แนวคิดและทฤษฎีในการจัดการศึกษาแบบเรียนรวม

แนวคิดในการจัดการศึกษาแบบเรียนรวม

แนวคิดในการจัดการศึกษาแบบเรียนรวม มีหลักการ ดังนี้
(ผดุง  อารยะวิญญู และคณะ: 25)

  • ความยุติธรรมในสังคม (Social justice) นักการศึกษาจำนวนมาก เชื่อว่า ความยุติธรรมในสังคมจะนำมา

ซึ่งความสงบสุขในสังคมนั้น เด็กทุกคนรวมถึงเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ต้องการความรัก ต้องการความเข้าใจ ต้องการการยอมรับ ต้องการมีบทบาท และการมีส่วนร่วมในสังคม เพราะมนุษย์ทุกคนล้วนเป็นสัตว์สังคมทั้งสิ้น ดังนั้นแนวทางการจัดการศึกษาพิเศษ จึงมุ่งเน้นความสามารถของเด็กและการยอมรับของสังคม

  • การคืนสู่สภาวะปกติ (Normalization) เป็นการจัดสภาพการณ์ใด ๆ เพื่อให้ผู้พิการหรือผู้ที่มีความ

บกพร่องทางด้านต่าง ๆ สามารถได้นับบริการเช่นเดียวกับเด็กปกติ เช่น ในด้านที่อยู่อาศัย ในอดีตคนพิการมักถูกส่งเข้าไปอยู่รวมกันในสถานสงเคราะห์ ต่อมามีการสร้างบ้านสำหรับคนพิการในชุมชน เพื่อให้เขาดำรงชีวิตอยู่ในสังคม และเป็นส่วนหนึ่งของสังคม การสร้างสถานสงเคราะห์คนพิการในรูปแบบต่าง ๆ จึงลดลงหันมาให้บริการแก่ผู้บกพร่องดังกล่าวแทน

  • สภาพแวดล้อมที่มีขีดจำกัดน้อยที่สุด (Least restrictive environment) แนวคิดประการหนึ่งที่สำคัญ

ในการจัดการศึกษาพิเศษคือ การจัดให้เด็กเรียนในสภาพแวดล้อมที่มีขีดจำกัดน้อยที่สุด จึงเป็นผลดีกับเด็กมากที่สุด โดยเด็กได้รับผลประโยชน์มากที่สุด โรงเรียนเฉพาะความพิการ จัดอยู่ในสภาวะที่มีข้อจำกัดเนื่องจากเด็กยังต้องถูกจำกัดให้อยู่ในโรงเรียนเฉพาะความพิการ ไม่สามารถเรียนในโรงเรียนทั่วไปได้ โรงเรียนเรียนรวมเป็นโรงเรียนที่เปิดโอกาสให้กับทุกคน รวมทั้งเด็กที่มีความต้องการพิเศษด้วย เปิดโอกาสให้ครูได้เข้าใจเด็กว่าโลกนี้ยังมีเด็กประเภทนี้อยู่ในโลก อยู่ร่วมสังคมเดียวกันกับเรา เขาเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ครูและผู้ปกครองควรจะยอมรับว่ามนุษย์มีความหลากหลายและความหลากหลาย คือ ความเป็นมนุษย์และความเป็นสังคมมนุษย์ด้วยความเข้าใจอันนี้เป็นพื้นฐานที่ทำให้การเรียนรวมประสบผลสำเร็จที่จะทำให้คนในสังคมอยู่รวมกันได้ การเลือกที่จะเข้าเรียนรวมในโรงเรียนทั่วไปหรือในโรงเรียนเฉพาะความพิการ ควรเป็นการตัดสินใจร่วมกันของเด็ก ผู้ปกครองหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา เพราะอาจมีบางรายที่จำเป็นต้องเรียนในโรงเรียนเฉพาะความพิการก็ได้ หากสภาพแวดล้อมดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อเด็กมากว่าโรงเรียนทั่วไป

นโยบายทางการศึกษาพิเศษของประเทศที่พัฒนาแล้ว ต่างดำเนินการให้เด็กที่มีความต้องการพิเศษได้มีโอกาสเรียนรู้ในสภาพแวดล้อมที่มีขีดจำกัดน้อยที่สุด คือได้เรียนรวมในชั้นเรียนของโรงเรียนทั่วไป

  • การเรียนรู้ (Learning) เด็กทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ ไม่ว่าเด็กนั้นจะเป็นเด็กทั่วไป หรือเด็กที่มีความ

ต้องการพิเศษ อดีตที่ผ่านมา หลายคนเชื่อว่าเด็กปัญญาอ่อนไม่สามารถเรียนหนังสือได้ แต่ต่อมามีการพิสูจน์ว่าเด็กปัญญาอ่อนสามารถเรียนหนังสือได้ ที่เห็นเด่นชัดคือ เด็กปัญญาอ่อนประเภทสามารถเรียนได้ (Educable mentally retarded children) สามารถเรียนหนังสือได้ อาจเรียนสำเร็จในชั้นประถมศึกษาหรือในระดับชั้นที่สูงกว่า หากเด็กมีความพร้อมและได้รับการสนับสนุนอย่างถูกต้อง เด็กปัญญาอ่อนที่มีระดับสติปัญญาต่ำมาก แม้จะไม่สามารถเรียนหนังสือได้เช่นเดียวกับเด็กทั่วไป แต่เขาก็สามารถเรียนรู้ได้

สรุปแนวคิดการจัดการศึกษาแบบเรียนรวม คือ

  1. ความยุติธรรมในสังคม ทุกคนมีสิทธิขั้นพื้นฐานในการได้รับการศึกษา
  2. การเรียนรู้ ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ไม่ว่าเด็กคนนั้นจะเป็นเด็กทั่วไปหรือเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ
  3. การจัดการศึกษาเพื่อปวงชน (Education for all) การจัดการศึกษาแบบเรียนรวมเป็นการขจัดการ

แบ่งแยกทางสังคม ส่งเสริมการดำรงชีวิตร่วมกัน ดังนั้น การศึกษาแบบเรียนรวม จึงเป็นวิธีการหรือเครื่องมือ เพื่อบรรลุการจัดการศึกษาเพื่อปวงชน

  1. เด็กเป็นผู้เลือกโรงเรียนไม่ใช่โรงเรียนเป็นคนเลือกเด็ก โรงเรียนและครูต้องปรับสภาพแวดล้อม หลักสูตร

การประเมินผลเพื่อสนองความต้องการพิเศษของนักเรียนแต่ละคน และจัดบริการพิเศษตามความต้องการของแต่ละบุคคล

ทฤษฎีเกี่ยวกับการเรียนรวม

การเรียนรวมมีทฤษฏีที่พัฒนาขึ้นเพื่ออธิบายเป็นแนวทางในการนำไปใช้ ในการจัดการเรียนรวมให้

เหมาะสมกับเด็กและสภาพการณ์ต่าง ๆ เพื่อให้การเรียนรวมบรรลุเป้าหมาย ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรวม ได้แก่ ทฤษฎีรับเบอร์แบรนด์ (The Rubber-Band Theory) ซึ่งพัฒนาจากแนวคิดของ อิชวาร์ เดชาย (Ishwar Desai, 2007 อ้างถึงใน กิ่งเพชร ส่งเสริม, 2552) ทฤษฎีนี้เน้นการช่วยเหลือ (Accommodation) การปรับเปลี่ยน (Modification) และการดัดแปลง (Adaptation) เพื่อนำไปสู่การจัดหลักสูตรและการสอนเด็กที่มีความสามารถแตกต่างกันแต่เรียนไปด้วยกันตามระบบการเรียนรวม ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

  1. การช่วยเหลือ (Accommodation) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงที่กระทำต่อสิ่งแวดล้อมในห้องเรียน

เพื่อที่จะสอนนักเรียนที่มีทักษะและความสามารถที่แตกต่างกันในห้องเรียนเดียวกัน เป็นการช่วยเหลือนักเรียนให้สามารถเข้าถึงห้องเรียนหรือหลักสูตรปกติ เป็นการช่วยเหลือเด็กที่มีความต้องการพิเศษให้มีความสามารถเข้าร่วมโปรแกรมการศึกษา ในระดับปกติได้ ทำงานหรือเรียนในระดับที่ใกล้เคียงกับระดับปกติมากขึ้นได้ดีกว่าไม่ได้รับการช่วยเหลือใดๆ การช่วยเหลือในห้องเรียน เป็นการให้ความช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับรายละเอียดของการจัดการเรียนการสอนเพื่อให้นักเรียนบรรลุเป้าหมายของการเรียนรู้ ซึ่งมีรายละเอียดการช่วยเหลือ ดังนี้

  • การช่วยเหลือในด้านเวลา ได้แก่ การปรับเปลี่ยนเวลาให้ยืดหยุ่นเหมาะสมกับกิจกรรม การปรับความ

ยาวของเวลาในการทำงาน การให้เวลาพักในระหว่างการทำงาน คำนึงถึงช่วงความสนใจของเด็ก การให้เวลาในการทำงานมากขึ้นเพื่อให้เด็กทำงานได้สำเร็จ การให้เวลานักเรียนอย่างเพียงพอในการใช้ห้องน้ำระหว่างเวลาเรียน

  • การช่วยเหลือด้านสถานที่ ได้แก่ การจัดสถานที่ให้ทำงานเป็นกลุ่มเล็ก ๆ การจัดสถานที่ให้ทำงานใน

มุมเล็กๆ ที่สงบ การกำหนดบริเวณที่เด็กจะเรียนหนังสือหรือทำงานส่วนตัว การนำสิ่งที่เรียนรู้ไปเชื่อมโยงกับชีวิตในบ้านของนักเรียน การจัดให้นั่งแถวหน้า อยู่ใกล้ครู

  • การช่วยเหลือด้านอุปกรณ์ ได้แก่ การจัดหาเครื่องมือ บันทึกเสียงให้ การจัดหาเครื่องคิดเลขให้

การจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์ให้ การใช้วีดีโอหรือภาพยนตร์ การจัดให้เด็กคัดลอกจากสมุดของครูหรือเพื่อน

  • การช่วยเหลือด้านการตอบสนอง ได้แก่ การให้เด็กทำเครื่องหมายคำตอบลงในข้อสอบได้เลย โดยไม่

ต้องแยกทำในกระดาษคำตอบ การให้รายงานเป็นการตอบปากเปล่าแทนการเขียน การอนุญาตให้ใช้เวลาในการตอบมากขึ้น การจัดหาคนช่วยเขียนคำตอบ

  • การช่วยเหลือด้านเนื้อหาสาระ ได้แก่ การใช้คำง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน การแจกใบกิจกรรมหรือใบความรู้

ครั้งละแผ่น การลดระดับของการอ่าน การย่อยงานให้เป็นส่วนเล็กๆ การลดปริมาณของการบ้านลง

  • การช่วยเหลือด้านการจัดการเรียนการสอน ได้แก่ การยกตัวอย่างที่เป็นรูปภาพ การลดความคิดรวบ

ยอดลงในการสอนแต่ละครั้ง การสอนคำศัพท์ก่อนสอนเนื้อเรื่อง การบอกนักเรียนให้ทราบความคาดหวังของการเรียน

  • การช่วยเหลือด้านการทำข้อสอบ ได้แก่ การอนุญาตให้สอบแบบเปิดตำรา การอนุญาตให้สอบแบ

ปากเปล่า การอนุญาตให้สอบแบบเอากลับไปทำที่บ้าน การใช้คำถามแบบปรนัยเพิ่มขึ้นและลดคำถามแบบอัตนัย

  • การช่วยเหลือด้านการจัดระบบการเรียน ได้แก่ การมอบหมายให้มีเพื่อนคู่หูในการช่วยทำการบ้าน

การให้เด็กมีหนังสืออีกชุดหนึ่งที่บ้าน การส่งรายงานความก้าวหน้า ให้ผู้ปกครองทราบทุกวันหรือทุกสัปดาห์

  • การช่วยเหลือด้านพฤติกรรม ได้แก่ การจัดตารางกิจวัตรประจำวันในชั้นเรียนการจัดเตรียมเด็กเมื่อ

ทำกิจกรรมไม่เป็นไปตามกิจวัตรประจำวัน การมีกฎระเบียบของชั้นเรียนชัดเจนและเข้าใจง่าย การพยายามให้มีการปฏิบัติตามกฎของชั้นเรียน

  • การช่วยเหลือด้านการใช้กลุ่มเพื่อนหรือเพื่อนช่วยเพื่อน ได้แก่ การใช้ประโยชน์กลุ่มการเรียนรู้แบบ

ร่วมมือ การใช้ประโยชน์จากการช่วยเหลือจากเพื่อน การใช้ประโยชน์จากการใช้เพื่อนช่วยสอน การใช้เพื่อนเป็นแบบอย่างในการแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสม

  • การช่วยเหลือด้านการประเมินผล ได้แก่ การใช้ประโยชน์จากการประเมินตนเอง การใช้ประโยชน์

จากการประเมินจากเพื่อน

  1. การปรับเปลี่ยน (Modification) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงในระดับความยากง่ายและปริมาณเนื้อหาที่

เด็กต้องเรียนรู้ รวมถึงการปรับเปลี่ยนวิธีการนำเสนอเนื้อหา และลักษณะการทดสอบการปรับเปลี่ยนจะสร้างมาตรฐานที่แตกต่างกันเพื่อ ให้เข้ากับเด็กที่มีความบกพร่องและการปรับเปลี่ยนนี้มักกำหนดไว้ในแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล

  1. การดัดแปลง (Adaptation) หมายถึงการเปลี่ยนแปลงภาระงานของนักเรียน รวมถึงการเปลี่ยนแปลง

เนื้อหา วิธีการสอนและสื่อวัสดุอุปกรณ์ กระบวนการประเมินผลหรือสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ การดัดแปลงเกี่ยวข้องกับการใช้เนื้อหาของหลักสูตรและปรับให้เหมาะสมกับความต้องการของเด็กที่แตกต่างกัน การดัดแปลงมี 8 ประเภท ได้แก่

  • การดัดแปลงด้านขนาด (Size) เป็นการปรับจำนวนเรื่องที่นักเรียนจะต้องเรียนหรืต้องทำให้สำเร็จ

การปรับความยาวหรือสัดส่วนของงานที่ครูมอบหมายให้ทำ

  • การดัดแปลงด้านตัวป้อน (Input) เป็นการปรับวิธีการสอนเพื่อผู้เรียน เช่น เครื่องช่วยในการมองเห็น

การยกตัวอย่างรูปภาพ การจัดกิจกรรมด้วยการลงมือกระทำ การจัดให้เด็กเข้ากลุ่มทำงานร่วมกัน เป็นต้น

  • การดัดแปลงด้านระดับการมีส่วนร่วม (Degree of participation) เป็นการปรับเพื่อทำให้เด็กเข้าไป

มีส่วนร่วมในการทำงาน เช่น การแสดงละครบทบาทสมมติง่าย ๆ

  • ดัดแปลงด้านเวลา (Time) เป็นการปรับเวลาที่มีอยู่ให้เหมาะสมกับงานหรือการทดสอบอย่างยืดหยุ่น

เช่น จัดระยะเวลาของการทำงานให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน

  • การดัดแปลงด้านความยากง่าย (Difficulty) เป็นการปรับระดับของทักษะความคิดรวบยอด

ประเภทของโจทย์ ขั้นตอนนี้เกี่ยวเนื่องกับการเรียนรู้หรือกฎเกณฑ์การทำงานของผู้เรียน เช่น การอนุญาตให้ใช้เครื่องคิดเลขในการคำนวณโจทย์เลข เป็นต้น

  • การดัดแปลงด้านเป้าหมาย (Modifiend Goals) เป็นการปรับเป้าหมายหรือความคาดหวังต่อ

ผลลัพท์ที่จะเกิดขึ้นในบริบทของหลักสูตรการศึกษาทั่วไป โดยใช้วัสดุอุปกรณ์ชุดเดิม เช่น ในวิชาสังคมศึกษา ครูอาจคาดหวังเพียงนักเรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษชี้ตำแหน่งของจังหวัดต่าง ๆ ในขณะที่เด็กคนอื่น รู้ทั้งตำแหน่งและเมืองหลวงหรือสถานที่สำคัญ

  • การดัดแปลงด้านระดับความช่วยเหลือ (Level of Support) เป็นการปรับโดยการเพิ่มปริมาณการ

ช่วยเหลือเด็กแต่ละคน เช่นการจัดให้มีเพื่อนคู่หู ครูพี่เลี้ยง

  • การดัดแปลงด้านผลลัพธ์ (Output) เป็นการปรับการตอบสนองต่อการสอนของนักเรียน ปรับวิธีให้

ผู้เรียนสามารถแสดงความเข้าใจหรือความรู้ได้ เช่น การตอบปากเปล่าแทนการเขียน

สรุป ทฤษฎีรับเบอร์แบนด์ เป็นทฤษฎีที่อธิบายถึงแนวทางในการปรับปรุงการช่วยเหลือ ด้วยวิธีการต่าง ๆ ที่สามารปรับยืดหยุ่นได้เหมือนยางยืด เพื่อให้สอดคล้องกับเด็กที่มีความแตกต่างและหลากหลายในห้องเรียนโดยเน้นการช่วยเหลือ การปรับเปลี่ยนแลการดัดแปลง เนื่องจากนักเรียนในห้องหนึ่ง ๆ อาจมีทั้งเด็กเรียนเก่ง เด็กเรียนตามเกณฑ์ เด็กเรียนอ่อนหรือเด็กที่มีความบกพร่อง นับเป็นทฤษฏีที่สามารถนำไปปรับใช้กับการเรียนรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เอกสารอ้างอิง

ผดุง อารยะวิญญู.  (2542). การเรียนร่วมระหว่างเด็กปกติกับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ. กรุงเทพมหานคร

: รำไทย เพรส.

ผดุง อารยะวิญญู.  (2541). การจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร

: โรงพิมพ์แว่นแก้ว.

ผดุง อารยะวิญญูและวาสนา เลิศศิลป์.  (2550). แนวทางการจัดการเรียนรวม . มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

ประสานมิตร. กรุงเทพมหานคร

เบญจา ชลธาร์นนท์.  (2542). การศึกษาแบบเรียนรวม. เอกสารประกอบการสอนรายวิชาการศึกษาแบบเรียนรวม.

กรุงเทพมหานคร : สถาบันราชภัฎสวนดุสิต.

นรินทร์ ชัยพัฒนาพงศา.  (2446). การมีส่วนร่วม หลักการพื้นฐาน เทคนิคและกรณีตัวอย่าง. กรุงเทพมหานคร

 

 

 

 

 

 

 

 

Leave a Reply