ความเป็นมาของการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา

ความเป็นมาของการจัดการศึกษาสำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา

การจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาในต่างประเทศ

การจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา เริ่มขึ้นโดยนายแพทย์ชาวฝรั่งเศส คือ จีน มาร์ค แกสพาร์ด อิทาร์ด (Jean-Marc-Gaspard Itard) ได้ให้การศึกษาแก่เด็กที่มีความบกพร่องทางสมองและอารมณ์ ที่เขาไปพบในป่าแอเวย์รอน (Aveyron) ในปี ค.ศ. 1807 เรื่องนี้ได้ตีพิมพ์ลงในหนังสือ “เดอะ ไวลด์ บอย ออฟ แอเวย์รอน (The Wild Boy of Aeveyron)” ต่อมาในปี ค.ศ. 1848 เออดัว ซีกีน (Edouard Sequin) ได้คิดวิธีการที่ใช้ในกิจกรรมทางกายภาพและประสาทสัมผัสเพื่อพัฒนากระบวนการทางจิต และในปี ค.ศ. 1890 – 1990 มาเรีย มอนเตสซอรี ได้ริเริ่มวิธีการเฉพาะบุคคลสำหรับใช้กับเด็กปัญญาอ่อนที่กรุงโรม เน้นการศึกษาด้วยตนเองโดยใช้สื่อที่ออกแบบเป็นพิเศษในการพัฒนาการรับรู้ความรู้สึกซึ่งถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการพัฒนาการรับรู้

ปัจจุบัน การจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ถือเป็นเรื่องที่ประเทศที่พัฒนาแล้วพึงกระทำ โดยเริ่มตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 20 ภายใต้แนวคิดเรื่องความแตกต่างของบุคคลใน 2 ลักษณะ คือ ความแตกต่างระหว่างบุคคลเมื่อเปรียบเทียบระหว่างเด็กคนหนึ่งกับเด็กอีกคนหนึ่ง และ ความแตกต่างระหว่างบุคคลที่เกิดจากการเปรียบเทียบความสามารถของเด็กในพื้นที่หนึ่งกับความสามารถของเด็กที่อยู่ในพื้นที่อื่นๆ การจัดกลุ่มเด็กในห้องเรียนพิเศษจะยึดแนวคิดของความแตกต่างระหว่างบุคคล แต่วิธีการจัดการเรียนการสอนจะถูกกำหนดให้สอดคล้องกับความสามารถและความต้องการพิเศษของผู้เรียนแต่ละคน

 

การจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาในประเทศไทย

การจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาในประเทศไทย เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมหลังจากประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณายาสิทธิราชเป็นระบบประชาธิปไตย โดยเริ่มจากการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีลักษณะพิเศษขึ้น ในช่วงแรกมีการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน เด็กที่มีความบกพร่องทางด้านร่างกาย และเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ตามลำดับ

พ.ศ. 2503 กระทรวงสาธารณสุขจัดการศึกษาแก่เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาที่โรงพยาบาลปัญญาอ่อน ดินแดง โดยนายแพทย์รสชง ทัศนาญชลี เป็นผู้อำนวยการ โดยเน้นที่การฝึกการดูแลช่วยเหลือตนเองและฝึกอาชีพ

พ.ศ. 2509 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ได้พระราชทานเงินสร้างอาคารเรียนที่โรงพยาบาลปัญญาอ่อนและพระราชทานนามว่า โรงเรียนราชานุกูล

พ.ศ. 2519 มูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ จัดตั้งโรงเรียนปัญญาอ่อนในกรุงเทพมหานครเพิ่มขึ้น ที่เขตบางเขต ได้รับโปรดเกล้าพระราชทานนามว่า “โรงเรียนปัญญาวุฒิกร” เป็นโรงเรียนที่เน้นการฝึกอาชีพสำหรับบุคคลปัญญาอ่อนวัยรุ่น นอกจากนั้นยังมีการจัดตั้งสถานศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัยเพิ่มขึ้น โดยใช้ชื่อโครงการประภาคารปัญญา ที่ตลิ่งชัน  ศูนย์พัฒนาเด็กปัญญาอ่อน วัดม่วงแค และศูนย์พัฒนาเด็กปัญญาอ่อนก่อนวัยเรียน คลองเตย ตามลำดับ

พ.ศ. 2521 กรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการได้รับโอน โรงเรียนราษฎรณ์ที่จัดการศึกษาสำหรับเด็กปัญญาอ่อน ในจังหวัดเชียงใหม่ ชื่อโรงเรียนกาวิละอนุกูล ต่อมามีการจัดตั้งขึ้นในหลายจังหวัด ได้แก่ โรงเรียนอุบลปัญญานุกูล จังหวัดอุบลราชธานี โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ โนนสมบูรณ์ จังหวัดขอนแก่น โรงเรียนชุมพรปัญญานุกูล จังหวัดชุมพร

พ.ศ. 2529 สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ ดำเนินงาน จัดการเรียนร่วมภายใต้ชื่อ โครงการพัฒนารูปแบบการจัดการประถมศึกษาสำหรับเด็กพิการร่วมกับเด็กปกติ โดยมอบให้นักงานการประถมศึกษากรุงเทพมหานคร ดำเนินงานทดลองจัดการเรียนร่วมสำหรับเด็กพิการ                       2 ประเภท คือ เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน และเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา

พ.ศ. 2531 กรมการฝึกหัดครูได้มอบให้ วิทยาลัยครูสวนดุสิต ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต จัดให้บริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่มสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษทุกประเภท                          และครอบครัว โดยมีจุดมุ่งหมายให้คำแนะนำพ่อแม่ผู้ปกครองในการเลี้ยงดูเด็กพิการซึ่งมีอายุระหว่าง 0 – 7 ปี เพื่อให้ได้พัฒนาการไปตามขั้นตอนเช่นเดียวกับเด็กปกติ

พ.ศ. 2539 กระทรวงศึกษาธิการ จัดตั้งศูนย์การศึกษาพิเศษ ทำหน้าที่ดูแลการจัดการศึกษาพิเศษ สำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษทุกประเภท ตั้งแต่แรกเกิด จนพบความพิการ

พ.ศ. 2542 ประกาศใช้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม                         (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553  ซึ่งกำหนดให้การจัดการศึกษาต้องจัดให้บุคคล                      มีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ส่งผลให้เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญามีโอกาสได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายเช่นเดียวกับผู้เรียนปกติ

พ.ศ. 2551 ประกาศใช้พระราชบัญญัติการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ โดยเน้น การจัด การศึกษาแบบการเรียนร่วม คือ การจัดให้คนพิการได้เข้าศึกษาในระบบการศึกษาทั่วไปทุกระดับและหลากหลายรูปแบบ รวมถึงการจัดการศึกษาให้สามารถรองรับการเรียนการสอนสำหรับคนทุกกลุ่มรวมทั้งคนพิการ

การจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาในปัจจุบันมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่หลายหน่วยงาน จากการประชุมเสวนาทิศทางแผนพัฒนาการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2555-2559) โดยกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งดำเนินการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการทุกประเภท ตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม (Early Intervention: EI) การเตรียมความพร้อมและประสานงานส่งต่อ จนถึงวัยเรียนในระดับต่างการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี อาชีวศึกษา อุดมศึกษา รวมทั้งการศึกษานอกระบบและตามอัธยาศัย (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2554)

ความจำเป็นของการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา

การจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา เป็นงานที่จำเป็นสำหรับหน่วยงานทางการศึกษาที่จะต้องจัดขึ้นอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ ด้วยปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

  1. ความจำเป็นจากส่วนที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายทางการศึกษา ดังนี้

1.1. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553 หมวด 2 สิทธิและหน้าที่ทางการศึกษา  มาตรา 10 บัญญัติว่า การจัดการศึกษา ต้องจัดให้บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกัน ในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย และการจัดการศึกษาสำหรับบุคคลซึ่งมีร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ สังคม การสื่อสารและการเรียนรู้ หรือมีร่างกายพิการหรือทุพพลภาพหรือบุคคลซึ่งไม่สามารถพึ่งตนเองได้หรือไม่มีผู้ดูแลหรือด้อยโอกาส ต้องจัดให้บุคคลดังกล่าวมีสิทธิและโอกาสได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นพิเศษ (ราชกิจจานุเบกษา, 2553)

จะเห็นได้ว่า เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาได้รับโอกาสในการเข้ารับการศึกษาอย่างเป็นทางการ โดยเฉพาะในการศึกษาขั้นพื้นฐานตั้งแต่พบความพิการโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ผู้จัดการศึกษาแก่เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาจะต้องดำเนินการจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการต่างๆ ที่ผู้เรียนพึงได้รับ

1.2. แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ ฉบับปรับปรุง (พ.ศ. 2552-2559) มีวัตถุประสงค์ ในการพัฒนาคนอย่างรอบด้านและสมดุล เพื่อเป็นรากฐานของการพัฒนาแนวนโยบาย และเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้ประชาชนทุกคนตั้งแต่แรกเกิดจนตลอดชีวิตได้มีโอกาสเข้าถึงบริการการศึกษาและการเรียนรู้ โดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ หรือทุพพลภาพ ยากจน อยู่ในท้องถิ่นห่างไกล

จะเห็นได้ว่า เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญามีโอกาสทางการศึกษา และการเข้าถึงบริการทางการศึกษาและการเรียนรู้ เพื่อได้รับการพัฒนาอย่างรอบด้านและสมดุล

1.3. นโยบายและยุทธศาสตร์การปฏิรูปการศึกษาสำหรับคนพิการในทศวรรษที่สอง (พ.ศ. 2552-2561) ประกาศนโยบายปฏิรูปการศึกษาสำหรับคนพิการ 4 ข้อ คือ

1.3.1. คนพิการได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึงและเสมอภาค

ยุทธศาสตร์: เพิ่มโอกาสให้คนพิการได้รับบริการทางการศึกษา

1.3.2. คนพิการได้รับการศึกษาอย่างมีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาของแต่ละประเทศความพิการในทุกระบบและรูปแบบการศึกษา

ยุทธศาสตร์: พัฒนาหลักสูตร กระบวนการจัดการเรียนรู้ การวัดและประเมินผลให้เหมาะสมสำหรับคนพิการ พัฒนาคุณภาพครูและบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ พัฒนาคุณภาพสถานศึกษา และแหล่งเรียนรู้สำหรับคนพิการ

1.3.3. การมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ

ยุทธศาสตร์: พัฒนาระบบการบริหารและกลไกในการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ ปฏิรูประบบการเงิน การคลัง และงบประมาณเพื่อการศึกษาสำหรับคนพิการ

จะเห็นได้ว่า เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา มีโอกาสได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง มีคุณภาพ และเสมอภาค

  1. จำนวนเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาที่มีมากและมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต

จากสถิติผู้พิการที่จดทะเบียนประจำตัวคนพิการของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พบว่า มีผู้พิการประเภทความพิการทางสติปัญญาเพิ่มมากขึ้น และมีจำนวนมาก ดังนี้ ปี พ.ศ. 2556 จำนวน 114,770 คน ปี พ.ศ. 2557 จำนวน 120,811 คน ปี  พ.ศ. 2558  จำนวน 116,473 คน และปี พ.ศ. 2559 จำนวน 120,024 คน

จากจำนวนผู้พิการประเภทความพิการทางสติปัญญาเพิ่มขึ้นและมีจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา สถานศึกษาที่จัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาควรตระหนักและให้ความสำคัญ รวมถึงเพิ่มมาตรการในการบริหารสถานศึกษา ให้สามารถจัดการศึกษาได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้ด้วยตนเองอย่างมีความสุข อันเป็นอำนาจและวัตถุประสงค์หลักของสถานศึกษาที่จัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา

  1. ความต้องการจากองค์กร หน่วยงานเอกชนเกี่ยวกับการศึกษาสำหรับเด็กที่มี ความบกพร่องทางสติปัญญา ที่ให้ความสนใจเกี่ยวกับสิทธิและแนวทางการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญามากขึ้น เนื่องจากกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงทัศนคติของผู้ปกครองที่มีความสำคัญ ส่งผลให้หน่วยงานต่างๆ ของรัฐจึงควรตระหนักและให้ความสำคัญต่อการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาให้ทั่วถึงและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

รูปแบบของการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา

กุลยา ก่อสุวรรณ (2553) ได้จัดรูปแบบการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญารายละเอียดดังนี้

          การจัดการศึกษาในชั้นเรียนรวม

          เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาส่วนใหญ่เป็นเด็กที่มีความบกพร่องระดับเล็กน้อย เด็กเหล่านี้มักเข้าเรียนอยู่ในชั้นเรียนปกติเนื่องจากความบกพร่องนั้นไม่แสดงลักษณะให้เห็นเด่นชัด จึงมักมีปัญหาเมื่อผลการเรียนต่ำกว่าเพื่อนในห้อง อย่างไรก็ตาม เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับเล็กน้อยบางคนสามารถเรียนได้ หากได้รับการช่วยเหลือที่เหมาะสมในชั้นเรียน ซึ่งการช่วยเหลือมีหลายรูปแบบ เช่น การปรับการเรียนการสอน สื่อ หรืออุปกรณ์การสอนให้เหมาะสม การปรับวิธีการวัดประเมินผลให้เหมาะสมกับความสามารถและจุดอ่อนของเด็ก ครูควรเลือกใช้สื่อที่น่าสนใจ สามารถดึงดูดความสนใจของเด็กได้ดี มีตัวหนังสือน้อย และควรเลือกใช้สื่อที่เป็นรูปธรรม เช่น วัตถุจริง รูปภาพที่เห็นและเข้าใจได้ง่าย หรือสื่อคอมพิวเตอร์เป็นต้น อีกทั้งครูที่สอนในชั้นเรียนรวมนี้ต้องเป็นครูที่มีทักษะในการสอนสูง มีความยืดหยุ่น และมีความตั้งใจที่จะช่วยเหลือเด็กเหล่านี้อย่างแท้จริง การช่วยเหลือด้านบุคลากรก็เป็นสิ่งจำเป็น ครูการศึกษาพิเศษสามารถให้คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการสอนแก่ครูปกติ ช่วยจัดสื่ออุปกรณ์ที่เหมาะสม หรือแม้กระทั่งช่วยเหลือเด็กในห้องเรียนได้ด้วย

 

ห้องเสริมวิชาการ

มีจุดประสงค์ในการช่วยเหลือเด็กที่มีความบกพร่องและช่วยเหลือครูในชั้นเรียนปกติด้วยการแบ่งเบาภาระงานสอนเสริมออกมาด้วย เด็กที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาส่วนใหญ่จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือจากครูในห้องเสริมวิชาการซึ่งมักเป็นครูการศึกษาพิเศษ

หน้าที่ของครูการศึกษาพิเศษในห้องสอนเสริมวิชาการมีดังนี้

  1. ทำหน้าที่จัดหาสื่อ อุปกรณ์ที่เหมาะสมสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาที่เรียนในชั้นเรียนรวมให้แก่ครูผู้สอนในชั้นเรียนปกติ
  2. ให้คำแนะนำแก่ครูในชั้นเรียนปกติเกี่ยวกับวิธีการสอนต่างๆที่เหมาะสมกับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
  3. ทำงานร่วมกับครูปกติในการวางแผนช่วยเหลือเด็กที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาในห้องเรียนรวม ด้วยการจัดทำ IEP สำหรับนักเรียนคนนั้น
  4. ทำหน้าที่ช่วยเด็กที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาในชั้นเรียนปกติ
  5. ในบางครั้งครูการศึกษาพิเศษอาจทำหน้าที่สอนสลับกับครูปกติโดยครูการศึกษาพิเศษสอนเด็กปกติและให้ครูในชั้นเรียนปกติสอนเด็กที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาสลับกัน
  6. ทำหน้าที่สอนร่วมกับครูในชั้นเรียนปกติ โดยอาจแบ่งกันสอนบางส่วนของเนื้อหาและร่วมกันรับผิดชอบเด็กทุกคนในชั้น
  7. สอนเด็กที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาในห้องเสริมวิชาการในบางเวลาและส่งเด็กกลับสู่ชั้นเรียนปกติ
  8. สอนเด็กที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาเป็นรายกลุ่มและรายบุคคล
  9. ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการจัดเด็กที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาให้เข้าเรียนชั้นเรียนพิเศษในรายที่จำเป็นและเหมาะสม
  10. ทำหน้าที่ส่งต่อเพื่อขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานภายนอก

ชั้นเรียนพิเศษ

เป็นสิ่งแวดล้อมที่มีความจำกัดมากกว่าชั้นเรียนปกติ ซึ่งเด็กที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาระดับเล็กน้อยในอดีตส่วนใหญ่ได้รับการศึกษาในชั้นเรียนพิเศษนี้ แต่ปัจจุบันเด็กเหล่านี้สามารถเข้าเรียนในชั้นเรียนปกติได้มากขึ้น ดังนั้น การจัดชั้นเรียนพิเศษนี้จึงเหมาะสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องในระดับปานกลางถึงระดับรุนแรง โดยทั่วไปแล้วชั้นเรียนพิเศษห้องหนึ่งมักจะมีเด็กที่มีที่มีความบกพร่องประมาณ 8-12 คน ซึ่งบางห้องอาจมีเด็กที่มีความบกพร่องหลายประเภทรวมกัน เช่น เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา และเด็กออทิสติก เป็นต้น ในขณะที่บางห้องเรียนอาจจัดเฉพาะเด็กที่มีความต้องการพิเศษประเภทใดประเภทหนึ่ง เด็กที่เรียนในชั้นเรียนพิเศษนี้ส่วนใหญ่ได้รับการเรียนการสอนจากครูการศึกษาพิเศษเพียงคนเดียว หรือบางครั้งอาจอาจได้เรียนรวมกับเด็กปกติในบางวิชา เช่น วิชาดนตรี พละ และศิลปะ เป็นต้น

การจัดการศึกษาพิเศษในชั้นเรียนพิเศษมีแนวทางดังนี้

  1. ครูการศึกษาพิเศษที่ทำหน้าที่สอนในชั้นเรียนพิเศษนี้จำเป็นต้องได้รับการฝึกอบรมด้านการสอนเด็กที่มีความบกพร่องด้านนั้นๆโดยเฉพาะ
  2. เด็กที่ถูกจัดให้เรียนในชั้นเรียนพิเศษนี้ควรเป็นเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนและปัญหาทางพฤติกรรม และสังคม มากกว่าเด็กที่มีปัญหาด้านฐานะทางเศรษฐกิจ
  3. เด็กในชั้นเรียนพิเศษนี้ควรได้รับการสอนอย่างเข้มข้นและเป็นระบบ เพื่อให้การเรียนการสอนนั้นสามารถตอบสนองความต้องการของเด็กแต่ละคนได้
  4. ครูที่สอนในชั้นเรียนประเภทนี้ควรใช้สื่อและอุปกรณ์การสอนที่หลากหลาย
  5. ครูควรมีวิธีการจัดการเรียนการสอนที่หลากหลายเพื่อให้เหมาะกับความต้องการพิเศษของเด็กแต่ละคน
  6. ชั้นเรียนพิเศษควรมีขนาดเล็กกว่าชั้นเรียนปกติมาก กล่าวคือ ชั้นเรียนพิเศษห้องหนึ่งควรมีเด็กประมาณ 6-12 คนต่อครู 1 คน และอาจมีครูผู้ช่วย 1 คนด้วยก็ได้
  7. ครูควรติดตามความก้าวหน้าของเด็กอย่างต่อเนื่อง และควรพิจารณาให้เด็กได้มีโอกาสเข้าเรียนในชั้นเรียนปกติเท่าที่จะเป็นไปได้
  8. การดำเนินการของงชั้นเรียนพิเศษนี้ควรได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายริหารของโรงเรียนด้วย

โรงเรียนศึกษาพิเศษ

เหมาะสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องระดับปานกลางจนกระทั่งถึงระดับรุนแรง ถึงแม้หลายประเทศได้จัดให้เด็กที่มีความบกพร่องระดับรุนแรงได้มีโอกาสเรียนร่วมในชั้นเรียนปกติแล้วก็ตาม โรงเรียนศึกษาพิเศษหลายแห่งเป็นโรงเรียนเฉพาะความบกพร่องบางอย่าง เช่น โรงเรียนสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน โรงเรียนสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางสายตา โรงเรียนสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา เป็นต้น การจัดการศึกษาในโรงเรียนประเภทนี้มีข้อดีหลายประการ เช่น ครูสามารถให้บริการแก่เด็กที่มีความบกพร่องได้เป็นจำนวนมาก โปรแกรมการเรียนการสอนสามารถใช้กับเด็กกลุ่มเดียวกันได้ เป็นต้น แต่การจัดการศึกษาในโรงเรียนศึกษาพิเศษมีจุดอ่อนไม่น้อย ได้แก่

  1. เด็กในโรงเรียนพิเศษขาดโอกาสในการปฏิสัมพันธ์กับเด็กปกติทั่วไป จึงขาดการเรียนรู้ทักษะต่างๆที่จำเป็นจากเด็กเหล่านั้น
  2. การเรียนการสอนและการดำรงชีวิต

การจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาในประเทศไทย สามารถสรุปได้ 2 รูปแบบ คือ การจัดการศึกษาพิเศษในโรงเรียนกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ และการจัดการศึกษา                      แบบเรียนร่วมในโรงเรียนปกติ ดังนี้

  1. รูปแบบการจัดการศึกษาพิเศษในโรงเรียนกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ เป็นการจัดการศึกษาที่แยกเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาออกจากเด็กปกติทั่วไปเพื่อจัดการศึกษาให้เหมาะสม สอดคล้องกับความต้องการจำเป็นพิเศษเฉพาะบุคคล

การจัดการศึกษาลักษณะนี้จะมีหลักสูตรเฉพาะที่เหมาะสมสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาโดยวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตลอดจนการใช้สื่อ และวิธีการวัดประเมินผลที่ยืดหยุ่นและแตกต่างกันไปตามความเหมาะสมของเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ครูและบุคลากรที่เกี่ยวข้องจะต้องมีความรู้ ความสามารถในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ มีคุณสมบัติและมีความรู้ ความสามารถในการจัดการศึกษาแก่เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา

ปัจจุบันสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ  สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน                         กระทรวงศึกษาธิการ จัดการศึกษาเฉพาะทางสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ใน 2 ลักษณะ คือ

1.1. โรงเรียนเฉพาะความพิการ ได้แก่ โรงเรียนสอนเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา จำนวน 19 โรงเรียน ใน 19 จังหวัด ได้แก่

  1. โรงเรียนเพชรบุรีปัญญานุกูล จังหวัดเพชรบุรี
  2. โรงเรียนภูเก็ตปัญญานุกูล จังหวัดภูเก็ต
  3. โรงเรียนพิษณุโลกปัญญานุกูล จังหวัดพิษณุโลก

4 .โรงเรียนนครศรีธรรมราชปัญญานุกูล จังหวัดนครศรีธรรมราช

  1. โรงเรียนลพบุรีปัญญานุกูล จังหวัดลพบุรี
  2. โรงเรียนชุมพรปัญญานุกูล จังหวัดชุมพร
  3. โรงเรียนสุพรรณบุรีปัญญานุกูล จังหวัดสุพรรณบุรี
  4. โรงเรียนสงขลาพัฒนาปัญญา จังหวัดสงขลา
  5. โรงเรียนกาวิละอนุกูล จังหวัดเชียงใหม่

10.โรงเรียนพิจิตรปัญญานุกูล จังหวัดพิจิตร

11.โรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล จังหวัดแพร่

12.โรงเรียนนครสวรรค์ปัญญานุกูล จังหวัดนครสวรรค์

13.โรงเรียนน่านปัญญานุกูล จังหวัดน่าน

14.โรงเรียนระยองปัญญานุกูล จังหวัดระยอง

15.โรงเรียนกาฬสินธุ์ปัญญานุกูล จังหวัดกาฬสินธุ์

16.โรงเรียนเชียงรายปัญญานุกูล จังหวัดเชียงราย

17.โรงเรียนฉะเชิงเทราปัญญานุกูล จังหวัดฉะเชิงเทรา

18.โรงเรียนนครราชศรีมาปัญญานุกูล จังหวัดนครราชศรีมา

19.โรงเรียนอุบลปัญญานุกูล  จังหวัดอุบลราชธานี

ศูนย์การศึกษาพิเศษ ปัจจุบันมีการจัดการศึกษาพิเศษโดยศูนย์การศึกษาพิเศษ  จำนวน 76

แห่งเป็นศูนย์ระดับเขตการศึกษา จำนวน 13 แห่ง และเป็นศูนย์ระดับจังหวัดอีก  63 แห่ง กระจายอยู่ในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศไทย ให้บริการการศึกษาสำหรับคนพิการทั้งแบบประจำและไป-กลับ ตั้งแต่แรกเกิดหรือพบความพิการ โดยให้บริการทั้ง 9 ประเภท

การจัดการศึกษาในศูนย์การศึกษาพิเศษนี้ จะจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาแต่ละคน เพื่อให้มีพัฒนาการในการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ในแผนการศึกษาเฉพาะบุคคล (Individualized Education Program: IEP) มีการประเมินความสามารถพื้นฐานเพื่อจะได้รู้พัฒนาการ โดยจำแนกเป็นการสอนรายบุคคลและการสอนเป็นกลุ่ม

  1. รูปแบบการจัดการศึกษาแบบเรียนรวม เป็นการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มี ความบกพร่องทางสติปัญญาที่สามารถเรียนร่วมกับเด็กปกติได้ อาจเป็นการเรียนร่วมเต็มเวลา หรือบางเวลา การจัดการศึกษาตามรูปแบบนี้ ได้แก่ การจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาในโรงเรียนปกติทั่วไป การจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาในรูปแบบการจัดการศึกษาในระบบ จะจัดในลักษณะ “การเรียนรวม” หมายความว่า การจัดการให้เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาได้เข้าศึกษาในระบบการศึกษาทั่วไปทุกระดับและหลากหลายรูปแบบ รวมถึงการจัดการศึกษา ให้สามารถรองรับการเรียนการสอนสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา

การจัดการเรียนรู้แก่เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ในรูปแบบการเรียนร่วม                   ทำได้หลายลักษณะ ได้แก่ การเรียนรวมในชั้นเรียนปกติ การเรียนร่วมบางเวลา และการเรียนในชั้นเรียนพิเศษ การเรียนรวมในชั้นเรียนปกติเป็นการจัดให้เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาเข้าเรียนร่วมกับผู้เรียนปกติเต็มเวลาโดยเรียนเหมือนผู้เรียนปกติทุกประการ เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาที่จะสามารถเข้าเรียนในลักษณะนี้ได้จะมีความบกพร่องทางสติปัญญาในระดับเล็กน้อย มีความพร้อมในการเรียน มีวุฒิภาวะทางอารมณ์และสังคมดี ส่วนการเรียนร่วมบางเวลา เป็นการจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญามากกว่าเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาในห้องเรียนรวมในห้องเรียนปกติเต็มเวลา คืออาจเรียนร่วมกับผู้เรียนปกติได้ในบางกลุ่มสาระการเรียนรู้ และแยกมาเรียนห้องพิเศษกับครูการศึกษาพิเศษหรือครูเสริมวิชาการ 1-2 ชั่วโมง หรือมากกว่านี้ ในบางกลุ่มสาระการเรียนรู้ ขึ้นอยู่กับความบกพร่องทางสติปัญญาของแต่ละบุคคล

กระบวนการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา

การจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน มีความคล้ายคลึงกันและมีความแตกต่างกันไปตามบริบทขององค์ประกอบในการจัดการศึกษา สามารถรวบรวมกระบวนการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษในหน่วยงานที่จัดการศึกษาพิเศษต่าง ๆ และสรุปเป็นกระบวนการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ได้ดังนี้

กระบวนการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษของโรงเรียน                                                                       สังกัดกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย ขั้นตอนต่าง ๆ 10 ขั้นตอน (จรีลักษณ์ จิรวิบูลย์, 2549 อ้างถึงใน จรีลักษณ์ รัตนาพันธ์, 2555) ดังนี้

  1. การรับเข้า เป็นขั้นตอนการรับนักเรียนเข้าเป็นนักเรียนของโรงเรียนที่จัดการเรียนร่วม โดยนักเรียนที่จะสมัครจะต้องเตรียมเอกสารที่โรงเรียนกำหนด ได้แก่ สำเนาบัตรประชาชนบิดา มารดา ผู้ปกครองนักเรียน สำเนาทะเบียนบ้านของนักเรียน บิดามารดา ผู้ปกครอง สำเนาสูติบัตรของนักเรียน ผลการทดสอบระดับสติปัญญา (ถ้ามี) แผนการจัดการเรียนรู้เฉพาะบุคคล (Individual Education Plan: IEP) ของนักเรียนกรณีเคยได้รับบริการเรียนร่วมจากโรงเรียนเดิม และรูปถ่าย
  2. การขออนุญาตผู้ปกครอง เพื่อจัดการเรียนรู้สำหรับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ ขอข้อมูลเบื้องต้นของนักเรียนและให้นักเรียนรับการทดสอบระดับสติปัญญาเพื่อประกอบ การจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้เฉพาะบุคคลต่อไป
  3. การคัดแยกนักเรียน เพื่อจัดทำทะเบียนนักเรียนที่มีลักษณะพิเศษ และจัดกลุ่ม ความต้องการพิเศษของนักเรียนในขั้นต้นก่อน
  4. การวินิจฉัย เมื่อนักเรียนได้รับการทดสอบระดับสติปัญญาแล้วแพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัยว่านักเรียนมีความต้องการพิเศษด้านใด ครูจะนำผลการทดสอบระดับสติปัญญาและผลการวินิจฉัยของแพทย์มารวบรวมไว้ประกอบการพิจารณาจัดทำแผนการเรียนรู้เฉพาะบุคคล
  5. การสำรวจแบบการเรียนรู้ (Learning Style) ครูสำรวจแบบการเรียนรู้ของนักเรียนเพื่อใช้ประกอบการกำหนดแนวการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้แก่นักเรียนเป็นรายบุคคล ซึ่งอาจทำในแบบเป็นทางการคือใช้แบบสำรวจลีลาการเรียนรู้ หรือแบบไม่เป็นทางการซึ่งได้จากการสังเกตและสอบถามนักเรียน ผู้ปกครอง ครูในชั้นเดิมหรือโรงเรียนเดิมของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ
  6. การจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้รายบุคคล (Individual Education Plan: IEP) และแผนการสอนรายบุคคล (Individual Instruction Plan: IIP)
  7. การจัดการเรียนรู้ ครูการศึกษาพิเศษจะจัดกิจกรรมการเรียนรู้แก่นักเรียนตามที่กำหนดไว้ในแผนการจัดการเรียนรู้รายบุคคลและแผนการสอนรายบุคคล
  8. การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ เป็นขั้นตอนที่ครูทุกคนที่สอนนักเรียนที่มี ความต้องการพิเศษดำเนินการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียนตามที่กำหนดไว้ในแผนการจัดการเรียนรู้
  9. การทบทวนและปรับปรุง เป็นขั้นตอนที่คณะบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้แก่นักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ ได้แก่ ผู้ปกครอง ครูประจำชั้น ครูการศึกษาพิเศษ และครูประจำวิชาที่นักเรียนเรียนร่วม ร่วมกันพิจารณาผลการเรียนรู้รายบุคคลว่ามีประสิทธิภาพและเหมาะสมหรือไม่ หากมีส่วนใดควรปรับปรุง คณะบุคคลดังกล่าวจะร่วมกันพิจารณาเพื่อวางแผนในการเรียนรู้ของนักเรียนในระยะต่อไป
  10. การส่งต่อ เป็นขั้นตอนที่นักเรียนที่มีความต้องการพิเศษได้รับการประเมินให้เลื่อนไปเรียนในชั้นต่อไปหรือในโรงเรียนอื่น ซึ่งเอกสารสำคัญที่จะต้องส่งมอบไปพร้อมกับนักเรียน คือ แผนการเรียนรู้รายบุคคล และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการประเมินผลการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งบันทึกเกี่ยวกับพัฒนาการการเรียนรู้เช่นเดียวกับนักเรียนปกติทั่วไปด้วย คือ ปพ. 1 (ระเบียบแสดงผลการเรียน) ปพ. 4 (ผลการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์) ปพ. 6 (ผลการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนรายบุคคล) ปพ. 8 (เอกสารระเบียนสะสม) ปพ. 9 สมุดบันทึกผลการเรียนรู้

กระบวนการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษของกระทรวงศึกษาธิการ (มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต, 2553) มี ดังนี้

  1. การเตรียมความพร้อมของผู้เรียน โดยให้เป็นหน้าที่ของศูนย์การศึกษาพิเศษ  ในการเตรียมความพร้อม ฟื้นฟูสมรรถภาพของผู้เรียนให้สามารถเข้ารับการศึกษา เพื่อส่งต่อผู้เรียนไปยังหน่วยงานที่เหมาะสมต่อไป
  2. การจัดทำฐานข้อมูลของผู้เรียนเพื่อการศึกษา โดยดำเนินการสำรวจ วิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับผู้เรียนที่มีความพิการ
  3. จำแนกความพิการเพื่อจัดการศึกษา โดยการคัดแยกผู้พิการ โดยคณะกรรมการซึ่งประกอบด้วย ผู้บริหารโรงเรียน ครู ผู้สอน ผู้ปกครอง ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง และนักการศึกษาพิเศษ เพื่อจัดทำแผนการศึกษาเฉพาะบุคคล (Individualized Education Program: IEP)
  4. แนวทางการพัฒนาหลักสูตร การประเมินผล การจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับความพิการของผู้เรียนแต่ละประเภท

กระบวนการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษในประเทศสหรัฐอเมริกา ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน (ผดุง อารยวิญญู, 2542 อ้างถึงใน จรีลักษณ์ รัตนาพันธ์, 2555)  คือ

  1. ประเมินความสามารถของเด็ก
  2. จัดประเภทเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
  3. จัดทำแผนการศึกษาเฉพาะบุคคล
  4. ดำเนินการสอนตามแผนการศึกษาเฉพาะบุคคล
  5. ประเมินผลตามแผนการศึกษาเฉพาะบุคคล

โดยการดำเนินงานในแต่ละขั้นตอนนั้นจะร่วมมือกับบุคลากรอื่นและผู้ปกครอง

กระบวนการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษในประเทศอังกฤษ มีขั้นตอนทั้งสิ้น 10 ขั้นตอน (ผดุง อารยวิญญู, 2542 อ้างถึงใน จรีลักษณ์ รัตนาพันธ์, 2555) คือ

  1. ให้เด็กเรียนร่วมกับเด็กปกติ
  2. สังเกตพฤติกรรมเด็ก
  3. คัดแยกเด็กเบื้องต้น
  4. ส่งต่อ
  5. วัดและประเมินผลเด็ก
  6. ตัดสินว่าเด็กต้องการการศึกษาพิเศษ
  7. จัดทำแผนการศึกษาเฉพาะบุคคล
  8. สอนตามแผนการศึกษาเฉพาะบุคคล และจัดบริการที่เกี่ยวข้องไปพร้อม ๆ กัน
  9. ประเมินผลโดยพิจารณาจากความต้องการพิเศษของเด็ก

จากกระบวนการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษที่จัดขั้นในต่างประเทศและในประเทศไทย ที่ได้รวบรวมและกล่าวถึง สรุปได้ว่า การจัดการศึกษาสำหรับผู้เรียนลักษณะพิเศษมีกระบวนการหลัก ๆ 6 ประการ (จรีลักษณ์ รัตนาพันธ์, 2555) คือ

  1. การรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวกับความต้องการพิเศษของผู้เรียน
  2. การวัด ประเมิน และวินิจฉัยความต้องการพิเศษ
  3. การจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลและพิจารณาการให้บริการที่เกี่ยวข้อง
  4. การจัดการศึกษาตามแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล และการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
  5. การวัดประเมินผลการจัดการเรียนรู้
  6. การส่งต่อ

ผู้ปกครองนักเรียนต้องเข้าร่วมในกระบวนการจัดการศึกษาและเห็นด้วยในการกำหนดเป้าหมายของการจัดการศึกษารวมทั้งยินดีให้นักเรียนที่อยู่ในความดูแลเข้ารับบริการการศึกษาพิเศษ โดยมีการลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานในแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล

 

เอกสารอ้างอิง

2

 

Leave a Reply