การวางแผนการเปลี่ยนผ่าน(Transition Plan)

การเปลี่ยนผ่านเด็กพิการ เด็กพิการทุกคนจะต้องผ่านช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านจากช่วงพัฒนาการหนึ่งไปสู่อีกช่วงพัฒนาการหนึ่งดังนั้นครอบครัวเด็กพิการจึงมีความท้าทายในการพัฒนาเด็กพิการและบางครอบครัวอาจประสบกับปัญหากับการเปลี่ยนผ่าน เพราะต้องเปลี่ยนรูปแบบการรับบริการ เปลี่ยนสภาพแวดล้อม ปัญหาเหล่านี้อาจทำให้ครอบครัวเด็กพิการเกิดความเครียด ความห่วงใยของครอบครัวเด็กพิการในระหว่างกระบวนการเปลี่ยนผ่านนี้จะเพิ่มมากขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ศูนย์บริการที่ให้บริการที่เหมาะสมกับลักษณะและประเภทความพิการนั้นอาจมีระยะทางที่ห่างไกลจากบ้าน  เด็กพิการต้องย้ายจากครอบครัว  ไปอยู่ที่ศูนย์บริการ เป็นต้น  (Hains, Rosenkoetter, & Fowler, 1991)   ความหมายและความสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน(Transitions) การเปลี่ยนผ่าน (Transition) ในความหมายทั่วไป คือ การเปลี่ยนจากระดับหนึ่งไปสู่อีกระดับหนึ่ง เช่น การเปลี่ยนแปลงจากสถานที่ สภาพแวดล้อม ระยะเวลาจากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่ง โดยมีเป้าอยู่ข้างหน้าที่มีสภาพดีกว่าปัจจุบัน ดังนั้นการจัดช่วงเชื่อมต่อสำหรับผู้เรียนพิการ จึงหมายถึงกระบวนการเลื่อนระดับการดำเนินชีวิตจากระดับหนึ่งไปสู่อีกระดับหนึ่ง เช่น จากบ้านสู่ศูนย์เตรียมความพร้อมก่อนวัยเรียน ศูนย์การศึกษาพิเศษ โรงเรียน จากชั้นเรียนสู่ชั้นเรียน และจากโรงเรียนสู่ชุมชน เป็นต้น โดยการดำเนินการจัดช่วงเชื่อมต่อต้องมีการวางแผนและจัดทำแผนการจัดช่วงเชื่อมต่อเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อเป็นหลักประกันว่า ผู้เรียนพิการจะได้รับการเตรียมความพร้อมในการจัดช่วงเชื่อมต่อ เช่นเดียวกับการมีแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล ส่วนแผนการจัดช่วงเชื่อมต่อ (Transition Plan) เป็นแผนที่มีเนื้อหาสาระสะท้อนถึงการพัฒนาผู้เรียนพิการ ระบุจุดแข็งหรือความต้องการจำเป็นที่สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงของชีวิต โดยความร่วมมือของผู้เกี่ยวข้องในการจัดทำแผนฯ(สมพร หวานเสร็จ, http://www.sedthailand.com/) การวางแผนการเปลี่ยนผ่านสำหรับเด็กพิการ เน้นหลักการวางแผนโดยมีเด็กพิการเป็นศูนย์กลาง มีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อสร้างเป้าหมายชีวิตหลังสำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยระบุแผนเปลี่ยนผ่านที่เหมาะสมสอดคล้องกับเป้าหมายในแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลและประสานกับหน่วยงานท้องถิ่นหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องในการให้ความช่วยเหลือให้เด็กพิการประสบความสำเร็จในการดำเนินชีวิตหลังจบการศึกษาโดยตระหนักถึงความจำเป็นของเด็กพิการ 3 ประการ […]

อ่านเพิ่มเติม


ความแตกต่างระหว่างแผนการให้บริการช่วยเหลือเฉพาะครอบครัว (IFSP) กับแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP)

ความแตกต่างระหว่างแผนการให้บริการช่วยเหลือเฉพาะครอบครัว (IFSP) กับแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) ความแตกต่างระหว่างแผนการให้บริการช่วยเหลือเฉพาะครอบครัว กับแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล คือ แผนการให้บริการช่วยเหลือเฉพาะครอบครัว มุ่งเน้นที่เด็กและครอบครัวและบริการครอบครัวที่ต้องการความช่วยเหลือเพื่อการส่งเสริมและพัฒนาเด็ก แต่แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล มุ่งเน้นไปที่ความต้องการในด้านการจัดการศึกษาของเด็ก แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล เป็นเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาสำหรับเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 3-21 ปี โดยจะมุ่งเน้นการศึกษาพิเศษและบริการที่เกี่ยวข้องในโรงเรียน แต่แผนการให้บริการช่วยเหลือเฉพาะครอบครัว ใช้สำหรับเด็กตั้งแต่วัยทารกจนถึงอายุ 3 ปี ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับครอบครัวอย่างมาก และอาจรวมถึงผู้เชี่ยวชาญจากหลายสาขาวิชาในการวางแผนสำหรับเด็ก แผนการให้บริการช่วยเหลือเฉพาะครอบครัวจะขึ้นอยู่กับการประเมินเชิงลึกเกี่ยวกับความต้องการของเด็กและความต้องการของครอบครัว ซึ่งมีข้อมูลดังนี้ ข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็กในทุกด้าน ผลที่เกิดขึ้นกับเด็กและครอบครัว บริการที่เด็กและครอบครัวจะได้รับเพื่อการพัฒนาเด็ก บริการที่ระบุไว้ในแผนการให้บริการช่วยเหลือเฉพาะครอบครัว (IFSP) โดยทั่วไปจะจัดให้ไว้ที่บ้านของเด็ก ซึ่งกฎหมายการศึกษาสำหรับคนพิการ (IDEA) ของประเทศสหรัฐอเมริกา ระบุเรื่องบริการที่จัดให้กับเด็กนั้นจะเน้นให้จัดใน”สภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติ” อาจรวมถึงสภาพแวดล้อมในการดูแลเด็ก การเตรียมความพร้อมก่อนวัยเรียน หรือสภาพแวดล้อมในชุมชน (Lori Luna. 2014. Online) แผนการให้บริการช่วยเหลือเฉพาะครอบครัว เป็นเอกสารที่จัดทำขึ้นมาเป็นลายลักษณ์อักษร มีกระบวนการในการกำหนดการให้บริการกับเด็กที่มีพัฒนาการล่าช้าหรือเด็กพิการ กระบวนการนี้จะเปิดโอกาสในการแบ่งปันประสบการณ์ระหว่างครอบครัวและบุคคลในครอบครัว เพื่อให้ครอบครัวสามารถเลือกเกี่ยวกับบริการ การให้ความช่วยเหลือที่ต้องการสำหรับเด็กและครอบครัว ซึ่งผู้ประสานงานการให้บริการจะได้รับมอบหมายในการให้ความช่วยเหลือครอบครัวของเด็กด้วยกระบวนการจัดทำแผนการให้บริการช่วยเหลือเฉพาะครอบครัวโดยการประสานงานเพื่อจัดประชุมวางแผนในการจัดทำแผนการให้บริการกับผู้เชี่ยวชาญ และคนอื่นๆ ในครอบครัวที่ต้องการเข้าร่วมประชุมวัตถุประสงค์หลักของการประชุมคือ การให้ข้อมูลกับครอบครัวและพูดคุยเกี่ยวกับความกังวลของสมาชิกในครอบครัว ซึ่งการประชุมวางแผนจะต้องกำหนดบทบาทและความรับผิดชอบของแต่ละบุคคลและหน่วยงาน แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล(Individualized Education Program […]

อ่านเพิ่มเติม


ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการให้บริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่ม

การให้บริการช่วยเหลือระยะแรกเริม

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ การให้บริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่ม (Early  Intervention) เนื่องจากใน  3  ปีแรกของชีวิต  เป็นช่วงที่มีความสำคัญที่สุดของพัฒนาการของเด็ก  โดยผลจากการศึกษาด้านประสาทวิทยาเกี่ยวกับพัฒนาการของสมอง พบว่าสมองของเด็กมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วในช่วงเดือนต้นๆ และช่วงปีแรกของชีวิต  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กที่มีความพิการจะมีความสำคัญในรายละเอียดของขั้นตอนทางพัฒนาการเป็นพิเศษ  อันเนื่องมาจากเด็กพิการมีความบกพร่องในด้านการรับรู้ที่ด้อยกว่าเด็กทั่วไป ซึ่งนอกจากจะส่งผลให้เด็กมีพัฒนาการที่ช้ากว่าปกติแล้วยังอาจจะส่งผลให้ เด็กที่มีความพิการอยู่แล้วมีความพิการเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ผลจากการศึกษายังแสดงให้เห็นว่า การวินิจฉัยและการให้ความช่วยเหลือ ตั้งแต่แรกเริ่มของชีวิตจะส่งผลให้การกระตุ้นพัฒนาการของเด็กได้ผลดี ในปี 1997 แบกเลย์ (Bagley) ได้ศึกษาด้านพัฒนาการสมอง และความสำคัญของการเรียนรู้ของเด็กใน ช่วงระยะ 3  ขวบแรกของชีวิต ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นหัวข้อในการประชุมด้านพัฒนาการและการเรียนรู้ในช่วงสามขวบแรกของเด็ก ในการประชุมของสมาคมครูและผู้ปกครองของเด็กที่ White House สหรัฐอเมริกา พบว่า 1. สมองมีพัฒนาการที่รวดเร็วมากในเด็กวัยหนึ่งปีแรก มากกว่าที่เราเคยคิด 2. อิทธิพลของสิ่งแวดล้อมมีผลต่อพัฒนาการของสมองมากกว่าที่เราเคยคิด 3. สภาพแวดล้อมในช่วงแรกของชีวิต ซึ่งมีอิทธิพลต่อพัฒนาการของสมองจะเป็นไปในระยะยาว 4. สิ่งแวดล้อมไม่ได้มีอิทธิพลต่อจำนวนของเซลล์ของสมอง และการเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ของสมองเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีผลต่อการเชื่อมต่อ ที่เป็นระบบด้วย 5. จากข้อบ่งชี้ใหม่ทางวิทยาศาสตร์พบว่า การบีบคั้นหรือความเครียดตั้งแต่แรกเริ่มมีผลกระทบทางลบต่อการทำงานของสมองของเด็ก ในระหว่าง 3 ปีแรกของชีวิต ทารกมีพัฒนาการทางสมอง เกี่ยวกับการเชื่อมต่อกันของเซลล์ประสาทตัวหนึ่งกับเซลล์ประสาทอีกตัวหนึ่งในสมองอย่างต่อเนื่องที่เรียกว่า Synapses […]

อ่านเพิ่มเติม


ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับความพิการทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหวหรือสุขภาพ นักเรียนที่มีความบกพร่องทางร่างกาย หรือการเคลื่อนไหว หรือสุขภาพ

logo-pikarn1

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับความพิการทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหวหรือสุขภาพ  นักเรียนที่มีความบกพร่องทางร่างกาย หรือการเคลื่อนไหว หรือสุขภาพ 1. คำจำกัดความ 1.1  ความหมายของเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหว หรือสุขภาพ เด็กและเยาวชนนั้นถือได้ว่าเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติ  เด็กในวันนี้จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า  หากเราทุกคนอยากเห็นประเทศชาติพัฒนาไปในทางที่ดี เราก็จำเป็นต้องใส่ใจในเด็กและเยาวชนของเราไม่ว่าเด็กเหล่านั้นจะอยู่ในส่วนของผู้มีหรือผู้ด้อยโอกาสก็ตาม ในฐานะมนุษย์และฐานะอนาคตของประเทศชาติ  เด็กทุกคนจึงมีสิทธิได้รับการพัฒนาอย่างเท่าเทียมกัน  โดยเฉพาะกลุ่มด้อยโอกาสอย่างเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย โดยได้มีผู้ได้ให้ความหมายของเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายไว้ดังนี้คือ ผดุง  อาระวิญญู  (2541 : 88) ได้กล่าวว่า  “เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย หมายถึง  เด็กที่มีความผิดปกติของแขน  ขา  และหรือลำตัว  รวมไปถึงศีรษะ  แต่ไม่หมายถึงเด็กที่มีสายตาพิการ  หรือสูญเสียการได้ยินแม้ว่าดวงตาและระบบการได้ยินเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายก็ตาม” วารี  ถิระจิตร (2545  : 69)  ได้กล่าวว่า “เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย หมายถึงเด็กที่มีข้อจำกัดทางร่างกาย  ซึ่งทำให้เป็นอุปสรรคต่อการศึกษาเล่าเรียน  การเรียนรู้  และต้องอาศัยการฝึกฝนการใช้เครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์หรือต้องการเครื่องอำนวยความสะดวกเข้าช่วย”และจากการสัมภาษณ์  อำไพร  สุฤทธิ์  นักกายภาพบำบัดของมูลนิธิอนุเคราะห์ คนพิการได้ความว่า “เด็กพิการทางร่างกายและการเคลื่อนไหว  คือเด็กที่มีความบกพร่องหรือมีความยาก ลำบาก ในการเคลื่อนที่  ไม่สามารถเคลื่อนย้ายตัวเองได้อย่างคล่องตัวหรือเป็นอิสระ  ซึ่งในที่นี้จะกล่าวถึง  เด็กพิการทางร่างกายและการเคลื่อนไหวที่พบได้บ่อย ๆ […]

อ่านเพิ่มเติม