ระดับการได้ยินและความสามารถในการเข้าใจ

ระดับการได้ยินและความสามารถในการเข้าใจ

          โดยทั่วไปการวัดระดับการได้ยินจะอาศัยการวัดความถี่ของเสียง ซึ่งช่วงความถี่ที่นิยมใช้จะอยู่ในช่วง 500 – 2000 เฮิทซ์ เพราะเป็นช่วงความถี่ของเสียงพูดที่ใช้ในชีวิตประจำวัน โดยคนปกติจะเริ่มได้ยินเสียงต่าง ๆ เมื่อเสียงดังไม่เกิน 25 เดซิเบล ในขณะที่คนหูตึงจะเริ่มได้ยินเมื่อเสียงดังมากกว่านั้น เช่น 40, 75 หรือ 90 เดซิเบล ดังนั้นผู้ที่สูญเสียการได้ยินหรือผู้ที่มีความบกพร่องทางการได้ยินจึงหมายถึง ผู้ที่เริ่มได้ยินเสียงที่ดังเกิน 25 เดซิเบลขึ้นไป

โดยมีการแบ่งระดับการได้ยินออกเป็น 6 ระดับ และแสดงในตาราง (ศรียา นิยมธรรม, 2551, น. 23-25) ดังนี้

  1. ระดับปกติ                     เริ่มได้ยินเสียงที่ดังไม่เกิน 25 เดซิเบล
  2. ระดับหูตึงเล็กน้อย       เริ่มได้ยินเมื่อเสียงดัง 26 – 40 เดซิเบล
  3. ระดับหูตึงปานกลาง     เริ่มได้ยินเมื่อเสียงดัง 41 – 55 เดซิเบล
  4. ระดับหูตึงมาก              เริ่มได้ยินเมื่อเสียงดัง 56 – 70 เดซิเบล
  5. ระดับหูตึงรุนแรง           เริ่มได้ยินเมื่อเสียงดัง 71 – 90 เดซิเบล
  6. ระดับหูหนวก                เริ่มได้ยินเมื่อเสียงดังมากกว่า 90 เดซิเบล หรือไม่มีปฏิกิริยาใดๆ แม้จะมีเสียงดังมากกว่า 90 เดซิเบล

 ระดับการได้ยิน (ดัดแปลงจากเดวิส 1964)

ระดับ การได้ยิน ค่าเฉลี่ยระดับการได้ยินเสียงบริสุทธิ์ที่ความถี่ 500, 1000, และ 2000 เดซิเบล ในหูข้างที่ดีกว่า ความสามารถในการเข้าใจ
1 ปกติ ไม่เกิน 25 เดซิเบล ได้ยินเสียงพูดหรือเสียงกระซิบเบาๆ ไม่ลำบากในการรับฟัง
2 ระดับหูตึงเล็กน้อย 26 – 40 เดซิเบล ไม่ได้ยินเสียงพูดเบา ๆ แต่ได้ยินเสียงพูดระดับปกติ
3 ระดับหูตึงปานกลาง 41 – 55 เดซิเบล ไมได้ยินเสียงพูดในระดับปกติ ต้องพูดดังกว่าปกติจึงจะได้ยิน
4 ระดับหูตึงมาก 56 – 70 เดซิเบล พูดเสียงดังแล้วยังไม่ได้ยิน
5 ระดับหูตึงรุนแรง 71 – 90 เดซิเบล ต้องตะโกนหรือใช้เครื่องขยายเสียงจึงจะได้ยินและได้ยินไม่ชัด
6 ระดับหูหนวก 91 เดซิเบล ขึ้นไป ตะโกนหรือขยายเสียงพูดแล้วยังไม่ได้ยินและไม่เข้าใจความหมาย

ทั้งนี้จึงควรสังเกตอาการผิดปกติเกี่ยวกับหู โดยหากมีอาการผิดปกติดังต่อไปนี้ควรรีบพบแพทย์

  • หูอื้อและได้ยินไม่ชัด
  • หูสองข้างได้ยินไม่เท่ากัน
  • มีเสียงรบกวนดังขึ้นเองในหู
  • มีน้ำหรือหนองไหลออกจากรูหู
  • ปวดหรือเจ็บหู
  • พูดไม่ชัด พูดช้ากว่าปกติ พูดน้อย หรือพูดไม่ได้เลย
  • พูดดังหรือเบากว่าปกติ
  • เวียนศีรษะ หรือสูญเสียการทรงตัว
  • คันหู

การตรวจสอบการได้ยินด้วยตนเองเป็นเรื่องที่สำคัญ โดยควรตรวจในบริเวณที่เงียบหรือมีเสียงรบกวนให้น้อยที่สุด แล้วตรวจสอบหูตามวิธีดารทดสอบดังนี้

  1. ใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ถูกันเบาๆ ห่างจากช่องหูประมาณ 1 เซนติเมตร ถ้าไม่ได้ยินให้สงสัยก่อนว่าหูตึง ควรไปตรวจการได้ยินอย่างเป็นทางการอีกครั้ง
  1. ใช้นิ้วคีบเหรียญ 2 เหรียญให้เกิดเสียงดัง กิ๊บๆ ถ้าไม่ได้ยินให้สงสัยว่าประสาทหูเสื่อม
  2. ใช้มือทั้ง 2 ข้างป้องกับปากแนบไว้ที่หูผู้ที่ถูกทดสอบ จากนั้นกระซิบ 2 – 3 พยางค์ ซึ่งหากเป็นคนปกติจะทราบว่าพูดอะไร ถ้าไม่ทราบแสดงว่าหูตึงหรือประสาทหูพิการ
  1. นั่งหันหน้าเข้าหากัน โดยห่างกันประมาณ 1 – 2 ฟุต จากนั้นใช้กระดาษบังปากพูดกันด้วยเสียงธรรมดา ใช้คำพูด เป็นคำคู่ๆ หรือคำเดี่ยวๆ เพื่อให้คู่สนทนาพูดตาม ถ้าพูดไม่ได้แสดงว่าหูพิการระดับปานกลางหรือมาก

การตรวจสุขภาพหูด้วยตนเองสามาถทำได้เป็นประจำ โดยไม่จำเป็นจะต้องรอให้รู้สึกถึงความผิดปกติ เพราะความผิดปกติอาจเกิดขึ้นทีละน้อยโดยที่เราไม่รู้สึกตัว เราจึงควรตรวจหูอยู่เสมออย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เมื่อพบความผิดปกติเกิดขึ้นควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

บรรณานุกรม

ศรียา นิยมธรรม. (2551). ความบกพร่องทางการได้ยิน. (พิมพ์ครั้งที่ 4). บริษัท รำไทย เพรส จำกัด. สำนักพิมพ์แว่นแก้ว.

Leave a Reply