การสอนแบบมีโครงสร้างที่ชัดเจน (Structured Teaching)

การสอนแบบมีโครงสร้างที่ชัดเจน (Structured Teaching)

การสอนแบบมีโครงสร้างที่ชัดเจน (Structured Teaching) เป็นกระบวนการสอนที่สำคัญของโปรแกรมทีช (TEACCH : Treatment and Education of  Autistic and related Communication handicapped CHildren) ที่พัฒนาโดย Dr.Gary B. Mesibov , Dr.Victoria Shea และ Dr.Eric Schopler แห่งมหาวิทยาลัยนอร์ธแคโรไลนา ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีหลักการสำคัญคือ มุ่งเน้นช่วยเหลือและส่งเสริมพัฒนาการของเด็กออทิสติกให้ประสบความสำเร็จเต็มตามศักยภาพสูงสุด โดยใช้จุดเด่นและลักษณะพื้นฐานของเด็กออทิสติกมาส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้  ซึ่งการสอนแบบมีโครงสร้างที่ชัดเจนมีองค์ประกอบสำคัญอยู่ 6 ประการ คือ

1. การจัดการสภาพแวดล้อมทางกายภาพ (Organization of the Physical Environment)

การจัดการสภาพแวดล้อมทางกายภาพ โครงสร้างทางกายภาพและการจัดการสภาพแวดล้อมทุกอย่างจะช่วยให้เด็กออทิสติกมีสมาธิ มีความสนใจใฝ่รู้ และจัดการตนเองได้ดีขึ้น ทั้งนี้ ความเหมาะสมของการจัดการสภาพแวดล้อมทางกายภาพต่างๆ จะขึ้นอยู่กับลักษณะเฉพาะของเด็กออทิสติกแต่ละคนที่มีลักษณะไม่เหมือนกัน

การพัฒนาสภาพแวดล้อมในห้องเรียน ควรจัดการปรับห้องเรียนให้เป็นห้องเรียนที่มีชีวิต มีความเหมาะสมกับเด็กออทิสติก ห้องเรียนที่มีความกว้างขวางเกินไป ทำให้เป้าหมายในการใช้พื้นที่ต่างๆ ในห้องเรียนไม่ชัดเจน ทำให้เด็กไม่สามารถเรียนรู้ได้ง่าย จึงควรมีการปรับห้องเรียนให้มีมุมต่างๆ ภายในห้อง ดังนี้

1.1 มุมเรียนรู้รวม เป็นมุมที่ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เป็นกลุ่ม กิจกรรมโฮมรูมและกิจกรรมสรุปผลงานประจำวัน

1.2 มุมเรียนรู้ส่วนบุคคล เป็นมุมที่ใช้ในการจัดกิจกรรมที่เด็กออทิสติกได้ทำงานของตนเองอย่างเป็นระบบและเป็นอิสระ โดยกำหนดให้ทุกห้องมีมุมนี้เท่ากับจำนวนนักเรียนในห้องครบทุกคนคนละ 1 มุม

1.3 มุมเรียนรู้หนึ่งต่อหนึ่ง เป็นมุมที่เด็กออทิสติกได้มีโอกาสเรียนรู้บางวิชาร่วมกับคุณครูแบบส่วนตัว ช่วยให้เด็กๆ ได้การช่วยเหลือและพัฒนาได้อย่างใกล้ชิด

1.4 มุมพักผ่อน เป็นมุมที่เด็กออทิสติกได้มีโอกาสพักผ่อนจากการทำกิจกรรมการเรียนรู้ ได้เล่นหรือทำกิจกรรมที่ตนเองโปรดปราน เป็นมุมที่ช่วยให้เด็กได้รู้สึกผ่อนคลายและเป็นมุมที่ใช้สำหรับการควบคุมอารมณ์ของตนเองเมื่อเกิดภาวะวิกฤต

1.5 มุมแต่งตัว เป็นมุมที่ใช้สำหรับฝึกฝนทักษะการช่วยเหลือตนเองและสุขอนามัย และช่วยส่งเสริมให้เด็กมีกิจวัตรประจำวันที่มีความหมายและเป็นประโยชน์

ทุกมุมภายในห้องเรียนมีการออกแบบและวางแผนผังอย่างเหมาะสมกับธรรมชาติของเด็กในแต่ละชั้นเรียน โดยใช้เทปกาวสีต่างๆ มาเป็นสัญลักษณ์ในการแบ่งอาณาเขตของมุมให้ชัดเจนและเข้าใจง่ายต่อการปฏิบัติตาม

 

 

2. การจัดลำดับของกิจกรรมต่างๆ ที่สามารถคาดเดาได้ (A predictable sequence of activities)

หลักการสำคัญอย่างหนึ่งของการสอนแบบมีโครงสร้างที่ชัดเจนก็คือการจัดลำดับของกิจกรรมต่างๆที่สามารถคาดเดาได้ ซึ่งการคาดเดาได้นี้จะช่วยให้เด็กออทิสติกสามารถเข้าใจสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้ง่ายขึ้น ลดความวิตกกังวล และสามารถตั้งรับกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดได้

ตัวอย่างการจัดลำดับของกิจกรรมที่สามารถคาดเดาได้ ได้แก่ การทำปฏิทินกิจกรรมประจำตัวของนักเรียนทุกคน การจัดทำตารางเรียนประจำวันโดยใช้รูปภาพ รวมทั้งมีการแจ้งกำหนดการกิจกรรมต่างๆ ที่มีการเปลี่ยนแปลงให้นักเรียนได้รู้ล่วงหน้าเสมอ

 

3. การจัดตารางเรียนโดยใช้การมองเห็น (Visual schedules)

การจัดตารางเรียนโดยใช้การมองเห็นนอกจากจะช่วยให้เด็กออทิสติกเข้าใจการจัดลำดับของกิจกรรมแล้ว ยังช่วยให้เด็กเข้าใจการสื่อสารของครูและผู้อื่นได้อีกด้วย อีกทั้งการใช้สื่อที่ผ่านการมองเห็นยังช่วยให้เกิดความเข้าใจที่ง่ายอันจะส่งผลดีต่อการเรียนรู้ของเด็กออทิสติกอีกด้วย

 

4. การจัดกิจกรรมเป็นกิจวัตรที่ยืดหยุ่น (Routines with flexibility)

การจัดกิจกรรมเป็นกิจวัตรที่ยืดหยุ่น เป็นเทคนิคหนึ่งที่ช่วยให้เด็กออทิสติกเข้าใจและคาดเดาเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น อีกทั้งการสร้างกิจวัตรที่ยืดหยุ่นให้เด็กๆ ยังเป็นการช่วยการทำพฤติกรรมซ้ำๆที่ไม่เหมาะสมลดลงและเลือนหายไปได้

โรงเรียนควรมีการออกแบบตารางสอนให้มีวิชาเรียนที่เหมือนหรือคล้ายๆ กันทุกวัน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่เป็นเป็นกิจวัตรและต่อเนื่อง รวมทั้งควรมีการออกแบบกิจวัตรประจำวันก่อนเข้าเรียนและหลังเลิกเรียนที่ชัดเจน เพื่อฝึกฝนให้นักเรียนได้ทำกิจวัตรของตนเองอย่างเป็นระบบและลดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ลง

 

 

 

5. การทำงานหรือการทำกิจกรรมอย่างเป็นระบบ (Work/activity systems)

การทำงานหรือการทำกิจกรรมอย่างเป็นระบบ เป็นวิธีการที่ช่วยให้เด็กออทิสติกสามารถทำความเข้าใจภาระงานหรือกิจกรรมที่ต้องทำได้ดี มีสมาธิกับงานและสามารถทำงานให้สำเร็จได้ด้วยตนเองอย่างอิสระ

ในขั้นตอนของการจัดสภาพแวดล้อมของห้องเรียนได้มีการกำหนดมุมเรียนรู้ส่วนบุคคลไว้แล้ว ซึ่งในมุมนี้เองจะเป็นมุมที่ใช้ในการจัดกิจกรรมการทำงานอย่างเป็นระบบของนักเรียนแต่ละคนในชั้นเรียน โดยมุมเรียนรู้ส่วนบุคคลของนักเรียนแต่ละคนจะมีภาระงานหรือกิจกรรมที่ไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับความสามารถและทักษะที่ต้องได้รับการพัฒนา ทั้งนี้ภาระงานส่วนใหญ่จะประกอบไปด้วยภาระงานที่มาจากหลายๆ รายวิชาที่นักเรียนยังต้องได้รับการฝึกฝน เมื่อนักเรียนทำงานสำเร็จก็จะมีการให้รางวัลเสริมแรงอย่างเป็นระบบเช่นกัน

 

 

 

6. การจัดกิจกรรมที่มีโครงสร้างชัดเจนโดยใช้การมองเห็น (Visually structured activities)

การจัดกิจกรรมที่มีโครงสร้างชัดเจนโดยใช้การมองเห็น เป็นการจัดกิจกรรมที่เน้นการใช้สื่อการสอนที่สนับสนุนการมองเห็น เพื่อตอบสนองต่อการเป็นผู้เรียนผ่านการมองเห็นที่ดีของเด็กออทิสติก การใช้สื่อที่มีรูปแบบชัดเจนไม่ว่าจะเป็นรูปภาพ สัญลักษณ์ หรือข้อความสั้นๆ ชัดเจน มีเอกลักษณ์ช่วยให้เด็กออทิสติกสามารถเรียนรู้ได้ดีโดยไม่ต้องอธิบายเยอะ และเมื่อเรียนรู้ได้ดีก็สามารถขยายพฤติกรรมให้สามารถเรียนรู้ในสิ่งที่ท้าทายความสามารถและยากขึ้นไปได้อีก

 

จะเห็นได้ว่า แนวทางการสอนแบบมีโครงสร้างที่ชัดเจน (Structured Teaching) นี้มีขั้นตอนที่มีรายละเอียดชัดเจน ทั้งนี้เพื่อตอบสนองต่อลักษณะเด่นของเด็กออทิสติกที่มีเป็นผู้เรียนที่ดีโดยใช้การมองเห็น หากทำความเข้าใจและนำไปประยุกต์ใช้ได้เหมาะสมแล้ว การสอนแบบมีโครงสร้างที่ชัดเจนก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยเหลือให้เด็กออทิสติกสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้ทัดเทียมกับเด็กปกติทั่วไป

 

 

เอกสารอ้างอิง

จิตติรัตน์ ทัดเทียมรมย์.  (2558).  TEACCH กับออทิสติก.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : URL:http:// 158.108.70.5/special/t_t2_20.html.  (วันที่ค้นข้อมูล : 20 มีนาคม 2560).

สถาบันราชานุกูล.  (2555).  เด็กออทิสติก คู่มือสำหรับครู.  กรุงเทพฯ ; บริษัทบียอนด์พับลิชชิ่ง.

Gary B. Mesibov, Victoria Shea, Eric Schopler.  (2004).  The TEACCH approach to autism spectrum disorders.  1st Edition.  USA ; Springer Science+Business Media, Inc.

 

Leave a Reply