ออทิสติก คนที่มีโลกของตัวเอง

ออทิสติก คนที่มีโลกของตัวเอง

         อาจยากที่เราจะเข้าใจคนที่มองเห็นโลกแตกต่างจากเรา คนบางคนรับรู้ ได้ยิน ในสิ่งที่แปลก จากที่เรารับรู้ โดยที่เขาอาจไม่รู้เลยว่าเขากำลังเห็นและได้ยินในสิ่งที่แปลกไปจากคนอื่นๆ และนั่นทำให้เขาทำอะไรแบบที่ใครๆไม่เข้าใจ ถ้าเบื้องหน้าของเราคือ ท้องทะเลสีคราม ฟ้าใส มีเสียงคลื่นกระทบฝั่ง กับสายลมที่หอบโอโซนมาให้หายใจอย่างสดชื่น คุณจะเชื่อไหมว่า “ใครคนหนึ่ง” ที่ยืนอยู่ตรงจุดเดียวกับที่เรายืนอยู่นั้น ไม่อาจมองเห็นและสัมผัสสิ่งตรงหน้าได้เหมือนเรา เขาอาจมองเห็นเพียงคลื่นที่แยกส่วนเป็นชิ้นๆ ครั้งหนึ่งพอภาพนั้นลบเลือนไป เขาจึงได้ยินเสียงคลื่นที่ดังสนั่นเหมือนจะโถมทับลงมาบนร่าง …ไม่ต้องกังวล ถ้าคุณจะรู้สึกว่าไม่ค่อยเข้าใจ…

        นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งในอีกหลายสิ่งของใครบางคนที่แตกต่างไป เกือบ 60 ปีมาแล้ว ที่โลกได้รู้จักกับคนที่มีช่องทางการสัมผัสรับรู้แตกต่างไปจากคนอื่น ซึ่งเป็นความ บกพร่องของสมองส่วนที่มีหน้าที่เกี่ยวกับประสาทสัมผัสและการเรียนรู้ แพทย์จัดว่ามันเป็นโรคชนิดหนึ่งตั้งชื่อว่า “ออทิซึม” (Autism) และเรียกคนที่มีลักษณะเช่นนี้ว่า “ออทิสติก”(Autistic)

        ออทิซึม มีความหมายว่า “ตัวเอง” เป็นการตั้งชื่อตามพฤติกรรมที่เห็นชัดเจนตั้งแต่วัยเด็ก คือการแยกตัวอยู่ในโลกของตัวเอง ไม่ค่อยสื่อสารกับใคร จนทำให้เขาขาดการรับรู้จากสิ่งแวดล้อมรอบตัวอย่าง สิ้นเชิง มีความล่าช้าในด้านพัฒนาการสังคม การพูด การใช้ภาษา การสื่อความหมาย ไม่มีจินตนาการ มีพฤติกรรมซ้ำๆ บางอย่าง ทั้งการกระทำและความคิด

อย่างไรจะเรียกว่าเป็นออทิสติก

          การจะรู้ว่าเป็นออทิสติกหรือไม่ รู้ได้จากการสังเกตพฤติกรรมในวัยเด็ก พฤติกรรมของออทิสติกจะเริ่มสังเกตเห็นได้ตั้งแต่ขวบปีแรก ซึ่งพ่อแม่มักจะไม่สังเกตเห็น แต่พฤติกรรมจะเริ่มแสดงชัดเมื่อเด็กอายุประมาณ 2 ขวบครึ่ง หรือ 30 เดือน โดยมีลักษณะปรากฏชัดในความล่าช้าเรื่องการพูด และการใช้ภาษา ข้อสังเกตพฤติกรรมที่น่าสงสัยว่าเป็นออทิสติกมี 3 ด้าน คือด้านปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับผู้อื่น ด้านการสื่อความหมาย และการมีพฤติกรรมที่จำกัดหรือซ้ำๆ

          ในด้านปฏิสัมพันธ์กับสังคมสังเกตได้จากการที่เด็กจะไม่สบตา ไม่แสดงออกทางสีหน้าและท่าทางเหมือนไม่สนใจจะผูกสัมพันธ์หรือเล่นกับใคร และไม่สามารถแสดง ออกทางอารมณ์ให้เหมาะสมได้เมื่ออยู่ในสังคม เช่นเด็กเล็กขวบกว่าๆ ถ้าเราเล่นกับเขา เขาจะเล่นด้วย ส่งเสียงตอบ แต่เด็กออทิสติก บางทีก็มี บางทีก็ไม่มี ความคงที่ของพฤติกรรมตรงนี้ไม่มี บางครั้งเราเรียกเขาอาจไม่หัน แต่จดจ้องอยู่กับสิ่งที่เขามองอยู่ คือจะสนใจวัตถุมากกว่าคนอื่น ทำให้เขาไม่มองสบตากับเรา ถ้าสัมผัส จั๊กจี้ เขาอาจหัวเราะ แต่หัวเราะแบบไม่มีอารมณ์

          ในด้านการสื่อความหมาย จะมีความล่าช้าในการพูด หรือไม่สามารถใช้กิริยาท่าทางในการสื่อความหมายกับผู้อื่นได้ บางรายที่พูดได้แล้วอาจไม่สามารถตอบโต้ได้อย่างเหมาะสม แต่อาจพูดซ้ำๆ ในสิ่งที่ตนเองสนใจ โดยไม่สนใจว่าจะมีผู้ฟังหรือไม่ และไม่สามารถเล่นสมมุติหรือเล่นเลียนแบบสิ่งที่เคยพบเห็นในสังคมได้อย่างเหมาะสม ตามปกติเด็ก 2 ขวบกว่าจะเริ่มเรียกพ่อแม่ เริ่มพูดเป็นคำ และบอกความต้องการของตัวเองได้ชัดเจน มากขึ้นแล้ว แต่ในเด็กออทิสติก หลายคนทำเหมือนจะเรียกแล้วหายไปนานๆเข้าจะสื่อไม่เป็นคำ ส่วนใหญ่มีภาษาของตัวเองเหมือนเป็นภาษาต่างดาวที่ฟังไม่รู้เรื่อง

             นอกจากนี้ ยังดูได้จากพฤติกรรมที่มีความจำกัด หรือมักจะทำสิ่งใดซ้ำๆ เช่น มองพัดลมที่กำลัง หมุนได้ทั้งวันไม่ละสายตา เด็กออทิสติกจะชอบมองสิ่งของที่เคลื่อนไหว ชอบแสงไฟ หรือเคลื่อนไหวซ้ำๆ เช่น กระดิกนิ้วมือไปมา มีการเล่นเสียงในคอ เสียงดังอยู่ตลอดเวลาไม่มีหยุด จะไม่สามารถยืดหยุ่นในการทำสิ่งที่เคยทำเป็นประจำ โดยต้องทำตามขั้นตอนเหมือนเดิมทุกครั้ง จนบางครั้งพ่อแม่อาจคิดว่าลูกเป็นเด็กเจ้าระเบียบ

เด็กออทิสติกจะขาดจินตนาการในการเล่น อย่างเด็กทั่วไปถ้าเล่นรถ ก็จะเข็นและปล่อยให้รถวิ่งไป แต่เด็กออทิสติกจะไม่ปล่อยให้รถวิ่ง จะลากรถแล้วหยิบรถขึ้นมาดูล้อที่หมุน นี่เป็นพฤติกรรมที่เป็นสากล ลักษณะการเล่นจะค่อนข้างจำกัด บางคนเล่นมือ บางคนชอบติดของเป็นเวลานานเกิน

ส่วนใหญ่เด็กออทิสติกจะ มีปัญหาเรื่องสมาธิ สั้นหรือเรียกว่าไฮเปอร์แอกทีฟ(Hyperactive) ด้วย เป็นอาการที่เด็กอยู่ไม่สุข มีการเคลื่อนไหวมากกว่าเด็กอื่นที่มีอายุเท่ากัน แสดงถึงภาวะการควบคุม การเคลื่อนไหวของร่างกายด้อยกว่าวัย บางคนวิ่งพลุ่งพล่าน อยู่ไม่นิ่ง ควบคุมตัวเองไม่ได้ ขณะที่บางคนจะเป็นออทิสติกแบบนิ่งก็มีเหมือนกัน

แพทย์จะตรวจรู้ได้อย่างไรว่าเป็นออทิสติก


เมื่อเด็กยิ่งโตขึ้นปัญหาเรื่องพฤติกรรมจะเริ่มเด่นชัดมากขึ้นจนพ่อแม่สังเกตได้ และอาจเริ่มรู้สึกกังวลใจว่าลูกเราเป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมไม่เหมือนเด็กคนอื่น กุมารแพทย์ หรือจิตแพทย์จะเป็นผู้ช่วยในการวินิจฉัย โดยศึกษาพัฒนาการของเด็ก เปรียบเทียบกับความสามารถของเด็กปกติ อาศัยการซักประวัติอย่างละเอียดจากพ่อแม่ ซึ่งจะพบความแตกต่างกันชัดเจนในหลายด้าน

โดยดูจากพัฒนาการด้านต่างๆ ของเด็กตั้งแต่แรกเกิด กิน นอน ขับถ่าย การแสดงออกทางพฤติกรรม การเข้าสังคม การตอบสนองต่อสิ่งเร้า การสบตา การได้ยิน ความเข้าใจภาษา การพูดและการสื่อความหมาย พฤติกรรมซ้ำซาก การแสดงออกทางอารมณ์ การใช้จินตนาการ และการใช้กล้ามเนื้อ

ในการตรวจวินิจฉัยว่าเด็กเป็นออทิสติกหรือไม่ ไม่มีเครื่องวัดที่เป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ แต่อาจมีการตรวจประกอบการวินิจฉัยจากพฤติกรรม เช่น ตรวจการได้ยิน ตรวจคลื่นสมอง เพราะข้อสังเกตเบื้องต้นของเด็กออทิสติกคือเมื่อเรียกแล้ว จะไม่หัน หมอจึงจะตรวจการได้ยินก่อน ซึ่งถ้าเป็นออทิสติกจริงจะไม่มีปัญหาเรื่องการได้ยิน นอกจากจะมีหูหนวก หูตึงมาร่วมด้วย

การที่จะรู้ว่าลูกเป็นออทิสติกหรือไม่ พ่อแม่จึงเป็นคนสำคัญที่จะต้องคอยสังเกตพฤติกรรมและพัฒนาการด้านต่างๆ ของลูกตั้งแต่แรกเกิดอย่างใกล้ชิด

เนื้อหา ออทิสติก คนที่มีโลกของตัวเอง

ข้อมูลเพิ่มเติม

http://haamor.com/th/%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%81/

เนื้อหาเพิ่มเติมเกี่ยวกับออทิสติก

เนื้อหาเพิ่มเติมเกี่ยวกับออทิสติก

 

Leave a Reply