหรือยัง

ถ้าโลกทั้งใบสวยงามอย่างนี้ ครูจึงมีนิทานดี ๆ มาเล่าให้ฟังได้ทั้งปี ในช่วงที่ฝนมา น้ำเยอะ นิทานควรเป็นเรื่องอะไร ฝนมาน้ำเยอะ คนเรารู้สึกอย่างไรเวลาอากาศเย็น ๆ อย่างนี้ อยากจะออกไปตากฝนหรืออยากจะอยู่ในบ้าน นิทานมันก็จะเป็นเรื่องที่ทำให้เรารู้สึกว่า เราแคบเข้ามาในบ้าน อยากจะมีใครสักคนมาโอบเรา กอดเรา ให้อบอุ่นอยู่ในบ้าน ให้เข้ามาใกล้ชิดใช่ไหม เย็น ๆ ชื้น ๆ อย่างนี้ อยากออกไปเดินลำพังตากฝน เดินไปในป่าไหม อยากจะมีใครสักคนที่รู้ว่าเราอยู่ไหน อยากจะกลับบ้าน เพราะฉะนั้นความรู้สึกตรงนี้มันโหยหาว่า ต้องการบ้านและการแคบเข้ามาอีก

ช่วงหน้าร้อน ข้าวที่เกี่ยวรวงแล้ว นาก็มีให้วิ่งเล่น เด็ก ๆ ไม่วิ่งอยู่ในบ้าน เช้าก็อยากจะออกไปวิ่งแล้ว คำถามว่านิทานควรเป็นอย่างไร ถ้าเขาอยากออกไปโลกกว้าง ถ้าเช่นนั้นเราพบได้ว่า โลกใบหนึ่งเปรียบเสมือนลมหายใจเข้า แล้วก็ลมหายใจออก โลกหนึ่งใบ การหมุนเวียนในโลกหนึ่งรอบปีเสมือนกับลมหายใจเข้าและลมหายใจออก แล้วลมหายใจออกในลมหายใจเข้า และลมหายใจออกมีเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงในโลกมากมาย

ช่วงฤดูฝนเป็นช่วงของต้นไม้ ถ้ามียอดอ่อนก็กำลังแทงยอดขึ้น กล้าอ่อนกำลังแทงยอดขึ้น พอถึงช่วงนี้ฝนตกลงมาอย่างนี้ ชาวนาดีใจมากเลย ข้าวเริ่มงอกงาม ถ้าข้าวไม่โตพ้นน้ำ ข้าวก็ต้องตายสามเดือนพอดิบพอดี ข้าวก็จะพร้อมให้เกี่ยว และพอมาถึงช่วงต้นฤดูหนาว มันควรจะเกี่ยวแล้ว เหตุใดธรรมชาติจึงเป็นอย่างนี้ สอดคล้องกับลมหายใจเป็นอย่างดี ในฤดูหนาวตรงนี้เตรียมนา อันนี้เหตุการณ์ธรรมชาติเป็นอย่างนี้ ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก

ในหน้าร้อน เรากำลังพูดถึงดิน พอช่วงหน้าฝนนี้ เรากำลังพูดถึงน้ำ พอหมดหน้าน้ำ น้ำยังไม่หมดดี เรามีการแข่งเรือแล้ว เรามีการไหลเรือไฟแล้ว น้ำจะได้ออกไปเร็ว ๆ ออกไปจากท้องนา ไหลลงสู่แม่น้ำลำคลอง แล้วถึงเวลาที่ใช้น้ำไป เราก็ต้องมีการขอบคุณ ขอโทษต่อจิตวิญญาณของน้ำ เราก็มีวันลอยกระทง เทศกาลในหนึ่งปี เรื่องราวมาอย่างนี้อยู่แล้ว ถ้าเราไม่สามารถที่จะหานิทานเรื่องเล่าได้ เราก็ลองเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับเทศกาล ช่วงต้นฤดูฝน มีสัตว์ต่าง ๆ รอคอยน้ำฝน เช่น ปลา กบ ช่วงนี้เป็นช่วงแรกนาขวัญ น่าจะเล่าถึงความผูกพันระหว่างชาวนากับวัว พอึถงกลางฤดูฝน เป็นช่วงที่ข้าวกำลังตั้งท้อง ช่วงปลายฤดูฝน ข้าวออกรวง พร้อมเก็บเกี่ยว หากนึกอะไรไม่ออกว่าจะพาเล่าเรื่องราวของโลกใบนี้ ลองมองดูเทศกาลจะได้นึกออก พอลอยกระทงแล้วฝนไม่ตก ชาวอีสานมีแห่นางแมว เราอยู่ไหนเราก็เลือกเรื่องที่เกี่ยวกับชุมชนของเรา ศาสนาของเรา ถ้าเป็นอิสลาม เราก็หาเรื่องที่ผูกพันกับศาสนาของเรา ชุมชนของเรา ถ้ามองในทั่วโลก เราอาจพูดถึงเรื่องศาสนา พิธีกรรมต่าง ๆ ในศาสนาของเรา แต่ถ้าในวงแคบเข้ามา เราจะพูดถึงชุมชนของเรา ว่าจังหวะของเรามีอะไรดี มีอะไรเด่น เราก็หยิบยกเรื่องนั้นขึ้นมาเล่าได้ ที่สำคัญเรื่องราวเหล่านี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นเนื้อหาในห้องศิลปะสร้างสุขที่สอดคล้องกับฤดูกาล วัฒนธรรมและประเพณี อาจใช้เป็นศิลปะแขนงอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ระบายสีจากนิทานนั้น ๆ หรือมีเพลงที่ครูแต่งขึ้นและร้องในโอกาสฤดูฝน โดยคำนึงให้เหมาะสมกับกลุ่มเด็กที่มีความต้องการพิเศษแต่ละช่วงชั้น

ห้องเรียนของเราก็จะอบอุ่นด้วย เพราะเด็กได้ชื่นชมศิลปะที่มีอยู่ในตัวครู อันนี้น่าจะสำคัญที่สุด

 

จังหวะและดนตรี โดย ครูมัย (ณภัทร ชัยสุบรรณ์กนก)

แนวคิด ในการจัดกิจกรรมจังหวะและดนตรี

ในความเชื่อของแนวทางมนุษยปรัชญานั้น เชื่อในเรื่องของภพชาติ ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับพุทธศาสนามาก ในช่วงเวลาก่อนที่เราจะมาเกิดบนโลกนี้ เรามีชีวิตอยู่ในโลกแห่งจิตวิญญาณ จิตวิญญาณของเรานั้นไม่มีขอบเขต ไม่มีร่างกาย และเมื่อถึงเวลาที่จะต้องลงมาจุติบนโลกนี้ เราจะมาเกิดกับครอบครัวหรือบุคคลที่เราได้เฝ้ามองและเลือกไว้

สำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษนั้น ในช่วงของการจุติ ได้มีอะไรบางอย่างมากระทบใจ เกิดความลังเล สงสัย กับครอบครัวหรือบุคคลที่จะมาอยู่ด้วย ครูบางท่านให้ภาพของช่วงนี้ว่า เป็นเหมือนเด็กกำลังก้าวลงมา แต่ความสงสัย ความไม่แน่ใจที่เกิดขึ้นทำให้เขา “ชักเท้ากลับ” จากการก้าวลงมานั้น การจุติเกิดขึ้น แต่จิตวิญญาณที่ลงมานั้นไม่ได้ลงมาทั้งหมด ลงมาไม่เต็ม ไม่สมบูรณ์

เด็กที่มีความต้องการพิเศษ จึงมีลักษณะเหมือนฝัน ๆ มีร่างกายอยู่บนโลก แต่จิตวิญญาณอยู่อีกที่หนึ่ง บางคนอาจรู้เรื่องบ้าง แต่จิตวิญญาณที่ลงมานั้น มาอย่างไม่เต็มตัว เขาจึงไม่ตระหนักรู้ในแขนขาของตัวเอง โดยเฉพาะส่วนปลาย คือ มือ และ เท้า มือสามารถหยิบอาหารทานได้ แต่เขาไม่รู้ว่า มือสามารถทำอย่างอื่นได้อีก เขาอาจเดินลอย ๆ ไปไหนต่อไป แต่จะไม่รู้ว่าเขากำลังยืนอยู่ที่ไหน

ฉะนั้นในการจัดกิจกรรมสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ จึงเป็นไปในแนวทางของการช่วยเหลือเด็ก ๆ ให้ได้รู้เนื้อรู้ตัว กับการอยู่บนโลกนี้ ทำงานกับมือ เท้า และแขน ขา เป็นส่วนใหญ่ และในการทำกิจกรรม เราจะร้องเพลงไปพร้อมกับให้เขาได้ใช้แขน ขา เมื่อทำกิจกรรมไปหลายครั้ง เด็ก ๆ จะค่อย ๆ เรียนรู้ และวางใจครู จนสามารถร้องเพลงไปด้วยกันได้

การร้องเพลง เปล่งเสียงออกมา เป็นการนำสิ่งที่อัดอั้นอยู่ภายในตัวเขาออกมา เด็กออทิสติกหลายคนไม่สามารถบอกได้ว่าเขารู้สึกอย่างไร แต่ไม่ใช่ไม่รู้สึก นานวันเข้า ทุกสิ่งที่กดดัน ทับถมอยู่ในตัวไปเรื่อง ๆ จนกระทั่งเขาต้องกรีดร้องออกมาเสียงดัง เพื่อปลดปล่อยความกดดันเหล่านั้นบ้าง หลายคนไม่เข้าใจ มุ่งสอนให้เขาเก็บความรู้สึกต่าง ๆ ไม่ให้ระเบิดออกมา แต่ไม่ได้หาทางออกให้ว่าเขาควรจะทำอย่างไร แต่หากเด็กมีโอกาสปลดปล่อยความรู้สึกออกมาบ้าง ปลดปล่อยในแบบที่เป็น “ความงาม” ก็จะทำให้อาการกรีดร้อง ลดลง

หัวใจสำคัญในการจัดกิจกรรมจังหวะและดนตรี

การนำดนตรีมาสู่เด็ก ๆ เป็นเรื่องที่ไม่ยาก เพราะเด็กทุกคนมีดนตรีอยู่ในตัวอยู่แล้ว แต่ครูต้องไม่ “กลัว” ดนตรีก่อน ครูจะต้องก้าวข้ามความกลัวของตัวเอง กลัวผิด กลัวร้องไม่เพราะ กลัวเสียงเพี้ยน ฯลฯ จริง ๆ แล้วเด็ก ๆ รับดนตรีจากครูเข้าไปในตัวเขา ไม่ได้รับเฉพาะเสียง แต่รับทุกสิ่งทุกอย่างที่มากับเสียง เช่น ความเบิกบาน ความรัก ความอบอุ่น

ในการทำกิจกรรมดนตรีกับเด็กอาจมีหลายปัจจัยที่ต้องคำนึงถึง เช่น บทเพลง เนื้อหาที่ใช้ เวลาที่เหมาะสม แต่ถ้าคิดมากเกินไป บางครั้งจะสูญเสียความเป็นดนตรีไป อยากให้ครูหยุดคิดแล้วเข้าไปร้องเพลงกับเด็ก ๆ ด้วยความเบิกบาน ให้เวลานี้เป็นเวลาที่เรานำความสุขมาถึงพวกเขา เหมือนช่วงเวลาที่เรามีความสุข จนฮัมเพลงออกมา ถ้าคิดเพลงไม่ออก ให้ถามเด็ก ๆ ทีละคน ว่าอยากร้องเพลงอะไร แล้วทุกคนช่วยกันร้องไปด้วยกันก็ได้ เพลงที่เด็ก ๆ อยากร้อง อาจเป้นเพลงอะไรก็ได้ อาจเป็นเพลงที่ร้องกันในโรงเรียน หรือเป็นเพลงตามสมัยนิยมก็ไม่เสียหายอะไร

เด็ก ๆ รักครูของเขา ถ้าเราสามารถนำให้บรรยากาศในการทำกิจกรรม เหมือนกับการทำเล่น ๆ เด็กจะรู้สึกผ่อนคลายไปด้วย เพียงแต่ครูจะต้องรู้ว่า เราไม่ได้ทำมันเล่น ๆ หากร้องเพลง เราจะต้องร้องให้จบเพลง ผิดถูกไม่เป็นไร อารมณ์ขันช่วยได้ เมื่อครูทำผิด หรือร้องเพลงผิด เราสามารถบอกเด็ก ๆ ได้ว่า ครูผิดเอง อาจถามได้ว่า มีใครช่วยบอกแบบที่ถูกได้ไหม เด็ก ๆ จะรักครูมากขึ้น ถ้าครูทำผิดบ้างก็ได้

ในการออกแบบกิจกรรม อาจคิดไว้คร่าว ๆ ว่า เราจะทำอะไร หรือจะร้องเพลงอะไร ให้เป็นลำดับ สามารถเลือกเพลงที่ใช้สำหรับเริ่มต้น และเพลงสำหรับการจบกิจกรรม แล้วใช้ไปได้ทั้งปีการศึกษา เนื้อหากิจกรรมความฝึกซ้อมให้แน่ใจ ขึ้นใจ เพราะเราจะได้มุ่งความสนใจไปในการทำกิจกรรมไปที่เด็ก ๆ ไม่มาพะวงกับเนื้อหา เนื้อเพลงต่าง ๆ และในการทำกิจกรรมนั้น บางครั้งเมื่อเริ่มต้นไปอาจมีความรู้สึกเหือนกับว่าสิ่งที่เราเตรียมามันไม่เหมาะกับวันนี้ของชั้นเรียนนี้สักเท่าไร ขอให้เชื่อความรู้สึกของตัวเอง และหากคิดออก ก็ให้ทำไปตามความรู้สึกนั้น คือเปลี่ยนบทเรียนไปเป็นสิ่งที่คิดว่าใช่มากกว่าได้ทันที ฉะนั้น การทำกิจกรรมอะไรก็ตามกับเด็ก จะไม่มีข้อกำหนดตายตัว สามารถปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา

การแต่งเพลงสำหรับการจัดกิจกรรมในห้องเรียนศิลปะสร้างสุข

เมื่อครูสังเกตเห็นปัญหาของเด็ก และอยากได้เพลงเข้ามาประกอบกิจกรรมที่ได้ออกแบบเอง เป็นเรื่องยากที่จะหาเพลงที่เหมาะสมมาได้ ฉะนั้น การแต่งเพลงขึ้นใหม่ จึงเป็นทางเลือกหนึ่ง และหากเด็ก ๆ ได้ทราบว่า ครูของเขาได้แต่งเพลงให้กับเขา หรือชั้นเรียนของเขา เขาจะตั้งใจร้องเพลงบทนั้นมากว่าบทอื่น ๆ และในเวลาที่ครูสอน ครูจะสอนอย่างมั่นใจมาก ๆ เพราะเป็นเพลงของคุณครูเอง เด็กก็ได้รับความมั่นใจนั้นด้วย เมื่อครูร้องเพลงอย่างชัดเจน มั่นใจ เด็กก็ได้รับพลังนั้น ๆ และจะร้องตอบออกมาอย่างเดียวกับที่ครูร้อง

ในการแต่งเพลงภาษาไทยโดยคนไทยไม่ใช่เรื่องยาก ขอให้เข้าใจธรรมชาติของเสียงภาษาไทย และไม่ฝืนธรรมชาตินั้น เสียงในภาษาไทยมาจากสระเช่นเดียวกับภาษาอื่น และเรายังต้องมีวรรรณยุกต์มากำกับเสียงสูง ต่ำไว้ ซึ่งวรรณยุกต์นี้ เป็นสิ่งที่ภาษาทางตะวันตกไม่มี ชาวตะวันตกจึงไม่เข้าใจธรรมชาติของภาษาไทยสักเท่าไร (เช่นเดียวกับที่คนไทยไม่เข้าใจเรื่อง Tense ในภาษาอังกฤษ)

ขั้นแรก ขอให้ครูทุกท่าน ฝึกเป่าขลุ่ย รีคอร์เดอร์ (Recorder) เพื่อให้คุ้นเคยกับระดับเสียงต่าง ๆ ซึ่งก็คือ โน้ต โด เร มี ฟา ซอล ลา ที โอ โดยที่การฝึกเป่านั้นให้มีการฝึกเป่า ๒ อย่าง คือ เป่า แบบฝึกหัด และเป่าเป็นเพลงง่าย ๆ

แบบฝึกหัดที่ ๑.๑ เป่าตัวโน้ตเป็น บันไดเสียง

โด เร มี ฟา ซอล ลา ที โด*

(หมายเหตุ โด* คือโดสูง)

 

แบบฝึกหัดที่ ๑.๒ เป่าตัวโน้ต เป็นรูปแบบจังหวะทีละโน้ต เป็นบันไดขึ้น และ ลง

โด โด โด ___ เร เร เร ___ มี มี มี ___ ฟา ฟา ฟา ___ ซอล ซอล ซอล ___ ลา ลา ลา ___ ที ที ที ___ โด* โด* โด* ___ ที ที ที ___ ลา ลา ลา ___

ซอล ซอล ซอล ___ ฟา ฟา ฟา ___ มี มี มี ___ เร เร เร ___ โด โด โด ___

แบบฝึกหัดที่ ๒

โด เร มี___ เร มี ฟา___ มี ฟา ซอล___ ฟา ซอล ลา___ ซอล ลา ที___

ลา ที โด*___ ที โด* เร*___ โด*____________ โด* ที ลา___  ที ลา ซอล___ \\ลา ซอล ฟา___ ซอล ฟา มี___ ฟา มี เร___ มี เร โด___ โด โด โด

แบบฝึกหัดที่ ๓ เป่าเพลง กล้วยบวดชี

กล้วยบวดชี                โด เร มี

อร่อยดี                     มี ฟา ซอล

ฉันชอบกินทุกที            ซอล ลา ซอล ฟา มี

กินแล้วตัวอ้วนพี           มี ฟา มี เร โด

แบบฝึกหัดที่ ๔ เป่าเพลง ยามเช้า

แสงตะวันฉาย              ซอล มี ฟา ซอล

ยามเช้าอันสดใส           มี ฟา มี เร มี____

พากิ่งใบไม้ต้องลมอุ่น      ฟา โด เร มี ซอล มี เร____ เร____

และหยดน้ำค้าง            ซอล มี ฟา ซอล

เกาะ พราว พร่าง พราย   มี ฟา มี เร มี ____

เติมความสดใส ให้ พื้น ดิน  ฟา โด เร มี ซอล มี เร _____ โด ______

ฮู____ ฮู____ ฮู____ ฮู____       โด*____ ที____ ลา____ ซอล____

ฮู____ ฮู____ ฮู__ฮู__ ฮู____     ลา____ ซอล____ซอล__ลา__ ที____

ฮู____ ฮู____ ฮู____ ฮู____       โด*____ ที____ ลา____ ซอล____

เติมความสดใส ให้ พื้น ดิน ฟา โด เร มี ซอล มี เร____ โด____

เมื่อคุ้นเคยกับระดับเสียงแล้ว ให้เริ่มด้ว้ยการคิดคำร้อง ที่เราอยากให้เด็กได้ร้อง อาจต้องหัวข้อว่า เราจะแต่งเพลงเกี่ยวกับอะไรก่อน เช่น การแต่งเพลงที่เปิดกิจกรรม ทักทายเด็ก ๆ แล้วลองนึกดูว่า การมาพบกันที่โรงเรียน เด็ก ๆ ได้ผ่านอะไรมาบ้าง แนะนำว่าให้คิดถึงสิ่งที่สวยงาม เช่น ท้องฟ้า ต้นไม้ ใบหญ้า ไม่ใช่การจราจรคับคั่ง รถติด การรีบร้อนพามาส่งของผู้ปกครอง

เมื่อคิดคำร้องแล้วให้ลองอ่านออกเสียงคำร้องนั้น โดยคำนึงถึงทิศทางของเสียงตามวรรณยุกต์ เช่น “ท้องฟ้ากว้างใหญ่” คำว่า ท้อง และ ฟ้า เป็นคำที่มีเสียงค่อนข้างสูงเหมือน ๆ กัน แต่คำว่า กว้าง ในการพูดจะมีหางเสียงตกลงเล็กน้อย และคำว่า ใหญ่ จะมีระดับเสียงต่ำกว่าคำอื่น

ในการใส่ทำนองให้เพลงภาษาไทย เราไม่ควรฝืนธรรมชาติของทิศทางเสียง “ท้องฟ้ากว้างใหญ่” มีทิศทางเสียงอยู่กับที่ในตอนแรกแล้ว ค่อย ๆ ไต่ลงในตอนท้าย เราสามารถใส่ระดับเสียงได้หลายระดับ เช่น โด โด ที ลา ซอล หรือ ลา ลา ซอล ฟา มี หรือ ซอล ซอล มี เร โด แต่หากไปฝืนทิศทางของเสียง เช่น ซอล ซอล ลา ที โด หรือ เร เร มี ฟา ซอล ซึ่งมีทิศทางของเสียงไปในทิศทางตรงข้ามกับเสียงพูด ทำให้การร้องไม่เป็นธรรมชาติ

ในขั้นต้นนี้ ขอให้ประโยคของเพลง มีความยาวเท่า ๆ กับลมหายใจของครู หายใจหนึ่งครั้ง ต่อการร้องหนึ่งประโยค แต่หากได้มีโอกาสได้ศึกษาต่อไป ก็จะทราบรายละเอียดอื่น ๆ อีกมาก

ตัวอย่างเพลงสำหรับกิจกรรม

ในตอนเริ่มต้น ให้ครูสังเกตว่า ในกลุ่มนักเรียน มีความพร้อมในการเรียนมากแค่ไหน ถ้ายังไม่พร้อมสามารถทำกิจกรรม “ตบมือ” ก่อน

กิจกรรม ตบมือ

วิธีการ ยืนเป็นวงกลม แล้วตบมือส่งกันไปรอบวง

ขั้นที่ ๑ ตบมือส่งไปทางหนึ่ง

ให้ครูสังเกตการตบมือของนักเรียน และขอให้ตบมือส่งให้ได้คุณภาพของการรับ-ส่งที่ชัดเจน คือ ขอให้มองหน้า สบตากันเล็กน้อย ไม่ใช่ ตบมือไปทางหนึ่ง ใบหน้ามองไปอีกทางหนึ่ง ลองทำซ้ำดูอีกครั้งหนึ่ง

ขั้นที่ ๒ ผู้ที่ตบมือ สามารถเลือกได้ว่าจะตอบมืไปทางใด (แต่ยังไม่ข้ามคน)

ขั้นที่ ๓ สามารถส่งการตบมือให้ใครก็ได้

ในขั้นตอนนี้ ขอให้ย้ำว่า ในการส่ง ผู้รับจะต้องรู้ตัวด้วยว่าเป็นการส่งถึงเขา และหากข้ามกันไปมาหลาย ๆ ครั้ง จะเกิดความสับสนได้ ฉะนั้นจึงขอให้เมื่อส่งข้ามวงแล้ว ให้ส่งไปด้านข้างก่อน ๓ ครั้ง

เพลง อิมปอมเป

อิม ปอม เป กำแล้วแบ แบแล้วกำ โด มี ซอล ซอล ลา ซอล ซอล ลา ซอล

อิม ปอม เป อิม ปอม เป            โด โด เร____ เร เร มี____

อิม ปอม เป กำแล้วแบ แบแล้วกำ โด มี ซอล ซอล ลา ซอล ซอล ลา ซอล

อิม ปอม เป                          โด _ เร _ โด___

 

วิธีการ ให้เด็ก ๆ นั่งเป็นวงกลม ร้องเพลง แล้วทำมือประกอบ

ขั้นที่ ๑ ทำมือเดียว กำมือ แบมือ สลับกัน จากนั้นให้สลับข้างแล้วทำแบบเดียวกัน

ขั้นที่ ๒ ทำสองมือ เหมือนกัน กำมือ แบมือ

ขั้นที่ ๓ ทำสองมือไม่เหมือนกัน มือหนึ่งกำ อีกมือหนึ่งแบ

ขั้นที่ ๔ จัดเด็กเป็นคู่ ๆ นั่งหันหน้าเข้าหากัน คล้ายกันเล่น ตบแผะ ทำเหมือนขั้นที่ ๓ โดยให้มือที่กำไปแตะมือที่แบของคนตรงข้าม และมือที่แบก็ไปแตะกับมือที่กำของคนตรงข้าม

เพลง อิมปอมเป นี้ สามารถนำไปประยุกต์เป็นท่าทางอื่น ๆ ได้อีก เช่น เมื่อเด็กนั่งหันหน้าไปทางคู่ของเขาในวงกลม ถ้าครูบอกให้ทุกคน “กลับหลังหัน” ทุกคนจะได้พบคู่ใหม่ สามารถทำขั้นที่ ๔ ได้อีกครั้งกับคู่ใหม่ หรืออาจให้เด็กใช้มือหนึ่งคว่ำอีกมือหนึ่งหงาย มือที่คว่ำจะใช้ตบกับมือที่หงายของเพื่อน ส่วนมือที่หงายจะรับมือที่คว่ำของเพื่อนที่ตบลงมา เป็นต้น

Hhh

การใช้ร่างกายทำจังหวะ (Body Percussion)

รถไฟ ไม่ใช่รถเจ๊ก

รถไฟ             ย่ำเท้า

ไม่ใช่รถเจ๊ก       ตบตัก (ทีละข้าง สลับกัน)

มันทำด้วยเหล็ก  ตบมือ

ฉึก ฉัก ฉึก ฉัก   ดีดนิ้ว

รถเจ๊ก            ดีดนิ้ว

ไม่ใช่รถไฟ        ตบมือ

มันทำด้วยไม้     ตบตัก

กุบ กับ กุบ กับ   ย่ำเท้า  

 

ให้สีน้ำระบายสีที่หัวใจของเด็ก

โดย ครูมอส (อนุพันธุ์ พฤกษ์พันธ์ขจี)

ระบายฤดูกาลผ่านสีสัน

เมื่อเราต้องคำถามว่าเด็ก ๆ พิเศษควรจะวาดรูปอะไร คำตอบในศิลปะสร้างสุขจึงอยากให้ข้อคิดง่าย ๆ ถึงพลังของศิลปะที่จะส่งผลถึงโลกด้านในของพวกเขา เด็ก ๆ สามารถสร้างสรรค์อารมณ์สีที่หลากหลายได้ด้วยการเลือกสีสันที่แตกต่าง เพราะเหตุนี้ด้วยการระบายสี เราจึงสามารถนำพาเด็ก ๆ ทั้งเด็กทั่วไปหรือเด็กที่มีความต้องการพิเศษ สู่ประสบการณ์แห่งฤดูกาลและเทศกาลต่าง ๆ ได้ตลอดทั้งปี ข้อเสนอแนะจากความรู้นี้อาจนำไปประยุกต์ใช้ได้กับภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก ขึ้นอยู่กับภูมิอากาศ และเทศกาลในแต่ละท้องถิ่น ผมขอหยิบยกความรู้ของ Brunhild Müller จากหนังสือ Painting with Children บรมครูในการวาดภาพกับเด็กมาเป็นแนวทางให้ผู้สนใจการระบายสีกับเด็กในศิลปะสร้างสุข

“โทนสีหลากหลายระดับจากอ่อนสู่เข้มสามารถสร้างสรรค์รูปทรงได้อย่างหลากหลายมากมาย

เด็ก ๆ จะรู้สึกอัศจรรย์ใจอย่างยิ่งเมื่อได้เห็นภาพฤดูหนาวจริง ๆ สร้างสรรค์ลงบนกระดาษสีขาว

หรือปลายฤดูหนาวเด็ก ๆ จะสนุกสนานกับการระบายสีอ่อน ๆ อย่างสสีเหลือง lemon ไปจนถึงสีเข้มอย่างสีน้ำเงิน ultramarine ณ จุดที่สีน้ำเงินและสีเหลืองมาผสมกัน สีเขียวอันสดใสจะปรากฏขึ้นพร้อมกับนำความเบิกบานมาสู่เด็ก ๆ แล้วเด็ก ๆ (รวมทั้งตัวเราด้วย) จะได้สัมผัสประสบการณ์อันเร้นลับของสีเขียว สีอ่อนและสีเข้มก่อกำเนิดสีใหม่ขึ้นมา และในการพบกันของสีเหลืองและสีน้ำเงิน สีทั้งสองก็ได้ละทิ้งตัวตนดั้งเดิมไปสิ้น

เมื่อได้เห็นสีสันแพรวพราวของดอกอย่างราชพฤกษ์และดอกชงโคที่ปลูกอยู่ในสวน เด็กก็อยากจะระบายสีที่ร้อนแรงมากขึ้น เช่น สีเหลืองทอง และสีแสด vermillion เมื่อใดที่เด็ก ๆ แต้มสีแดง เหลือง และฟ้า ลงบนพื้นสีเขียว เมื่อนั้นเองเด็ก ๆ ก็ได้สร้างสรรค์อารมณ์สุขสันต์ดั่งเทศกาลสงกรานต์

เมื่อถึงฤดูร้อน เรารู้สึกเหมือนอยากวาดภาพด้วยสีแดง เหลือง และส้ม สีแดงเปรียบดั่งวีรบุรุษผู้กล้าในสนามรบ สีเหลืองเปรียบได้กับสหายผู้ส่องแสงให้โลกสว่างไสว

ธรรมชาติที่เปี่ยมด้วยความงามจะปรากฏให้เห็นด้วยสีสันที่หลากหลายอีกครั้งหนึ่ง แล้วอะไรเล่าจะดีไปกว่าการลอกเลียนธรรมชาติด้วยพู่กัน ? เด็ก ๆ ตั้งต้นทำงานด้วยความองอาจหาญกล้า ระบายสีทุกสีลงไปจนกว่าจะถอดแบบธรรมชาติหลากสีลงบนกระดาษได้สำเร็จ

ในเดือนสิงหาคมเราจะถูกห้อมล้อมด้วยสีที่เงียบงันอย่างสีเขียวเข้ม มันจะเริ่มจุดประกายแสงภายในตัวเรา เด็ก ๆ จะสัมผัสเรื่องนี้ได้ และอย่างเงียบ ๆ และสุขุม เด็ก ๆ จะรู้สึกอยากวาดภาพอะไรบางอย่างเป็นพิเศษเพื่อให้กับแม่ โดยเลือกใช้สีเขียวอมแดง นั่นเป็นอารมณ์แห่งการกำเนิดพระคริสต์ในเทศกาลคริสมาสต์

ภูมิหลังของเรื่องราวสี

เมื่อเราเริ่มต้นให้เด็ก ๆ วาดภาพในลักษณะที่ได้อธิบายมา ในไม่ช้าเราก็จะกำหนดเรื่องราวและท่วงทำนองของเราเองได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ช่วยส่งเสริมการวาดภาพ และช่วยให้เด็กเข้าถึงความสัมพันธ์กับสีได้ดีขึ้นอย่างมาก เด็กจะเริ่มพูดคุยกับสีและเล่นกับสีเหมือนเล่นกับเพื่อน และในขณะระบายสีเด็กจะหลอมรวมเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับสีทั้งหลายนั้น สำหรับเด็กแล้วการได้ระบายสีสำคัญกว่ารูปภาพที่จะได้ รูปภาพนั้นเป็นเพียงผลที่จะต้องเกิดขึ้นตามมา – บ่อยครั้งที่เด็กจะต้องประหลาดใจ – และด้วยความภาคภูมิใจในสิ่งที่เกิดขึ้น เด็กจะเที่ยวอวดผลงานกับทุก ๆ คน ท่วงทำนองและเรื่องราวจะถักทอรวมกันเป็นประสบการณ์สีและตราตรึงอยู่ในความทรงจำของเด็ก สิ่งนี้จะช่วยกระตุ้นการขับเคลื่อนทางความคิดอันจะนำไปสู่การพัฒนาของแนนวคิดและความสำนึกรู้สึกให้กว้างไกลมากกว่า

เด็กคนไหนที่ต้องการทำงานลวก ๆ ให้เสร็จเร็ว ๆ อยู่เสมอ จะรู้สึกว่าการเข้าถึงประสบการณ์สีเป็นเรื่องยาก แต่เราช่วยเด็กให้วาดภาพต่อไปได้โดยให้เด็กวาดภาพซ้ำในท่วงทำนองเดิมหรือพูดชี้แนะบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างเช่น “สีเหลืองของเธอมันอยากจะไหลเรื่อยต่อไปอีกหน่อยนะ” หรือ “สีเหลืองมีอะไรจะให้สีน้ำเงินล่ะ อยากรู้เหมือนกันนะว่าอะไร” หรือ “สีแดงยังไม่ได้ทักทายกับสีเหลืองเลย”

เด็กแต่ละคนต้องการเวลาเฉพาะตนในการเข้าถึงกิจกรรมวาดภาพ บางคนอาจเข้าถึงเต็มที่ตั้งแต่เริ่ม บางคนต้องรอจนกว่าจะได้แต้มสีลงบนกระดาษและสีเริ่มพูดคุยกับเขา เรื่องนี้จำต้องไว้ให้แม่นโดยเฉพาะตอนที่เด็ก ๆ รวมกลุ่มกกันวาดภาพ และเราจะต้องไม่ยุติการวาดปุบปับเกินไป

รูดอล์ฟ สไตเนอร์ ได้ให้ตัวอย่างวิธีการนำประสบการณ์สีมาสู่เด็กนักเรียนทั่ว ๆ ไป ดังนี้

แต่ขอให้เราปลุกภายในเด็กให้รู้ถึงความหมายเมื่อมองดูสีดำ แดง เขียว เหลือง ขาว ขอให้เราเรียกหาภายในเด็กถึงความหมายเมื่อเราล้อมรอบจุด ๆ หนึ่งด้วยวงกลม ขอให้เราเรียกหาประสบการณ์อันยิ่งใหญ่ที่มีอยู่ในความแตกต่างเมื่อเราวาดวงกลมสีเขียวสองวงอยู่ แต่ละวงมีวงกลมสีแดงสามวงอยู่ภายใน แล้ววาดวงกลมสีแดงสองวง แต่ละวงมีวงกลมสีเขียวสามวงอยู่ภายใน วงกลมสีเหลืองสองวงโดยมีวงกลมสีน้ำเงินสามวงอยู่ภายใน แล้ววงกลมสีน้ำเงินอีกสองวงที่บรรจุวงกลมสีเหลืองสามวงไว้ภายใน ปล่อยให้เด็กมีประสบการณ์กับสีว่าสีพวกนี้จะพูดคุยอะไรกับสัญชาตญาณของเขา เพราะในโลกของสีก็มีโลกอยู่ทั้งโลก แต่เราก็ต้องให้เด็กได้มีประสบการณ์ว่าพวกสีพูดคุยอะไรกันเองด้วย สีเขียวพูดอะไรกับสีแดง สีน้ำเงินพูดอะไรกับสีเหลือง สีน้ำเงินกับสีเขียว และสีแดงกับสีน้ำเงิน — ตอนนี้เราได้รู้ถึงความสัมพันธ์อันวิเศษสุดระหว่างบรรดาสีต่าง ๆ

แต่กับเด็กที่มีความต้องการพิเศษเอง พวกเขามีความยากลำบากในการประสานโลกภายในและโลกภายนอกนี้ จึงมีความจำเป็นที่ต้องสร้างลำดับขั้นตอนให้ชัดเจน ประกอบด้วย เรื่องราวการระบายสีที่เหมาะสมแต่ละบุคคล, ขั้นตอน, ความชัดเจนของสิ่งที่จะทำ

ในโรงเรียนที่มีเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ผู้สอนสามารถช่วยวาดได้แต่คำนึงว่าเขาได้เรียนรู้อะไร

อารมณ์จากธรรมชาติเป็นแบบฝึกหัดการระบายได้เหมาะสมกับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ

หลากหลายอารมณ์ในธรรมชาติที่แสดงความเป็นรูปธรรม ยกตัวอย่าง เช่น การเติบโตของดอกไม้ ต้นไม้ ทิวทัศน์ในทุ่งหญ้า และความต่างระหว่างเช้ากับเย็น พายุฝนฟ้าคะนอง ลมพายุในท้องทะเล วันร้อน ๆ ในฤดูร้อน สร้างแรงจูงใจเด็กโต (อายุ ๙ – ๑๓ ปี) ให้อยากวาดภาพ แต่มันสำคัญว่าแรงขับนั้นควรจะต้องออกมาจากสีสำหรับตอนเช้าเด็ก ๆ จะเลือกสีสดใส แข็งแรงและกระฉับกระเฉง อย่างสีเหลืองทอง หรือสีแดงสด สำหรับตอนเย็นเป็นสีน้ำเงิน ultramarine สีน้ำเงิน cobalt และสีแดง carmine สีส้มและสีม่วงจะถูกผลิตขึ้นขณะระบายสี

ให้วาดภาพที่เห็น

บ่อยครั้งขณะที่เด็กวาดภาพด้วยสีน้ำ เขาอยากจะวาดภาพสิ่งของที่เขาพบเห็นอยู่รอบ ๆ ตัว ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ บ้านเรือน ถนนหนทาง รถยนต์ เครื่องบิน สัตว์ คน พระอาทิตย์ พระจันทร์ และดวงดาว เด็กจะไม่รู้สึกลำบาก ถ้าจะสรรสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาอีกครั้งด้วยปลายพู่กัน ในทางตรงกันข้าม ด้วยสีเหลว ๆ ที่ปลายพู่กัน เด็กกลับสามารถปล่อยให้ภาพนั้น ๆ ปรากฏบนกระดาษได้สมดังจินตนาการ โดยไม่ได้รู้สึกตีกรอบจำกัดตัวเองไว้เพียงในรูปร่าง รูปทรงที่ตายตัว หรือสี “จริง” ของสิ่งทั้งหลายนั้น การวาดภาพแบบนี้เหมาะสำหรับเด็กที่ไม่ชอบวาดภาพด้วยสีดินสอ สีเมจิก หรือสีชอล์ก การวาดด้วยพู่กันและสีน้ำจะช่วยให้เด็ก ๆ เหล่านี้ได้แสดงตัวตนของเขาออกมาในเชิงศิลปะ

ตัวสีเองเป็นตัวที่กระตุ้นให้เด็ก ๆ วาดภาพ ไม่นานนัก สีจะให้อารมณ์กับภาพ และจากอารมณ์นั้น เด็กก็จะค้นพบแรงขับเคลื่อนสำหรับภาพของเขาด้วย

 ระบายสีบนพื้นฐานการเล่น

หลายต่อหลายครั้งที่เด็กได้ทำงานศิลปะในแง่มุมต่าง ๆ การระบายสีอย่างมีชีวิตชีวา ในรูปแบบนี้ มีจุดมุ่งหมายให้เด็กได้มีทิศทางในการเล่นด้วย นอกจากความเป็นอิสรภาพในบริบทที่ศิลปะได้มอบคุณค่านี้อยู่เสมอแล้ว การที่พ่อแม่และครูช่วยวางการทำงานอย่างเป็นขั้นเป็นตอน จะมีคุณประโยชน์กับเด็กเล็กเป็นอย่างมาก ทั้งด้านอารมณ์ ความรู้สึก และพลังสร้างสรรค์ในตัวเขา

ตระเตรียมอุปกรณ์

สีน้ำ ผสมอยู่ในรูปการถูกทำละลายจากน้ำ ไม่บีบจากหลอดมาใช้โดยตรง ผสมอยู่ในขวดแก้วเล็ก ๓ สี แบ่งเป็นสีแดง (Crimson) สีน้ำเงิน (Ultramarine-Prussian Blue) และสีเหลือง (Lemon Yellow – Gold Yellow) ทั้ง ๓ โทนนี้เหมาะสมกับธรรมชาติภายในของเด็กเล็ก

ฟองน้ำธรรมชาติ สำหรับซับกระดาษให้หมาด หรือใช้ผ้าขาวผืนเล็กกลิ้งให้กระดาษหมาดได้

พู่กันเบอร์ ๑๘ เป็นพู่กันแบน

กระดาษสีน้ำแคนสัน หรือเรเนสซองค์ (กระดาษ ๑๐๐ ปอนด์) ตัดขนาด ๑/๔ ของแผ่นใหญ่

กระดานอะครีลิครองวาด ขนาดประมาณ ๓๐ x ๔๐ เซนติเมตร หาได้ตามร้านเครื่องเขียนทั่วไป

แก้วน้ำใส เพื่อล้างพู่กันให้สะอาดทุกครั้งก่อนที่จะระบายครั้งต่อ ๆ ไป

โต๊ะ ที่เด็กเล็กนั่งถนัด

set up 3 c

เริ่มระบายสีน้ำกับเด็ก ๆ กันเถอะ

เมื่อกระดาษสีน้ำขนาดตัด ๑/๔ ถูกแช่น้ำสักประมาณ ๔ – ๕ นาที นำกระดาษเปียกวางบนแผ่นอะครีลิคบนโต๊ะแล้วอุปกรณ์นำอุปกรณ์ที่กล่าวถึงทั้งหมดวางไว้ด้านหน้า หรือตำแหน่งที่เด็กถนัด (ซ้าย – ขวา) หลังจากนี้แล้วชวนเด็ก ๆ เลือกสีที่เขาชอบจากสีทั้ง ๓ โทน (อย่าลืมล้างพู่กันด้วย) ระบายไปยังอาณาบริเวณต่าง ๆ ของกระดาษ สีสันต่าง ๆ จะเคลื่อนไหวซึมซับเข้าหากัน บางครั้งซ้อนทับกันอย่างเป็นธรรมชาติ จนกระทั่งเด็ก ๆ รู้สึกพอใจ และสำเร็จกับจุดหมายการระบายครั้งนี้ ข้อควรระวังไม่ควรระบายจนกระดาษขาด หรือควบคุมการระบายสีที่มีจุดหมายเสมือนการเล่นนี้มากจนเกินไป ทำได้อย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้เด็ก ๆ มีการแสดงออกทางอารมณ์ และรับรู้ของสีดีขึ้น

บทฝึกหัดการระบายสีน้ำที่ ๑

“เพลิดเพลินกับรุ้งสี” Play with Three Colours

โลกเรานี้มีสีสันหลากหลายจากสีทั้งสามนี้ มันสามารถเกิดเป็นรุ้งการเดินทางของการระบายนี้จึงเริ่มแรกจากตรงกลางที่เป็นสีเหลือง (Lemon Yellow) พยายามหาตรงกลางในกระดาษให้เจอเป็นตรงกลางที่ให้ความหมายเดียวกับหัวใจ แล้วระบายอย่างบรรจงแผ่วเบาแต่ให้ทรงพลัง

สีต่อไปคือสีน้ำเงิน (Ultramarine) อยู่ด้านบนสุดประหนึ่งเป็นท้องฟ้า ทิศทางการระบายเริ่มจากด้านซ้ายค่อย ๆ ลากโดยพยายามไม่ยกมือไปทางขวา และพาจากด้านบนสู่ด้านล่าง จนเกือบแนบกับสีเหลือง

สีแดง (Crimson) จึงเป็นสีที่มาอยู่ด้านล่างการระบายจะกลับกันคือพาจากด้านล่างสู่ด้านบน จนเกือบแนบกับสีน้ำเงิน

ระหว่างรอยต่อของแต่ละสีให้สีน้ำเงินได้เข้ามาสู่สีเหลือง และสีเหลืองได้ผสานกับสีแดงจนเกิดเป็นสีรุ้งจากสามสีแบบพื้นฐานได้

 

ลากเส้นรูปทรง (Form Drawing)

เป็นการทำงานกับการลากเส้นซึ่งในแต่ละวัฒนธรรมมีลวดลายที่ต่างกันออกไป

การลากเส้นจึงมีความเหมาะสมกับเด็กที่มีความต้องการพิเศษทุกช่วงอายุ เพราะการลากนี้จะเกิดทัศนภาพและประสิทธิภาพที่แตกต่างกันทั้งผลด้านประสาทสัมผัสโดยเฉพาะสัมผัสด้านสมดุล และรวมไปถึงการเกิดระเบียบของลำดับขั้นตอนในตัวผู้ลาก

บทฝึกหัดการลากเส้น (Form Drawing)

ให้ลากจากซ้ายไปขวาด้วยสีเครยอง หรือดินสอสีไม้ แว็กซ์ เครยอน หรือ จัดบทแบบฝึกหัดให้มีขนาดเกือบเต็มแผ่นกระดาษขนาด A๓ สำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ แล้วเลือกจากสิ่งที่ง่ายที่สุด ทำซ้ำหลาย ๆ ครั้งในบทฝึกหัดเดิมและค่อยเปลี่ยนบทฝึกหัดใหม่

FdbA

 

เมื่อผนังเสมือนมีลมหายใจ

‘Lazure’ เป็นคำในภาษาเยอรมัน มาจากคำว่า “lasur” ที่ ดร.รูดอร์ฟ สไตเนอร์ ได้ใช้เรียกศิลปะการระบายสีแบบโปร่งแสงบนพื้นผิวหนัง ที่เขาได้ริเริ่มขึ้นมาในช่วงปี ๑๙๐๗ – ๑๙๐๘ โดยมีอาคารต้นแบบของการใช้เทคนิค ลาซัวร์ (Lazure) ระบายอยู่ที่อาคารรูปทรงโดมเกอเธอานัมในสวิตเซอร์แลนด์

หัวใจสำคัญประการหนึ่งของเทคนิคการระบายสีแบบ ลาซัวร์ คือ การสร้างความรู้สึก “Breathing colour” หรือให้สีเสมือนเคลื่อนไหวเฉกเช่นผนังนั้นสามารถหายใจได้ เมื่อเรามองเห็นสีที่มีคุณสมบัติโปร่งแสง (transparent) เหล่านั้นแต่งแต้มบนผนัง ราวกับว่าผนังห้องมีลมหายใจ เคลื่อนไหว เปลี่ยนผ่าน โดยมีองค์ประกอบที่จะสร้างลมหายใจให้กับผนังห้อง

ข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่ สภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ทิศทางของแสง แหล่งกำเนิดแสง

ลักษณะการเคลื่อนที่หรือหายใจของแสงสี

บรรยากาศความรู้สึกที่เอื้อประโยชน์ใช้สอยของสถานที่นั้น

วัสดุ อุปกรณ์สำหรับการเพ้นท์ เนื้อสีกาว พื้นผิววัสดุ โครงสร้างสถาปัตยกรรม

นอกจากนี้ในการเลือกใช้สีที่สร้างลมหายใจให้ผนังห้องต่าง ๆ อย่างห้องเด็กเล็ก เราควรเลือกใช้สีอ่อนเบานุ่มนวลอย่างสีชมพู หรือเลือกตามใจเด็ก อาจจะเป็นสีรุ้ง แม้กระทั่งการระบายเป็นภาพเรื่องราวก็สามารถทำได้ แต่ถ้าเป็นโรงเรียนอนุบาลควรเลือกสีชมพูอ่อน ในโรงเรียนประถมตควรเป็นสีแดงอมส้ม ไปถึงสีส้ม หากเป็นห้องผู้สูงอายุเลือกสีสุภาพ เรียบ ๆ แต่ถ้าเป็นองค์กรต่าง ๆ ก็ควรเป็นสีตรงข้ามกัน เช่น ส้มกับน้ำเงิน

การใช้แสงสีในเทคนิคนี้ส่งผลกับอารมณ์ ความรู้สึกในเชิงผ่อนคลายให้แก่ผู้คน เริ่มจากการเคลื่อนไหวฝีแปรงที่สัมพันธ์กับจังหวะและลมหายใจอันสม่ำเสมอ ไปสู่การพัฒนาการเคลื่อนไหวของรอยฝีแรงนั้นที่สัมพันธ์กับความรู้สึกอันเกิดจากสีต่าง ๆ ทั้งสีโทนร้อน อุ่น และเย็น สู่การมองสีในธรรมชาติรอบตัวเรา จนถึงดาวเคราะห์ต่าง ๆ ในระบบสุริยจักรวาล จักรราศี ทั้งหมดทั้งมวลล้วนแต่สามารถสะท้อนพลังออกมาได้ด้วยสีและท่วงท่าที่แตกต่างกัน

โดยพื้นฐานธรรมชาติของมนุษย์ตามแนวมนุษยปรัชญาที่กล่าวว่า มนุษย์ต่างมีพัฒนาการ และล้วนต้องการความสมดุลในชีวิตอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน อวัยวะภายในของมนุษย์ก็เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นซี่โครง ปอด หัวใจ ต่างทำงานอย่างเป็นจังหวะและมีโครงสร้างที่สะท้อนถึงความมีจังหวะนั้นสอดคล้องกับหลักปรัชญาเต๋า ที่ใช้วงกลมหยินหยางเป็นสัญลักษณ์แห่งความสมดุลอันสะท้อนความจริงในธรรมชาติสองขั้นชาย – หญิง มืด – สว่าง กาย – ใจ นอกเหนือจากนี้ธรรมชาติ ฤดูกาลต่าง ๆ ล้วนมีสีสื่อสัญลักษณ์ที่แตกต่างกันและผันเปลี่ยนดั่งวงจรสี

สีแต่ละสีมีการเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลงได้ เป็นพลวัตร (Dynamic) เช่นเดียวกับชีวิตที่มีการเปลี่ยนแปลงไม่คงที่ เพื่อปรับเข้าหาสมดุลให้ตัวเอง เรามีชีวิตที่ต้องการความมีระเบียบแบบแผน ใช้เหตุใช้ผล และในเวลาเดียวกันเราก็มีชีวิตที่ต้องการอิสระ ไร้รูปแบบ ผันแปรตามอารมณ์ ความรู้สึก แต่ชีวิตที่เป็นกลางระหว่างสุดขั้นทั้งสองฝ่ายนั้นต่างหาก ที่ทำให้เรารู้สึกอิสระหลุดพ้นอย่างแท้จริง นั่นคือการดำรงอยู่อย่างเป็นอิสระ ณ ชั่วขณะหนึ่ง ด้วยความรู้สึกอันมีชีวิตชีวา (Urge to play)

และเพื่อให้ชีวิตสามารถพัฒนาไปสู่ระดับดังกล่าวได้ เราจึงควรฝึกฝนแบบฝึกหัดทั้ง ๖ ของสไตเนอร์ ได้แก่

  • การคิดชัดเจน
  • การลงมือทำอย่างชัดเจน
  • การฝึกรับรู้ความรู้สึก
  • การมองในเชิงบวก
  • การเปิดกว้าง ยืดหยุ่น
  • การสร้างสมดุลระหว่างทั้งห้าข้อ

การระบายสีแบบลาซัวร์นี้ ทำให้ผู้ปฏิบัติทั้งหลายได้มองเห็นความคิดที่ชัดเจน การลงมือทำที่ชัดเจน ฉับไว อารมณ์สีกับอารมณ์ตัวเอง ตลอดจนการได้ปฏิสัมพันธ์กับผู้คนใหม่ ๆ อย่างเปิดกว้าง และการร่วมมือกันอย่างแท้จริง ในการสร้างสรรค์แต่ละครั้งมิได้เกิดขึ้นเฉพาะจากหลาย ๆ มือที่ร่วมแรงกัน ทั้งช่วยส่งแปรงที่ชุ่มพอดีไม่แห้งเกิน ไม่เปียกเกิน ช่วยจับบันได ช่วยเช็ดพื้น แม้กระทั่งช่วยมองดูและชี้แนะให้เติมเต็มในส่วนต่าง ๆ นอกจากความงดงามที่กลมกลืนกันอย่างพอดี ยังเป็นงานที่สร้างการหลอมรวมของผู้คนได้เป็นอย่างดีด้วยและยังช่วยปรับอารมณ์ จิตใจ ของผู้ที่ได้สัมผัสให้มีความผ่อนคลาย นุ่มนวล ไม่ต่างกับการเพาะปลูกดอกไม้เลยทีเดียว

Lz-P

โครงการศิลปะสร้างสุข เสร็จสิ้นการดำเนินโครงการในปีพุทธศักราช ๒๕๕๙ สร้างศูนย์การเรียนรู้ (ห้องศิลปะสร้างสุข) จำนวน ๕ แห่ง ได้แก่ โรงเรียนเพชรบุรีปัญญานุกูล โรงเรียนพิจิตรปัญญานุกูล โรงเรียนนครราชสีมาปัญญานุกูล โรงเรียนฉะเชิงเทราปัญญานุกูล และโรงเรียนกาวิละอนุกูล สร้างความสุขด้วยกิจกรรมศิลปะบำบัดในแนวทางมนุษยปรัชญาให้กับครูต้นแบบและเพื่อนครู ให้สามารถพาความสุขไปสู่เด็กที่มีความต้องการพิเศษในโรงเรียนปัญญานุกูล จำนวน ๑๙ โรงเรียน

 

ปัจจุบัน ศิลปะสร้างสุข ยังคงดำรงอยู่ในตัวตนของครูผู้ได้รับความสุขและสร้างความสุขให้กับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ในรูปแบบกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการเสริมหลักสูตรกิจกรรมการเรียนการสอนด้วยศิลปะในแนวทางมนุษยปรัชญา ตามบริบทของโรงเรียนที่เป็นศูนย์การเรียนรู้ (ห้องศิลปะสร้างสุข) และโรงเรียนปัญญานุกูลทั่วประเทศ

 

อ้างอิง : อนุพันธุ์ พฤกษ์พันธ์ขจี. (๒๕๕๖) ศิลปะสร้างสุข ความเข้าใจและวิถีทางของศิลปะสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ. นนทบุรี : โรงพิมพ์มติชนปากเกร็ด

 

ข้อมูลเพิ่มเติม

https://www.arttherapythai.com/

 

Leave a Reply